เสียงระเบิดยังคงดังกึกก้องไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง สงครามอิหร่านได้ล่วงเลยเข้าสู่สัปดาห์ที่สองอย่างเป็นทางการ และการสูญเสียยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาล “สหรัฐอเมริกา” ผู้เปิดศึกภายใต้ข้ออ้าง “การดำเนินการป้องกันล่วงหน้าเพื่อคลี่คลายสถานการณ์” (Pre-emptive Retaliatory De-escalation Actions) ยังมองไม่ออก เรื่อง “ทางลง” คิดเป็นตุเป็นตะไปว่าศึกครั้งนี้จะเหมือนกับสงคราม 12 วันในเดือน มิ.ย.2568 ที่ถล่มกันตูมตามก่อนแยกวงกันไป และเริ่มมีรายงานหลังฉากจากสำนักข่าวชั้นนำของสหรัฐฯว่า อเมริกากำลังพยายามขอเจรจาแต่อิหร่านไม่ยอมคุยขณะที่บรรยากาศในอ่าวเปอร์เซีย-ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางเดินเรือที่สำคัญของโลก ก็ยิ่งทวีความวุ่นวาย นานาชาติกำลังอยู่ในสภาพ “สับสน” เพราะกลายเป็นว่า คุยทางหนึ่งบอกว่าผ่านได้ คุยทางหนึ่งบอกไม่ให้ผ่านต้องขออนุญาต สรุปงานนี้จะต้องคุยกับใครกันแน่ และนี่หมายถึงอิหร่านกำลังถูกถล่มจนเละเทะ จนเกิดปัญหาไม่มีใครฟังใคร ฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจไปกำกับดูแลพฤติกรรมของกองทัพใช่หรือไม่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะอธิบายต่อไปนี้อาจทำให้เข้าใจสภาพ “โครงสร้าง” ของรัฐบาลอิหร่านอย่างแท้จริง ซึ่งจำเป็นต้องย้อนอดีตไปในช่วงสงครามปี 2546 ที่กองทัพสหรัฐฯได้ทำการรุกราน “อิรัก” (เพื่อนบ้านทางทิศตะวันตกของอิหร่าน) ไม่รวมถึงการรุกราน “อัฟกานิสถาน” (เพื่อนบ้านทางทิศตะวันออกของอิหร่าน) ก่อนหน้านั้นปฏิบัติการทิ้งระเบิด “เด็ดหัว” ทำลายโครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ของรัฐบาลซัดดัม ฮุสเซน ภายในกรอบเวลา 3 สัปดาห์ จนอิรักอยู่ในสภาพเสียศูนย์ ได้กลายเป็นบทเรียนที่สำคัญแก่เหล่าคณะเสนาธิการของฝ่ายความมั่นคงอิหร่าน และทำให้เกิดการมองย้อนกลับมาที่ตัวเองว่า หากวันหนึ่งเราโดนเช่นนั้นบ้างจะทำอย่างไรมหาอำนาจเปอร์เซีย ไม่สามารถนิ่งเฉยได้อีกต่อไป และเป็นที่มาของการออกแบบโครงสร้างความมั่นคงใหม่ของชาติ นำโดย พล.ต.โมฮัมหมัด อาลี จาฟารี ที่ใช้เวลาระดมสมองกันนาน 4 ปี ก่อนเริ่มลงมือดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน หลังได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการกองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ในปี 2550โดยโครงสร้างที่ว่านี้ได้มีการปรับโครงสร้างฝ่ายความมั่นคงทั้งหมดของอิหร่าน เป็น 31 เขต และให้ในแต่ละเขตการบริหารมีสายบัญชาการที่เป็นอิสระ มีกองบัญชาการของตัวเอง มีระบบดำเนินการรบของตัวเอง มีคลังแสงขีปนาวุธ โดรน พิฆาต เรือจู่โจม กระสุน หน่วยรบในสังกัดของตัวเองหรืออื่นๆที่จำเป็น พร้อมกับมีคำสั่งปิดผนึก เพื่อรองรับ “สถานการณ์ขั้นเลวร้ายที่สุด” นั่นคือ ผู้นำสูงสุดและแกนนำระดับสูงของรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงถูกศัตรูสังหารไปพร้อมๆกันและเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา เหตุการณ์ขั้นเลวร้ายก็ได้เกิดขึ้นจริง อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเม เนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน พร้อมด้วยฝ่ายบริหารจำนวนมาก ถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลปฏิบัติการเด็ดชีพอย่างรวดเร็ว ระหว่างการประชุมกำหนดทิศทางการเจรจาคลี่คลายความขัดแย้ง ภายในสำนักงานกรุงเตหะราน และส่งผลให้คำสั่งที่ถูกปิดผนึกไว้ เริ่มทำงานทันที โปรแกรมที่ถูกวางไว้ล่วงหน้า ได้ดำเนินการ ไปอย่างอัตโนมัติแม้นายโมฮัมหมัด กาลีบาฟ ประธานรัฐสภา ยังสามารถประกาศจุดยืนปฏิเสธการหยุดยิง แต่ก็ไม่สามารถไปสั่งให้กองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามหยุดสู้รบได้ แม้นายมัซอูด เพเชซกียอน ประธานาธิบดีอิหร่าน ยังสามารถออกแถลงการณ์ในนามของรัฐบาล แต่ก็ไม่มีอำนาจไปลบล้างคำสั่งของผู้บัญชาการในภูมิภาคที่ยิงโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซได้ เรื่องทั้งหมดขึ้นอยู่กับเพียงคนเดียวนั่นคือ “อยาตอลเลาะห์ มุจตาบา คาเม เนอี” ผู้นำสูงสุดคนใหม่ ที่จะสามารถมาลบล้าง “คำสั่งสุดท้าย” ของผู้นำสูงสุดที่ล่วงลับมาตรา 110 ตามรัฐธรรมนูญอิหร่านฉบับปี 2522 กำหนดให้ผู้ที่มีอำนาจควบคุมเหล่าทัพทั้งหมดของอิหร่าน คือผู้นำสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว ผู้นำสูงสุดคือผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ ไม่ใช่ประธานาธิบดี ไม่ใช่คณะมนตรีพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ฝ่ายตุลาการศาลฎีกา ไม่ใช่สถาบันอื่นๆ และตราบใดที่อยาตอลเลาะห์ มุจตาบา คาเมเนอี ไม่มีคำสั่งลงมา ประกาศิตของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี จะต้องดำเนินต่อไปยุทธศาสตร์โครงสร้างเพื่อความมั่นคงเมื่อกว่า 20 ปีก่อนของผู้บัญชาการจาฟารี ได้ประจักษ์ชัดแล้วในวันนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นและกำลังดำเนินไปในขณะนี้ ใช่ว่ากองทัพอิหร่านและกองทัพไออาร์จีซี “ไม่เชื่อฟัง” แสดงความแข็งข้อต่อฝ่ายบริหารที่มาจากพลเรือน แต่เป็นการแสดง “ความเชื่อฟัง” ขั้นสูงสุดต่อคำสั่งเสียของผู้นำสูงสุดคนก่อน ที่ฝากฝังชะตากรรมของชาติบ้านเมือง ทำการรบได้อย่างอิสระ ต่อสู้อย่างสุดความสามารถและนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ต้องมารอคอยคำสั่งที่อาจจะมาไม่ถึงหากเปรียบเทียบให้เห็นภาพมากขึ้น คงไม่ต่างกับระบบปัญญาประดิษฐ์เอไอสังหาร 31 ตัว ที่กำลังดำเนินการตามคอมมานด์สุดท้ายที่ได้รับไว้ และจะไม่หยุดจนกว่าจะถูกป้อนข้อมูลใหม่ ซึ่งคำถามสำคัญหลังจากนี้คือ จะมีการป้อนคำสั่งใหม่หรือไม่ หรือคำสั่งใหม่จะมาถึงเมื่อใด เพราะอย่าลืมว่าอยาตอลเลาะห์ มุจตาบา คาเมเนอี คือคนที่ถูกหล่อหลอมมาจากกองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน และเจ็บช้ำอย่างหนักหนาสาหัสจากการสูญเสียสมาชิกครอบครัวเกือบทั้งหมดไปในการโจมตีของกองทัพอากาศสหรัฐฯและอิสราเอลและแน่นอนหากสหรัฐฯและอิสราเอลทำตามที่ประกาศไว้ในเรื่องการลอบสังหารบุคคลสำคัญรอบใหม่ ก็ย่อมหมายถึงกระบวน การทั้งหมดจะต้องเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ กลไกที่ถูกวางไว้ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่รู้จบอาณาจักรเปอร์เซียอันเกรียงไกรในอดีต มีหน่วยรบอมตะ (Immortal) ที่สร้างความหวาดกลัวไปทุกหย่อมหญ้า เนื่องจากฆ่าไปเท่าไรก็มีคนใหม่มาแทนที่เสมอ ฉันใดฉันนั้นกับยุทธศาสตร์โครงสร้างความมั่นคงในปัจจุบัน ที่วางกลไกให้อิหร่านกลายเป็นเครื่องจักรที่ทำงานไปได้ด้วยตัวเอง แม้ว่าจะต้องสูญเสียไปมากมายเพียงใดการวางโครงสร้างอำนาจ 31 เขตอิสระ ย่อมหมายถึงความเป็นไปได้ที่สงครามอาจไม่มีวันจบสิ้น กองบัญชาการที่ถูกทำลายไม่ได้หมายถึงการสิ้นสภาพการรบ ลายเซ็นที่ลงนามใดๆไม่ได้หมายความว่าจะต้องปฏิบัติตาม การโจมตีชาติรอบๆอ่าวเปอร์เซียไม่ได้หมายความว่าเป็นคำสั่งที่มาจากเตหะรานอิหร่านถอดบทเรียนมาเรียบร้อย ว่า อำนาจแบบรวมสู่ศูนย์กลางสามารถพบกับจุดจบได้เช่นไร และแน่นอนว่ายุทธศาสตร์กระจายอำนาจออกจากส่วน กลาง อาจไม่ได้หมายถึงการได้รับชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จ แต่อาจหมายถึงว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อิหร่านก็ไม่มีวันที่จะพ่ายแพ้เป็นอันขาด”.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม