แสงสว่างแห่งสันติภาพริบหรี่ ชาวโลกผจญวิกฤติพลังงานต่อไป สงครามอ่าวเปอร์เซียฝุ่นตลบ เสียงไซเรน เตือนภัยดังระงมทุกประเทศรอบอ่าว “อิหร่าน” คุยโวยิงเครื่องบินรบเอฟ-35 ตกอีก 2 ลำ แถมกองกำลังอิสลามิกอ้างโจมตีฐานทัพมะกันในอิรักย่อยยับ “ยูเออี-คูเวต” โดนลากเข้าสมรภูมิ เจอถล่มโรงแยกก๊าซใหญ่ โรงกลั่นน้ำมันยักษ์และโรงผลิตน้ำจืด ส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งกระฉูด “ทรัมป์” โพสต์ขู่ “ยังไม่ได้เริ่มทำลายสิ่งที่เหลืออยู่ในอิหร่านเลยด้วยซ้ำ และจะยังมีตามมาอีกมาก” ขณะที่ 3 ลูกเรือ “มยุรี นารี” หมดหวังปาฏิหาริย์ หลังทีมค้นหาพบชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์บนเรือมรณะ กำลังตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลไฟสงครามภูมิภาคตะวันออกกลางไม่มีทีท่าสงบง่ายๆ ผ่านเข้าสัปดาห์ที่ 5 การสู้รบของสหรัฐฯ และอิสราเอล ยังระดมโจมตีอิหร่านต่อเนื่อง ขณะที่อิหร่านโต้กลับดุเดือด วันที่ 3 เม.ย. สถานีโทรทัศน์เพรส ทีวี ของทางการอิหร่านรายงานว่า กองกำลังพิทักษ์ การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) แถลงความสำเร็จ ยิงเครื่องบินรบสมรรถนะสูงของสหรัฐฯตกเพิ่มอีก 2 ลำ รวมถึงเครื่องบินรบพรางเรดาร์ รุ่นเอฟ-35 จากฝูงบินเลคเคนฮีธ ที่แตกกระจายกลางอากาศในพื้นที่ภาคกลางอิหร่าน ยังไม่ทราบชะตากรรมนักบิน และยังยิงเครื่องบินรบขั้นสูงอีกลำตกทางตอนใต้ของเกาะเกชม์ ซากเครื่องบินตกลงสู่ก้นอ่าวเปอร์เซีย อิหร่านยืนยันว่านับตั้งแต่เริ่มการสู้รบเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ได้สอยอากาศยานสหรัฐฯร่วงไปแล้วหลายสิบลำ แม้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯจะอ้างว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุหรือเหตุยิงกันเองก็ตามด้านขบวนการอิสลามิก “รีซิสแตนซ์ ออฟ อิรัก” ในอิรัก โดยเฉพาะกลุ่มย่อย “ซารายา เอาลิยา อัล-ดัม” ได้ปฏิบัติการโจมตีฐานทัพและจุดยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯในอิรักถึง 6 ครั้งในรอบวัน ใช้โดรนพิฆาตพุ่งเป้าโจมตีที่ตั้งของทหารสหรัฐฯในเมืองเออร์บิล จนเกิดระเบิดรุนแรงหลายครั้ง รวมไปถึงฐานสนับสนุนทางการทหารใกล้สนามบินกรุงแบกแดด ทางกลุ่มยืนยันจะเดินหน้าปฏิบัติการต่อไปจนกว่ากองกำลังต่างชาติจะถอนตัวออกจากอิรักทั้งหมด และระบุว่าก่อนหน้านี้ได้โจมตีเป้าหมายที่เชื่อมโยงกับหน่วยสืบราชการลับมอสสาดของอิสราเอลในเขตเคอร์ดิสถานด้วยสถานการณ์การสู้รบยังลุกลามสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและสาธารณูปโภคในสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ (UAE) และคูเวต เกิดเหตุเพลิงไหม้อย่างรุนแรงที่โรงแยกก๊าซฮับชาน เป็นกลุ่มโรงงานแปรรูปก๊าซขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยูเออี สาเหตุจากเศษซากขีปนาวุธที่ถูกสกัดกั้นตกลงใส่พื้นที่โรงงาน ส่งผลให้ต้องระงับการปฏิบัติงานทั้งหมดทันทีเพื่อควบคุมสถานการณ์ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บขณะที่คูเวตตกเป็นเป้าหมายหลัก เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งอิหร่านเพียง 80 กิโลเมตร โรงกลั่นน้ำมันมินา อัล-อาห์มาดี หนึ่งในโรงกลั่นใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง ถูกโจมตีเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 2 สัปดาห์ ส่งผลกระทบต่อการบริโภคพลังงานในประเทศ รัฐบาลคูเวตยืนยันว่าการโจมตีได้สร้างความเสียหายต่อระบบผลิตน้ำจืด ทำให้ทีมฉุกเฉินต้องเร่งใช้แผนสำรองเพื่อประคับประคองการจ่ายน้ำและไฟฟ้าต่อมากองกำลัง IRGC ได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีโรงผลิตน้ำจืดดังกล่าวว่าเป็นฝีมือของอิสราเอล ระบุว่าเป็นปฏิบัติการที่ไร้มนุษยธรรมและผิดกฎหมาย พร้อมขู่ยกระดับการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และศูนย์ความมั่นคงของอิสราเอลทั่วภูมิภาคเป็นการตอบโต้รายงานระบุว่าเสียงสัญญาณเตือนภัยดังระงมไปทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ทั้งในบาห์เรนและยูเออีขณะที่กระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียแถลงว่ายิงสกัดกั้นโดรนโจมตีได้ 6 ลำ นักวิเคราะห์มองว่า นอกจากการโจมตีโดยตรงจากอิหร่านแล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่ปฏิบัติการบางส่วนจะมาจากกลุ่มติดอาวุธในอิรักที่มีความเชื่อมโยงกับอิหร่าน เพื่อกดดันพันธมิตรของสหรัฐฯอย่างรอบด้านสถานการณ์การสู้รบยังขยายขอบเขตการโจมตีเข้าสู่ใจกลางกรุงเตหะรานและพื้นที่โดยรอบ มุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ฝูงบินรบและโดรนของสหรัฐฯและอิสราเอล พุ่งเป้าโจมตีจุด ยุทธศาสตร์ในและรอบกรุงเตหะรานอย่างหนัก หลังจากโจมตีสถานศึกษาและวิจัยทางการแพทย์ที่มีอายุเก่าแก่กว่าหนึ่งศตวรรษในกรุงเตหะรานรวมทั้งส่งโดรนพิฆาตโจมตีคลังเก็บสิ่งของบรรเทาทุกข์ของสภากาชาดใน จ.บูเชอร์ เมื่อวันก่อน ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตในอิหร่านพุ่งทะลุอย่างน้อย 2,076 ราย บาดเจ็บกว่า 26,500 ราย โรงเรียนและศูนย์การศึกษากว่า 600 แห่งเสียหายในฝั่งอิสราเอล เสียงไซเรนเตือนภัยได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ท่ามกลางการโจมตีจากหลายทิศทาง โดยเฉพาะในนครเทลอาวีฟที่มีประชากรหนาแน่น รวมถึงเมืองอัชดอด และอัชเคลอน ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน ประชาชนต้องอพยพลงหลุมหลบภัยซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากการระดมยิงจรวดและขีปนาวุธ ส่งผลให้โรงเรียนต้องเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์และสนามบินเบนกูเรียน ลดระดับการทำงานลง ขณะที่กองทัพอิสราเอลกำลังปรับยุทธศาสตร์สู่สงครามยืดเยื้อ มุ่งเป้าทำลายอุตสาหกรรมทางยุทธศาสตร์ของอิหร่านเพื่อตัดกำลังในระยะยาวสำหรับแนวรบด้านทิศเหนือ การปะทะระหว่างกองทัพอิสราเอลกับกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ยังคงดุเดือด ทางกลุ่มอ้างว่าปฏิบัติการทางทหารกว่า 60 ครั้งในรอบ 24 ชั่วโมง ทั้งการยิงจรวดถล่มพื้นที่เขตมัลเกียและดิชอน รวมถึงการใช้ระเบิดแสวงเครื่องโจมตีในบิยาดา พื้นที่ยุทธศาสตร์ริมชายฝั่งทางตอนใต้ของเลบานอน เฮซบอลลาห์ระบุว่าสามารถทำลายรถถังอิสราเอลได้ถึง 4 คัน ขณะที่พื้นที่หลายส่วนทางตอนใต้ของเลบานอนถูกโจมตีจนราบเป็นหน้ากลองด้านความเคลื่อนไหวของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังสร้างความฮือฮาด้วยการโพสต์ วิดีโอวินาทีที่กองทัพสหรัฐฯทิ้งระเบิดถล่มสะพานแห่งหนึ่งในอิหร่าน ระบุว่าสะพานดังกล่าวคือโครงการ สะพานที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน พร้อมระบุข้อความข่มขวัญว่า “สหรัฐฯยังไม่ได้เริ่มทำลายสิ่งที่เหลืออยู่ในอิหร่านเลยด้วยซ้ำ และจะยังมีตามมาอีกมาก” คำขู่ดังกล่าวถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่า สหรัฐฯพร้อมยกระดับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น หากรัฐบาลอิหร่านยังปฏิเสธที่จะเจรจาเพื่อยุติสงครามตามเงื่อนไขของสหรัฐฯขณะที่นายอับบาส อารักชี รมว.ต่างประเทศอิหร่าน ออกมาตอบโต้ทันควันเกี่ยวกับเหตุการณ์โจมตีสะพานบี 1 (B1 Bridge) เส้นทางยกระดับสำคัญที่เชื่อมกรุงเตหะรานกับเมืองคารัจ ยืนยันว่าสะพานแห่งนี้ยังอยู่ระหว่างก่อสร้างและเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับพลเรือน เหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย และบาดเจ็บสาหัสอีก 95 ราย ส่วนใหญ่เป็นประชาชนที่มารวมตัวกันพักผ่อนหย่อนใจบริเวณริมฝั่งแม่น้ำและใต้ร่มเงาของสะพานเพื่อฉลองเทศกาล “วันธรรมชาติ” (Sizdah Bedar) ของอิหร่าน นายอารักชีลั่นวาจาว่าการทำลายโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน จะไม่สามารถบีบบังคับให้ชาวอิหร่านยอมจำนนได้ส่วนสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ข้อมูลจาก Windward พบสัญญาณการสัญจรทางเรือเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 3 ล่าสุดเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สัญชาติญี่ปุ่นชื่อ SOHAR LNG สามารถเดินทางข้ามช่องแคบสำเร็จเป็นลำแรกนับตั้งแต่เริ่มสงคราม แม้บริษัทเจ้าของเรือจะปฏิเสธรายละเอียดการเจรจา แต่ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการประคับประคองเส้นทางพลังงานโลก ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงพุ่งสูง น้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 7.8% อยู่ที่ 109.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล น้ำมันดิบ WTI ปรับขึ้น 7.78% อยู่ที่ 111.54 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลวันเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) แถลงการณ์ว่า ตามที่ กต.แถลงต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 30 มี.ค. เกี่ยวกับความคืบหน้ากรณีลูกเรือไทย 3 คน บนเรือขนส่งสินค้าสัญชาติไทย “มยุรี นารี” ที่ประสบเหตุถูกโจมตีขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศได้รับการประสานจากบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) เจ้าของเรือ “มยุรี นารี” ว่า ทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการค้นหาและกู้ภัยที่บริษัทว่าจ้าง ได้ขึ้นไปบนเรือเพื่อค้นหาลูกเรือไทย 3 คนบนเรือเป็นครั้งที่ 2 ทีมค้นหาตรวจค้นทุกพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้อย่างละเอียดเท่าที่สภาพการณ์จะเอื้ออำนวย เนื่องจากเรือได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้และมีน้ำท่วมขังในห้องเครื่องและบริเวณใกล้เคียง และได้พบชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์บางส่วนในบริเวณที่เรือได้รับความเสียหาย แต่ยังไม่สามารถยืนยันอัตลักษณ์บุคคลได้ บริษัทได้แจ้งให้ครอบครัวของลูกเรือทราบถึงความคืบหน้าดังกล่าวแล้วกระทรวงขอแสดงความเสียใจและจะประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ฝ่ายอิหร่าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อรับการยืนยันอัตลักษณ์บุคคลโดยเร็วที่สุด กระทรวงการต่างประเทศขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกลับสู่กระบวนการเจรจาและการทูตโดยเร็วที่สุด เพื่อยุติสถานการณ์ความตึงเครียดตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ โดยให้ความสำคัญแก่ความปลอดภัยของพลเรือน และการเดินเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่