งานเขียนในสงครามการเมืองก็มีกฎกติกา...ช่วงเวลาสัญญาณหยุดยิง...ผมหยิบหนังสือ คาลิล ยิบราน เล่ม ผู้เบิกทาง (แสงดาวพิมพ์ ครั้งที่ 4 พ.ศ.2564) จงใจเลือกเรื่อง นักปราชญ์กับกวี...ให้ท่านอ่านเพลินๆ งูกล่าวกับนกลาร์คว่า “ท่านบินไป แต่กระนั้นท่านไม่สามารถได้ไปเยือนที่เร้นลับของโลก ณ ที่ซึ่งน้ำเลี้ยงชีวิตไหลไปอย่างเงียบเชียบที่สุด”นกลาร์คตอบว่า “อ๋อ ท่านนั้นช่างรู้มากเสียเหลือเกิน หามิได้ ท่านนั้นฉลาดกว่าทุกสิ่งที่ฉลาด แต่ก็น่าสงสารที่ท่านบินไม่ได้”ราวกับว่าไม่ได้ยินงูพูดต่อไป “ท่านไม่แลเห็นความลับของส่วนลึก หรือเคลื่อนไปท่ามกลางทรัพย์สมบัติแห่งอาณาจักรอันซ่อนเร้นอยู่นั้นได้เมื่อวานนี้เองฉันไปนอนอยู่ในถ้ำทับทิม ซึ่งราวกับใจกลางของผลทับทิมสุกอย่างนั้นแหละ เพียงรังสีแสงสว่างที่อ่อนที่สุดเท่านั้น ก็สามารถทำให้มันกลายเป็นเปลวไฟสีกุหลาบได้แล้ว ใครเล่านอกจากฉันจะได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์เช่นนั้น”นกลาร์คก็ตอบว่า “ไม่มีใคร ไม่มีใครนอกจากท่านที่สามารถนอนอยู่ท่ามกลางความทรงจำอันใสเหมือนแก้วผลึกแห่งวัฏจักรได้ แต่น่าเสียดายจริงที่ท่านร้องเพลงไม่เป็น”งูเล่าว่า “ฉันรู้จักพืชชนิดหนึ่ง ซึ่งรากของมันหยั่งลึกลงไปจนถึงแก่นกลางโลก ผู้ใดได้กินรากไม้นั้นย่อมจะสวยงามยิ่งกว่าเทพอิชทาร์เสียอีก”นกลาร์คกล่าวว่า “ไม่มีใคร ไม่มีใครนอกจากท่าน ที่จักสามารถเผยให้เห็นความคิดอันวิเศษของโลกได้ แต่น่าเวทนาที่ท่านบินไม่เป็น”งูพูดต่อไปว่า “มีลำธารสีม่วงซึ่งไหลลอดเข้าไปใต้ภูเขา และใครได้ดื่มน้ำนั้น ก็จะกลายเป็นอมตะเช่นเดียวกับบ่วงเทพเจ้า แน่นอน ไม่มีนก หรือสัตว์ป่าใดที่จะสามารถพานพบธารน้ำสีม่วงนั้นได้”นกลาร์คตอบว่า “ถ้าท่านต้องการ ท่านก็จักกลายเป็นผู้ไม่ตายเช่นเดียวกับเทพเจ้า แต่น่าเสียดายจริงๆที่ท่านไม่สามารถร้องเพลงได้”งูพูดว่า “ฉันรู้จักวิหารแห่งหนึ่งซึ่งถูกฝังไว้ ซึ่งฉันได้ไปเยือนเดือนละครั้งผู้สร้างวิหารนี้คือยักษ์เผ่าหนึ่ง ซึ่งถูกลืมเลือนไปแล้ว บนผนังวิหารนั้นจารึกความลับแห่งกาลเวลาและอวกาศไว้ ใครได้อ่านก็จักเข้าใจทุกสิ่งที่มิอาจเข้าใจได้”นกลาร์คก็ตอบว่า “แน่แท้ ถ้าท่านต้องการท่านก็สามารถโอบล้อมความรู้ทั้งมวลแห่งกาลเวลาและอวกาศไว้ได้ ด้วยร่างอันอ่อนระทวยของท่าน แต่น่าเสียดายที่ท่านบินไม่ได้”งูรู้สึกรำคาญขึ้นมา ขณะที่มันกลับเข้าไปในโพรงของมัน มันก็บ่นพึมพำว่า “เจ้านักร้องที่ไร้ปัญญา”นกลาร์คก็บินออกไปพลางร้องเพลงว่า “น่าเวทนาจริง ที่ท่านร้องเพลงไม่ได้ น่าเวทนา น่าเวทนาเหลือเกิน พ่อคนฉลาดเอ๋ย ที่ท่านบินไม่เป็น”อ่านมาด้วยกันจนจบแล้ว...วิวาทะระหว่างงูปราชญ์ผู้รอบรู้ กับนกลาร์คกวีผู้เพ้อฝัน...แท้จริงก็ยังถกเถียงกัน...ไปด้วยเหตุผลของตัวเอง ไม่ได้ต่างอะไรไปกับสงครามหาเสียงของนักการเมือง...ที่กำลังรอฟังผลช่วงเวลาว่างที่ควรเป็นเวลาที่สงัดและเงียบ...เช่นนี้ เป็นเช่นคำพังเพยสงครามยังไม่จบ ยังไม่นับศพทหาร...ถึงแม้จะนับศพ นับจำนวนคนเจ็บมากน้อย...เพื่อรักษาเยียวยากันแล้ว...เราก็ต้องยอมรับสภาพ...ว่า ก็ขนาดปราชญ์กับกวียังมีวิวาทะกันยืดยาว...เราๆท่านๆก็ล้วนแต่สามัญมนุษยชน...ก็ต้องรบราฆ่าฟันกันต่อไปตามวิสัยโลก โลกที่เป็นเช่นนั้นเอง.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม