กสทช.สั่งขันนอตเครือข่ายมือถือทุกค่าย ห้ามนำ ซิมการ์ดไปขายควบคู่กับการจัดกิจกรรมในโรงเรียน พร้อมทั้งให้ตรวจสอบผู้ใช้บริการอายุต่ำกว่า 18 ปี เปิดซิมการ์ดมากกว่า 1 ซิม และแจ้งให้ กสทช.ทราบภายใน 3 วันทำการ เพื่อป้องกันภัยจากไซเบอร์ ระบุพบข้อมูลผู้ต้องหาใช้อุบายหลอก แจกซิมฟรี นำข้อมูลเด็กนักเรียนแอบไปเปิดซิมเพิ่ม 495 ซิม เร่งให้ผู้ให้บริการระงับเบอร์ทั้งหมดทันที กองปราบฯนำตัว 3 ผู้ต้องหาส่งฝากขังศาลจังหวัดฝางผัดแรก ทั้งหมดคอตกเข้าตะรางไม่ได้ประกันตัว ด้านรอง ผบช.ภ.5 ร่วมกับผู้ว่าฯเชียงใหม่ รับลูกต่อประสานส่วนปกครองท้องถิ่นลงพื้นที่ให้ความรู้และเตือนภัยเล่ห์มิจฉาชีพแก่ชาวบ้านทั่วทุกอำเภอ กรณีตำรวจกองปราบฯร่วมกับศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดปฏิบัติการ “SAFE ดอย BOY” จับกุม 3 ผู้ต้องหาขบวนการขายซิมโทรศัพท์ข้ามชาติ ทำทีขอจัดโครงการอบรมภัยสแกมเมอร์ที่โรงเรียน 2 แห่งในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ พร้อมแจกซิมอินเตอร์เน็ตให้ฟรี โดยขอสแกนบัตรประชาชนและใบหน้านักเรียนเพื่อเปิดใช้ซิม จากนั้นเปิดเบอร์โทร.ส่งไปให้แก๊งสแกมเมอร์ฝั่งท่าขี้เหล็กใช้ก่อเหตุลวงเหยื่อ พบมีเด็กนักเรียนถูกหลอกเอา ข้อมูลไปหลายร้อยราย ความคืบหน้าเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 26 ก.พ. พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.4บก.ป. เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวน กก.4บก.ป. นำตัวผู้ต้องหา น.ส.จิราภรณ์ ใจน่าน อายุ 36 ปี น.ส.เบญจมาศ ศิริสิงห์ อายุ 29 ปี และนายปรัชญา แสงศรีจันทร์ อายุ 36 ปี ไปส่งผัดฟ้องฝากขังผัดแรกที่ศาลจังหวัดฝาง พร้อมแนบคำร้องขอคัดค้านประกันตัว เนื่องจากเกรงว่าจะยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ศาลจังหวัดฝางไม่คัดค้านนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งเข้าเรือนจำผกก.4 บก.ป. กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด ชุดจับกุมได้รับการประสานจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ACSC) ว่าพบเคสไอดีที่คนร้ายนำซิมเบอร์โทรศัพท์ที่แจกให้เด็กนักเรียนไปใช้หลอกผู้เสียหายอีก 2-3 เคสไอดี บก.ป.จะประสานตำรวจท้องที่เพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ถูกแจ้งความ เนื่องจากเด็กนักเรียนถูกผู้ต้องหาทั้ง 3 รายหลอกลวง ถือว่าเป็นผู้เสียหายด้วย ตัวแทน บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เข้าไปพบกับครูและผู้ปกครองของเด็กนักเรียน โรงเรียนมัธยม ศึกษาบ้านสุขฤทัย และโรงเรียนประถมศึกษาห้วยศาลา ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เพื่อความสบายใจของผู้ปกครอง บริษัททรูฯแจ้งว่า สัปดาห์หน้าจะมาตั้งโต๊ะอำนวยความสะดวกนักเรียนทั้ง 2 โรงเรียนที่ต้องการยกเลิกเบอร์โทรที่ถูกผู้ต้องหาหลอกให้เปิดใช้ด้วย รวมทั้งประสานกับศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกง ออนไลน์ว่า มีเคสที่เกิดจากเบอร์โทรของนักเรียนเกิดขึ้นอีกหรือไม่วันเดียวกัน พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รองผบช.ภ.5 เดินทางเข้าพบนายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ประสานให้เจ้าหน้าที่ปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชนทุกหมู่บ้านทั้ง 25 อำเภอ ลงพื้นที่ให้ความรู้และแจ้งเตือนภัยมิจฉาชีพ พร้อมกับช่วยกันเป็นหูเป็นตาสอดส่องบุคคลที่เข้ามาในชุมชนที่มีพฤติกรรมต้องสงสัย หลอกสแกนหน้าเปิดซิมการ์ดและแอบอ้างชักชวนไปทำงานต่างประเทศ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือโรแมนซ์สแกม โดยเฉพาะปลายสายที่แอบอ้างเป็นหน่วยงานราชการที่โทรศัพท์มาหลอกลวงสารพัดรูปแบบ พล.ต.ต.ธวัชชัยกล่าวว่า บางพื้นที่การสื่อสารอาจเข้าไม่ถึง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีความสำคัญในการเผยแพร่ข่าวสาร ตนจะเดินทางเข้าพบผู้ว่าราชการทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เพื่อขอความอนุเคราะห์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีกผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่กล่าวว่า ได้กำชับนายอำเภอแจ้งไปยังผู้นำชุมชนใช้เสียงตามสายที่มีอยู่ทุกหมู่บ้าน ประกาศแจ้งเตือนทุกเช้าเย็น สอดส่องบุคคลที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยและระวังในการหลอกขอข้อมูลบัตรประชาชน นอกจากนี้ได้ประสานข้อมูลกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา หรือ สพป.ทุกเขต และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ หรือ สพม.เชียงใหม่ อย่างใกล้ชิด และให้นายอำเภอไปคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนทุกแห่ง ให้ตรวจสอบให้รอบคอบกรณีมีผู้ที่จะเข้ามาขอจัดกิจกรรมต่างๆในพื้นที่โรงเรียน โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอห่างไกลเพื่อป้องกันการถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวงดังกล่าวด้านนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ได้เรียกผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเข้ามาชี้แจงเรียบร้อยแล้ว กสทช.ได้ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่าซิมการ์ดที่ตัวแทน จำหน่ายได้ให้เด็กนักเรียนลงทะเบียน ถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแล้วจำนวน 27 ซิม จากจำนวนซิมทั้งหมดที่ผู้แอบอ้าง เป็นตัวแทนจำหน่ายหลอกให้เด็กนักเรียนเปิดเบอร์โดยสแกนใบหน้ารวมจำนวน 495 ซิม ได้สั่งให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือระงับเบอร์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวทันที เพราะเป็นเบอร์ที่ตัวแทนจำหน่ายลักลอบเปิดเพิ่มให้เด็ก ไม่ใช่เบอร์ที่เด็กต้องการขอใช้งานเอง ต้องปิดทั้งหมดเพราะมีความเสี่ยงถูกนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีนายไตรรัตน์กล่าวด้วยว่า ต่อไปนี้หากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือต้องการทำกิจกรรมสร้างความรู้ต่างๆภายในโรงเรียน ห้ามไม่ให้นำซิมการ์ดไปขายควบคู่กับการจัดกิจกรรม ควรเป็นกิจกรรมส่งเสริมความรู้ให้แก่เด็กจริงๆ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 ก.พ. กสทช.ได้ออกหนังสือเวียนให้ผู้ประกอบการมือถือทุกรายลงทะเบียนซิมอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งตรวจสอบคัดกรองข้อมูลผู้ใช้บริการที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีที่มีการลงทะเบียนซิมการ์ดมากกว่า 1 ซิม พร้อมทั้งรายงานมาที่สำนักงาน กสทช.ภายใน 3 วันทำการ การเปิดซิมโดยเด็กและเยาวชน ผู้ปกครองอาจไม่ทราบเรื่อง เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคและระวังภัยจากโจรไซเบอร์อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่