กต.สอบตก ประชาชนไม่เชื่อถือ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พลิกมุมคิด หลังประมวลภาพการเลือกตั้ง ตั้งแต่เปิดรับสมัครรับเลือกตั้ง สส.ถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. และปิดหีบนับคะแนนไปจนถึงวัน ว. เวลา น. รอประกาศรับรองผลการเลือกตั้งพร้อมแนะนำไปถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 7 คน โดยมีประธาน กกต.เป็นอดีตผู้พิพากษาระดับสูง หัวหน้าคณะในศาลฎีกา กกต.อีกท่านเป็นอดีตผู้พิพากษาอาวุโส และอีก 5 คน เป็นอดีตข้าราชการระดับสูง“สองท่านที่เป็นผู้พิพากษา ในคณะนิติศาสตร์พร่ำสอนนักศึกษา Justice is not only to be done, but must be seen to be doneความยุติธรรมต้องทำให้มันเกิดขึ้นมาให้ได้ แต่ยังไม่เพียงพอ ต้องทำให้คนเชื่อถือด้วย โดยทำให้ประชาชนเห็นว่าที่ทำไปนั้น คือความยุติธรรม”มาระบุว่าไม่มีหลักฐานแล้วยืนกระต่ายขาเดียวว่า “สุจริต เที่ยงธรรม” ไม่พอ ประชาชนต้องเชื่อถือด้วยว่าการเลือกตั้งเที่ยงธรรม โดยการพิสูจน์ “ข้อครหา ข้อพิรุธ ข้อสงสัย” ทั้งหมดให้สังคมเห็นว่า มันเที่ยงธรรม ข้อสงสัยเหล่านี้ล้วนเกิดจากการกระทำของ กกต. ขณะนี้ยังไม่สายเกินไปที่จะแก้ข้อสงสัยที่ประชาชนมีต่อการเลือกตั้งขอย้อนกลับไปส่องรัฐธรรมนูญปี 34 ที่ประกาศใช้ การเลือกตั้งมันจะมีการโกง สังคมไม่เชื่อมั่นกระทรวงมหาดไทย ยิ่งอยู่ภายใต้รัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหาร นักศึกษา ประชาชน ต่างประเทศจับตาดูทั้งเลือกตั้งก่อนเหตุการณ์พฤษภา 35 และหลังเหตุการณ์พฤษภา 35 จนมีองค์กรกลางตรวจสอบการเลือกตั้งท่ามกลางที่สังคมฝันถึง กกต.เข้ามาจัดการเลือกตั้งที่ “อิสระ-เที่ยงธรรม” จนเกิดขึ้นตอนรัฐธรรมนูญปี 40จนถึง กกต.ชุดปัจจุบัน เมื่อเทียบกับ กกต.ยุค พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ว่ามีความเที่ยงธรรมมากน้อยเพียงใด ในยุค พล.ต.อ.วาสนาถือว่าเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยมากกกต.ยุคนั้นติดคุกถึง 3 คน ผศ.ดร.ปริญญา บอกว่า ใช่ครับ โดยการเลือกตั้งครั้งนี้จับตาดูการซื้อเสียง เพราะเกิดปรากฏการณ์เตรียมซื้อเยอะแยะไปหมด กกต.ดูเฉยๆ ถึงกับระบุว่า “การเตรียมเงินไว้ไม่ผิด อย่าซื้อแล้วกัน” มันดูแปลกๆราวกับจะปล่อยให้เกิดขึ้นแต่นึกไม่ถึงเกิดเหตุที่หน่วยเลือกตั้ง–หีบบัตรเลือกตั้งเพราะเป็นเรื่องราวที่เคยได้ยินมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา “ซื้อกรรมการยกหน่วย” ซื้อเสียงมันเอาแน่ไม่ได้ ซื้อกรรมการยกหน่วยดีกว่า ทำแบบนี้ได้ต้องเป็นผู้สมัคร สส.คนไหนที่จะมีอิทธิพลถึงทำเช่นนั้นได้ และในตำนานยุคเลือกตั้ง 2500 สมัยจอมพลป.พิบูลสงคราม จนถูกขนานนาม “เลือกตั้งสกปรก” ครั้งนี้ร้ายแรงในสเกลเดียวกันโดยเริ่มมีสัญญาณตั้งแต่เลือกตั้งล่วงหน้า พอถึงวันเลือกตั้งจริงก็ปัญหาเยอะกว่าที่คิด โดยเฉพาะการนับคะแนนที่ต้องทำโดยเปิดเผย กางบัตรให้ดูคะแนนที่กา กาบนกระดานขีดคะแนนถูกต้องหรือไม่ บัตรเสีย บัตรดีนับคะแนนหมด รวมคะแนน กรอกลงบัตรรายงาน คะแนนต้องตรงกัน กรรมการเซ็นส่งเข้ารายงานผลที่เขต เขตส่งเข้าที่กรุงเทพฯส่วนบัตรก็บรรจุลงถุงแล้วใส่ลงไปในหีบ ผนึกหีบ เซ็นชื่อ โดยมีสายเคเบิลไทหรือสายรัดนิรภัยรัดของหีบ ไม่มีใครเปิดหีบ ผิดอาญา ถ้าใครมาแก้สิ่งของที่อยู่ในหีบบัตร ย่อมแก้ผลการเลือกตั้งได้ หรือถ้าเกิดผลการเลือกตั้งถูกแก้ที่ปลายทาง ก็ต้องมาแก้ในหีบให้ตรงกัน ไม่เช่นนั้นเกิดมีนับคะแนนใหม่ขึ้นมา ไม่ตรงกันก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ยกเว้น กกต.มีคำสั่งนับใหม่หรือศาลมีคำสั่งให้เปิด เพื่อแสวงหาความจริง ที่เหลือไม่มีใครเปิดได้จนกว่าทุกอย่างสะเด็ดน้ำ ถึงเอาไปทำลาย“กรณีเขต 1 จ.ชลบุรี ถึงเป็นเรื่องใหญ่มาก เมื่อเจอหีบบัตรไม่มีสายรัด ปิดไว้เฉยหรือถ้ามีก็เป็นเชือกฟาง โดย ผอ.กกต.ชลบุรีระบุว่าเคเบิลไทหมด ผมก็เอ๊ะมันจะหมดได้อย่างไรถ้าเคเบิลไทหมดจริง อุปกรณ์อื่นที่รัดต้องเซ็นชื่อกำกับ การไม่รัดด้วยเคเบิลไทและไม่มีการเซ็นชื่อ ผิดระเบียบ กกต.แน่เป็นชนวนเกิดความสงสัยทันทีว่า สิ่งที่ผนึกลงไปมันถูกเปิดออกมาแล้ว มันมีการแก้ไขใบขีดคะแนนหรือไม่ เพราะเปิดได้ก็แก้ไขได้หมด”ทั้งนี้ ผศ.ดร.ปริญญา ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงสิ่งที่ กกต.ชี้แจงปัญหาในเขตนี้ กับพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นส่อขัดต่อระเบียบของ กกต. ไม่ว่าจะเป็นการย้ายของจากหีบ 3-4 มารวมหีบเดียวกัน พร้อมๆกับตั้งข้อสงสัยถึงหีบบัตรเลือกตั้งที่สั่งซื้อผ่านออนไลน์ได้ แถมสายเคเบิลไทที่มีตรา กกต.อีก 5 อันพอประมวลภาพเหตุการณ์ผศ.ดร.ปริญญายังชวนสังคมขบคิดว่า “ขณะนี้หีบบัตรเลือกตั้งที่ขนย้ายไปอยู่ในที่เก็บของทั้ง 400 เขต ได้มีการถูกเปิดมาโดยใครบ้างหรือไม่ เพื่อเปลี่ยนแปลงความจริงในหีบให้ตรงกับผลเลือกตั้ง”ยังไม่นับรวมคิวอาร์โค้ดในบัตรสีเขียว ที่ต้นขั้วกับในบัตรตรงกัน ส่วนบัตรสีชมพูมีบาร์โค้ด ที่ต้นขั้วกับบัตรตรงกัน กกต.อ้างเป็นมาตรการความปลอดภัย แต่สังคมตั้งข้อสังเกตว่าการเลือกตั้งไม่เป็นความลับตามที่กฎหมายกำหนด สามารถเช็กได้ว่าผู้ใช้สิทธิไปเลือกใคร กระทบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้สิทธิที่เป็นเรื่องใหญ่มากขอย้อนกลับไปรุ่งเช้า 9 ก.พ. อดแปลกใจไม่ได้ ปกติหลังปิดหีบ นับคะแนน ประมาณ 22.00 น. ประธาน กกต.จะแถลงขอบคุณประชาชน และระบุถึงจำนวนคนที่ไปเลือกตั้งมีจำนวนเท่าไหร่ ครั้งนี้กลับไม่มีและเมื่อเปิดดูเว็บไซต์ กกต. ยิ่งตกใจเมื่อพบว่าตัวเลขผู้ไปใช้สิทธิแค่ 65.07% จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 53 ล้านคน ทั้งที่ไม่มีสัญญาณบอกเหตุ เช่น คนเบื่อการเลือกตั้ง คนประกาศไม่ไปเลือกตั้ง ยอดผู้มีสิทธิเลือกตั้งลดลง กกต.เฉยๆ แต่ “ผมเอะใจ” ไม่เชื่อคนไปใช้สิทธิแค่นี้ดูจากกระแสการเลือกตั้ง กระแสชาตินิยม กระแสอยากเปลี่ยนแปลง และสื่อมวลชนทุกแขนงรายงานข่าวเลือกตั้งตลอด ประชาชนตื่นตัวสูง คาดมีคนออกไปใช้สิทธิ 76-77%พอมาดูตัวเลขล่าสุดเพิ่มเป็น 65.44% และจนถึงวันที่ 13 ก.พ. กกต.ก็ยังไม่ประกาศครบ 100% ปกติแค่ 24 ชั่วโมงต้องรู้เรื่อง แต่มันผ่านมา 5 วันยังไม่รายงาน จึงตั้งสมมติฐานว่า “เอ๊ะมันมีบัตรหายไป-บัตรเขย่ง” คือคำอธิบายว่าทำไมพรรคที่มีคะแนนจัดตั้ง มีคะแนนบ้านใหญ่ชนะจบทำไม กกต.ไม่ทำให้มีประสิทธิภาพ ป้องกันให้ดีกว่านี้ขอย้ำหลักความโปร่งใสในการนับคะแนนทุกเขต ทุกหน่วย ต้องตั้งกล้องเหมือนที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ทำให้ทุกเขต ทุกหน่วย แต่ทำไม กกต.ไม่ทำ ตอนนี้พอมันเกิดภาพใหญ่ขึ้น มันเป็นจุดโหว่ขนาดใหญ่ หวังว่าเหตุการณ์เหล่านี้ภาวนาไม่ให้เป็นเรื่องจริงสมมติฐานทั้งหมดที่สังคมสงสัยมีผลต่อรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะตั้งขึ้นอย่างไร ผศ.ดร.ปริญญาบอกว่า มีปัญหาแน่ถ้า กกต.ไม่ทำอะไร ปัญหาดังกล่าวจะไปถึงไหน เอาเฉพาะทางด้านกฎหมาย เมื่อประ กาศผลก็คัดค้านการเลือกตั้ง จะมาติดอยู่ที่ กกต.ไม่ส่งศาลฎีกาเหมือนคดีฮั้ว สว. ก็ต้องผลักดันให้ไปถึงศาลฎีกาให้ได้ถ้า กกต.ไม่ทำความจริงให้ปรากฏ ประชาชนต้องพึ่งศาลอีกช่องทางร้องเรื่องใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องระบุ แต่ถ้า กกต.ทำหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์เที่ยงธรรมก็ไม่ถูกฟ้องขณะเดียวกันกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่อาสาสมัครภาคประชาชนอย่างที่ กกต.กำหนด แต่กลายเป็นกึ่งๆ คนในกระทรวงมหาดไทย (มท.) เช่น ถูกตั้งข้อสังเกตว่า นายอำเภอมี 930 คน มาเป็น ผอ.เขตเลือกตั้งถึง 400 คน“กลายเป็น กกต.ที่อยู่ในส่วนผสมโครงสร้าง มท. กกต.มาจาก สว. ที่ถูกตั้งคำถามในข้อครหาคดีฮั้ว สว. ที่ยังไม่มีการส่งคดีฮั้ว สว.ไปศาลฎีกาสักที มท.เป็นโครงสร้างที่อยู่ภายใต้รัฐบาลทั้งที่สังคมไม่อยากให้การเลือกตั้งอยู่ภายใต้ มท. ขอกกต.ที่อิสระ กกต.อิสระหรือไม่ก็เริ่มมีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ มาผนวกกับ มท.ที่สังคมเคยกลัว”ฉะนั้น กกต.ต้องเร่งทำให้ประชาชนเชื่อถือการเลือกตั้งไม่เช่นนั้นกระทบถึงการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม