ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่อ่อนล้า แต่เศรษฐีไทยยังไม่อ่อนแรง ผมเพิ่งอ่าน “วารสารการเงินธนาคาร” ฉบับล่าสุดเดือนกรกฎาคม ระบุว่า ความมั่งคั่งของกลุ่ม Wealth ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของธนาคารต่างๆมีมูลค่ารวมสูงถึง 19.3 ล้านล้านบาทในปี 2569 เป็นความมั่งคั่งที่เท่ากับจีดีพีประเทศไทยทั้งประเทศเลยทีเดียว และคาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 22 ล้านล้านบาทในปี 2571 จากการเปิดเผยของ คุณปรมาศิริ มโนลม้าย Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคาร ไทยพาณิชย์ โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้นสูงถึง 7.2% สูงกว่าจีดีพีไทยหลายเท่าตัว กลุ่มที่มีความมั่งคั่ง 2—10 ล้านบาท เติบโต 5.4% กลุ่มที่มีความมั่งคั่ง 10—50 ล้านบาท เติบโต 6% และ กลุ่มที่มีความมั่งคั่งเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป เติบโต 7.9%สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่มีการเติบโตในลักษณะ K เชพคุณปรมาศิริ เปิดเผยว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ แบ่งตัวเลขการเติบโตและพฤติกรรมของลูกค้าเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่ม Core Wealth เป็นกลุ่มที่มีความมั่งคั่งดั้งเดิม มีการเติบโตของสินทรัพย์ที่แข็งแรง มีอัตราการเติบโต 6—7% สูงกว่าการเติบโตของจีดีพีประเทศ กลุ่ม Next Generation เป็นเจนใหม่ของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่ง มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 4—6% มีพฤติกรรมรับความเสี่ยงได้สูงขึ้น และ กลุ่ม Emerging Wealth กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มสร้างตัวที่เติบโตขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ มีความมั่งคั่งเติบโตเฉลี่ย 5% ส่วนใหญ่เป็น Self—Madeแต่ละกลุ่มธนาคารก็มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับลูกค้าอย่างยั่งยืนธนาคารกสิกรไทย ก็เป็นอีกธนาคารที่มีกลุ่มลูกค้า Wealth ขนาดใหญ่มาก ดร.พิพัฒน์ โปษยานนท์ บอกว่า การแข่งขันของธุรกิจ Wealth Management ในอนาคต จะไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะมีผลิตภัณฑ์มากกว่า แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถสร้าง Trusted Advisor ที่เข้าใจลูกค้าได้มากกว่า ช่วยลูกค้าตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ดังนั้น K Wealth ของกสิกรไทยจึงมุ่งดูแลลูกค้าในการสร้างความมั่งคั่งที่แตกต่างกัน ระดับการบริหารสินทรัพย์ที่ซับซ้อนแตกต่างกัน ธนาคารกำลังพัฒนา KEWIN AI มาเป็น Intelligence Engine ช่วยลูกค้าในการดูแลพอร์ตตลอด Value Chain ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การประเมินพอร์ต การติดตามความเสี่ยงและค้นหาโอกาสการบริหารพอร์ตความมั่งคั่งให้ลูกค้ารวยในยุคนี้จึงไม่ง่ายธนาคารกรุงเทพ ถือเป็นธนาคารที่บริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้ามาอย่างยาวนานที่สุดเกือบ 20 ปีแล้วในแบรนด์ “บัวหลวง Exclusive” ลูกค้าระดับบนของธนาคารกรุงเทพล้วนเป็นเจ้าสัวใหญ่เจ้าของกิจการ มีธุรกิจแผ่ขยายไปทั่วโลก คุณวรพร วิทยะสิรินันท์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ กลุ่ม Wealth Management ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า แนวคิดการทำธุรกิจ wealth ของธนาคารกรุงเทพ แตกต่างจากสถาบันการเงินอื่น เนื่องจากไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อเน้นการแข่งขันเชิงตลาด แต่มีเป้าหมายเพื่อดูแลฐานลูกค้าเดิมของธนาคารที่มีอยู่จำนวนมากในฐานะ Trusted Partnerการดูแลลูกค้า Wealth ของธนาคารกรุงเทพจึงทำผ่าน 4 แกนหลัก คือ สร้าง (Wealth Creation) เพิ่มพูน (Wealth Accumulation) ปกป้อง (Wealth Protection) และ ส่งต่อความมั่งคั่ง (Wealth Transfer) หรือ การจัดการมรดกและส่งต่อธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญและเป็นรากฐานที่ลึกที่สุดของธนาคารกรุงเทพที่มากกว่าการเป็นลูกค้าผมอ่านแล้วก็เก็บมาเล่าสู่กันฟัง เมืองไทยไม่ได้ยากจน มีเงินล้นประเทศ แต่สิ่งที่เราขาดคือ ผู้นำที่เก่ง รัฐบาลที่เก่ง รัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถ จึงไม่สามารถสร้าง ความเชื่อมั่น (Trust) แก่นักลงทุน เพื่อดึงดูดเงินลงทุนมหาศาล 22 ล้านล้านบาท ก้อนนี้ไว้ได้ คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ได้เปรียบเทียบการลงทุนของรัฐบาลว่า “หากเทียบดัชนีการลงทุนปี 2540 อยู่ที่ 100% ปัจจุบันไทยเพิ่มขึ้นมาเพียง 106% แต่มาเลเซียไปที่ 200% เวียดนามไปถึง 900% สิ่งที่หายไปคือการลงทุนด้านเทคโนโลยี ทำให้เรายังผลิตแต่สินค้าเดิมๆ และขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง” ฟังแล้วก็อยากขอร้อง “พระเจ้า” ผู้สร้างโลก โปรด ช่วยกลับมาเอา “นักการเมืองไทย” กลับไปสู่ที่ชอบที่ชอบเถิด ประเทศไทยจะได้เจริญรุ่งเรืองเสียที.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม