ฝากขัง “พ่อแม่จีน-พ่อทิพย์” ขบวนการแจ้งเกิดเท็จเพิ่มอีก 4 ราย ยังเหลือล่าตัวอีก 2 แต่พบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว 1 ราย “สำราญ นวลมา” ลั่นจะสาวไปให้ถึงนายหน้า-ผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ล่าสุดพบ “ลูกทิพย์” เพิ่มอีก 13 ราย จาก รพ.เอกชน 4 แห่ง ใน 4 เขต “บางรัก-บางขุนเทียน-ภาษีเจริญ-บางกอกน้อย” ขณะที่ สบส.เริ่มลุยตรวจเอกสาร 5 รพ.เอกชน เอี่ยวคดีแจ้งเกิดเท็จย้อนหลัง 5 ปี ด้าน “โตโต้-ปิยรัฐ” ยื่นเอกสารให้ตำรวจตรวจสอบอีกเคส พ่อแม่ชาวจีนมาคลอดบุตรใน รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง ฝั่งพระนคร คนละ รพ.ที่เป็นข่าว พร้อมจี้ตรวจสอบไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่ตัวเล็ก แต่ควรขยายผลไปถึงผู้บริหารสำนักงานเขตด้วย เพราะเข้าข่ายอาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาวกรณี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง DOPA N.I.C.E. เปิดปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” กวาดล้างจับกุมขบวนการรับจ้างแจ้งเกิดเท็จให้เด็กจีนที่พ่อแม่ต้องการให้ได้สัญชาติไทย เพื่อนำไปใช้สิทธิและสวัสดิการในไทย โดยชุดสืบสวนสอบสวนออกหมายจับผู้ต้องหา 35 ราย จับกุมได้แล้ว 33 ราย ที่ในจำนวนนี้มีเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตธนบุรีและพนักงาน รพ.เอกชน ย่านธนบุรี โดยพนักงานสอบสวน สน.บางยี่เรือ นำตัวผู้ต้องหาลอตแรก 27 ราย ฝากขังผัดแรกที่เรือนจำแล้วต่อมาเมื่อวันที่ 13 ก.ค.เวลา 09.30 น. พ.ต.อ.รัตน์เกล้า อาณานุการ ผกก.สน.บางยี่เรือ พร้อมพนักงานสอบสวน สน.บางยี่เรือ นำตัวผู้ต้องหาขบวนการแจ้งเกิดเท็จ “พ่อทิพย์-แม่ทิพย์” จำนวน 4 ราย ประกอบด้วย นายเฉิน รุนซิน น.ส.เสี่ยวฉุน หม่า นายชัชวาล ศรีสมุทรนาค และนายบุตร บุญบรรลุ ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้เพิ่มเมื่อวันที่ 11 ก.ค. ไปฝากขังต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางตลิ่งชัน ซึ่งศาลไม่ให้ประกันตัว ส่วนผู้ต้องหาอีกราย น.ส.ลี่เซี่ยน หม่า เข้ามอบตัวช่วงเย็นวันที่ 12 ก.ค.ถูกคุมตัวไว้ที่ สน.อยู่ระหว่างสอบปากคำเพิ่มและจะส่งฝากขังต่อไปส่วนที่กองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาล 8 (กก.สส.บก.น.8) ถนนพระราม 2 เขตจอมทอง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.ให้สัมภาษณ์หลังประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าและขยายผลจับกุมขบวนการสวมสิทธิแจ้งเกิดบุตรโดยมิชอบด้วยกฎหมายที่เหลือว่า ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งขยายผลตรวจสอบเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการออกเอกสารให้เด็กสัญชาติจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นนายหน้า รวมถึงผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการนำเด็กเข้าสู่กระบวนการจดทะเบียนเกิดและขอเอกสารทางราชการ ยืนยันว่าตำรวจจะสาวไปให้ถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด สิ่งสำคัญตอนนี้คือการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็ก เนื่องจากเด็กที่เกี่ยวข้องได้รับสัญชาติไทยนั้น มีสถานะทางกฎหมายแล้ว ต้องดำเนินการด้วยความ ระมัดระวัง ทั้งในส่วนของสิทธิเด็กและสิทธิของผู้ต้องหา ขณะนี้ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบความเชื่อมโยง ทั้งโรงพยาบาล สำนักงานเขตและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ส่วนพบมีโรงพยาบาลเกี่ยวข้องเพิ่มนั้น พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ยังไม่สามารถระบุรายละเอียดได้ หากพบความเชื่อมโยงจะดำเนินการตามกฎหมายทั้งหมดพล.ต.ต.สำราญกล่าวอีกว่า ขณะนี้มีผู้ติดต่อเข้ามาเพื่อขอตรวจสอบสถานะสัญชาติอย่างต่อเนื่อง และมีผู้แสดงความประสงค์จะสละสัญชาติ 2 ราย แต่ยังไม่ยืนยันได้ว่าเป็นผู้ถือสัญชาติจีนทั้งหมด ยอมรับว่าขบวนการนี้น่าจะทำมานาน และมีเด็กเกี่ยวข้องจำนวนมาก อยู่ระหว่างตรวจสอบย้อนหลังว่าเด็กที่ได้รับเอกสารไปแล้วมีจำนวนเท่าใด และมีการใช้สิทธิต่างๆ เช่น การเข้าเรียน การรักษาพยาบาล หรือสิทธิประโยชน์อื่นในประเทศไทยหรือไม่ ส่วนกรณีผู้ที่อ้างตัวเป็นบิดามารดา เบื้องต้นพบบิดาชาวไทยบางราย มีประวัติการกระทำความผิด ส่วนมารดาชาวจีน ยังไม่พบประวัติอาชญากรรม โดยผู้ต้องหาทั้งหมดยังคงให้การปฏิเสธ และยังไม่มีผู้ใดให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี การสืบสวนขยายผลจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้มุ่งเฉพาะชาวจีน ส่วนการยกระดับคดีเป็นคดีอาชญากรรมข้ามชาตินั้น ยังอยู่ระหว่างหารือร่วมกับหน่วย DOPA N.I.C.E, อัยการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งนี้ มีรายงานว่า ชุดคลี่คลายคดีจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 33 ราย จากทั้งหมด 35 หมายจับ ยังเหลือผู้ต้องหาอีก 2 ราย มี 1 ราย หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว พบมีเด็กแจ้งเกิดเท็จชัดเจนแล้วเป็นชาวจีน ทั้งหมด 20 ราย แบ่งเป็น ชาย 9 ราย และหญิง 11 ราย มีอายุ 7 เดือนถึง 8 ปี มีการแจ้งเกิดตั้งแต่ปี 2561 นอกจากนี้ชุดสืบสวนสอบพบเด็กชาวจีนที่แจ้งเกิดมีพิรุธเข้าข่ายเป็น “ลูกทิพย์” เพิ่มเติมอีก 13 ราย ชุดสืบสวนเตรียมขยายผลจับกุม รวบรวมพยานหลักฐานเอกสารเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด และยังพบข้อมูล รพ.และสำนักเขตที่มีการรับรองบุตรและแจ้งเท็จอีก 4 แห่ง นอกจาก รพ.สมิติเวชธนบุรี ได้แก่ รพ.กรุงเทพคริสเตียน สำนักงานเขตบางรัก รพ.นครธน สำนักงานเขตบางขุนเทียน รพ.พญาไท 3 สำนักงานเขตภาษีเจริญ และ รพ.ธนบุรี สำนักงานเขตบางกอกน้อยขณะที่นายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร มายื่นข้อมูลและเอกสารต่อ พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ. ที่ กก.สส.บก.น.8 เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีต้องสงสัยเกี่ยวกับการออกสูติบัตรให้บุตรของชาวจีนทั้งนี้ นายปิยรัฐกล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นเคสที่พ่อและแม่เป็นชาวจีน มาคลอดบุตรใน รพ.เอกชนแห่งหนึ่งฝั่งพระนคร เป็นคนละ รพ.ที่ปรากฏเป็นข่าว มีการยื่นขอสูติบัตร ทั้งที่เอกสารประกอบการแจ้งเกิดไม่ครบถ้วน ไม่มีเอกสาร ท.ร.1 และ ท.ร.1/1 ขณะที่ผู้ไปแจ้งเกิดกลับเป็นเจ้าหน้าที่ของ รพ.ไม่ใช่บิดาหรือมารดาของเด็ก และเห็นว่าควรตรวจสอบทุก รพ.ที่อาจมีลักษณะการดำเนินการในรูปแบบเดียวกัน และไม่ควรหยุดเพียงการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ควรขยายผลไปถึงผู้บริหารของสำนักงานเขตด้วย เพราะจากข้อมูลที่พบ ขบวนการลักษณะนี้อาจทำมาตั้งแต่ปี 65-66 หรือก่อนหน้า หากเด็กที่ได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ เติบโตขึ้น ในอนาคตจะมีสิทธิในฐานะพลเมืองไทย ทั้งสิทธิเลือกตั้งและสิทธิทางการเมือง อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาวด้าน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เปิดเผยว่า สบส. ได้รับทราบเบาะแสจากสื่อมวลชน ว่า มีโรงพยาบาลเอกชนเกี่ยวข้องกับขบวนการแจ้งเกิดเท็จ 5 แห่ง ได้ให้เจ้าหน้าที่ขอเอกสารเบื้องต้นจากทั้ง 5 แห่งที่เป็นข่าว และเจ้าหน้าที่ สบส.พร้อมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบรายละเอียดที่ รพ.ทั้ง 5 แห่ง ในวันที่ 14 ก.ค. โดยจะตรวจสอบย้อนหลัง 5 ปี ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การทำคลอด ที่สำคัญคือตรวจสอบหนังสือการรับรองการเกิด และบันทึกเวชระเบียนผู้ป่วยนอกหรือโอพีดีการ์ดนอกจากนี้ วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รศ.ญาณเดช ทองสิมา ประธานกรรมการ บมจ.โรงพยาบาลนครธน (NKT) ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวในสื่อมวลชนเกี่ยวกับการแอบอ้างสิทธิความเป็นบิดาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ในส่วนของโรงพยาบาลนครธน ขอชี้แจงข้อมูลและแนวทางดำเนินการของบริษัท โดยบริษัทได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน เพื่อทบทวนข้อเท็จจริง เอกสาร กระบวนการปฏิบัติงาน และลำดับขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ปรากฏในข่าว รวมถึงพิจารณาว่ามีบุคลากร หน่วยงาน หรือขั้นตอนการทำงานใดที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติมหรือไม่ รวมทั้งจะทบทวนมาตรการควบคุมภายในที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าวเพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิบัติงานของโรงพยาบาลเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบของหน่วยงานราชการมาตรฐานวิชาชีพ และหลักธรรมาภิบาล หากพบว่ามีบุคลากร หรือหน่วยงานใดเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายระเบียบภายใน หรือจริยธรรมขององค์กร บริษัทจะพิจารณาดำเนินการทางวินัยและกฎหมายอย่างเหมาะสม โปร่งใส และเป็นธรรมอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่