ท่ามกลางกระแสความกังวลด้านความปลอดภัย ในสถานศึกษาที่เพิ่มสูงขึ้น ข้อมูลจากกรณีศึกษาสำคัญทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า “ความประมาทเพียงวินาทีเดียว” หรือ “รอยรั่วเล็กๆในระบบสื่อสาร” สามารถนำไปสู่ความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้สหรัฐอเมริกา...บทเรียนจาก Sandy Hook และ Uvalde...“การสื่อสารคือเส้นตาย” โศกนาฏกรรมที่โรงเรียนประถม Sandy Hook และ Robb Elementary (Uvalde) กลายเป็นกรณีศึกษาที่เข้มข้นที่สุดในเรื่องระบบการเผชิญเหตุ (Active Shooter Response)ช่องโหว่ที่พบในเหตุการณ์ Uvalde พบปัญหา Communication Breakdown หรือการสื่อสารที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงระหว่างครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่หน้างานทำให้...การตัดสินใจบุกเข้าไประงับเหตุล่าช้าไปกว่าหนึ่งชั่วโมงบทเรียนสำคัญ “ระบบล็อกดาวน์”...การรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดต้องทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากเบื้องบน ประตูห้องเรียนต้องสามารถ “ล็อกจากด้านใน” ได้ ซึ่งสามารถทำได้โดยไม่ต้องบังคับและ...ที่สำคัญที่สุดคือความเร็วในการประสานงานกับตำรวจ หากระบบสื่อสารขัดข้องเพียงจุดเดียว นั่นหมายถึงการปล่อยให้ผู้ก่อเหตุมีเวลาจัดการกับเหยื่อมากขึ้นถัดมา...ญี่ปุ่น โมเดล “Oasiso” และเทคโนโลยีปุ่มฉุกเฉิน “วินัยบวกนวัตกรรม” ญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องการวางรากฐานความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่โรงเรียนประถมอิเคดะเมื่อหลายปีก่อน...แนวคิด Oasiso ไม่ใช่แค่การซ้อมแผน แต่คือการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยผ่านการทักทายและการสังเกตคนแปลกหน้า (O-A-SI-SO)เพื่อสร้าง “เกราะ” ป้องกันทางสังคมบทเรียนสำคัญ ญี่ปุ่นเน้นการใช้ “ปุ่มกดฉุกเฉิน” ที่ติดตั้งไว้ทั่วจุดยุทธศาสตร์ของโรงเรียน ซึ่งปุ่มนี้จะเชื่อมต่อกับสถานีตำรวจโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านโอปะเรเตอร์ช่วยลดเวลาในการแจ้งเหตุและตัดปัญหาการสื่อสารที่สับสนในยามวิกฤติตัดกลับมาที่ “ประเทศไทย” ปัญหาการบูลลี่และอาวุธปฏิเสธไม่ได้ว่ายังเป็น “กำแพงแห่งความกลัว”...สำหรับบริบทของไทยความรุนแรงในโรงเรียนมักเริ่มจากการกลั่นแกล้งหรือการลักลอบพกพาอาวุธ ซึ่งมักจะถูกปกปิดไว้จนสายเกินแก้ช่องโหว่ที่พบ งานวิจัยระบุชัดว่า “การขาดระบบแจ้งเหตุที่ปกปิดตัวตน” เป็นอุปสรรคใหญ่ นักเรียนส่วนใหญ่รู้เบาะแสล่วงหน้า แต่ไม่กล้าแจ้งครู เพราะกลัวถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศหรือกลัวการถูกล้างแค้นบทเรียนสำคัญ โรงเรียนไทยจำเป็นต้องมี “พื้นที่ปลอดภัยดิจิทัล” ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนรายงานพฤติกรรมเสี่ยงหรือเบาะแสอาวุธได้โดยไม่ต้องระบุตัวตน เพื่อ “ตัดไฟแต่ต้นลม” ก่อนที่ “ความขัดแย้ง” จะกลายเป็น...“เหตุรุนแรง”ถึงตรงนี้บทสรุป...ความปลอดภัยในสถานศึกษาคงไม่ใช่เรื่องของ “ใครคนใดคนหนึ่ง” แต่คือการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีที่รวดเร็ว (แบบญี่ปุ่น)...การซ้อมแผนที่เด็ดขาด (แบบสหรัฐฯ) และการสร้างพื้นที่ไว้วางใจ (แบบไทย) หากเราอุดรอยรั่วเหล่านี้ได้ โรงเรียนจะกลับมาเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กๆอีกครั้งประเด็นน่าสนใจมีอีกว่า...งานวิจัยและกรณีศึกษาเกี่ยวกับความปลอดภัยในสถานศึกษาพบว่า ปัญหาไม่ได้มีแค่เรื่อง “ความรุนแรง” หากแต่รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน ระบบดิจิทัล และการจัดการเชิงบริหารกรณีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยทางกายภาพ งานวิจัยจากหลายประเทศชี้ให้เห็นว่าโรงเรียนมักมีช่องโหว่ในจุดที่คาดไม่ถึง เช่นการเข้า...ออกจากเหตุการณ์ในต่างประเทศพบว่า “ประตูที่ไม่ได้ล็อก” หรือจุดคัดกรองที่ไม่รัดกุมเป็นช่องโหว่หลัก ส่วนการสำรวจเชิงพื้นที่ในไทยระบุว่า ห้องน้ำหลังโรงเรียน หรืออาคารร้างในพื้นที่สถานศึกษา เป็นจุดเสี่ยงต่อการบูลลี่และการคุกคามทางเพศ ขณะที่บทเรียนจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ เช่น แผ่นดินไหวหรืออัคคีภัย พบว่าแผนผังการหนีไฟมักไม่อัปเดตและขาดการซ้อมแผนที่สมจริง นับรวมไปถึงช่องโหว่ด้านไซเบอร์และข้อมูล ย้อนไปในช่วงปีสองปีที่ผ่านมานี้เองพบว่าสถานศึกษาเป็นเป้าหมายหลักของแรนซัมแวร์หรือมัลแวร์เรียกค่าไถ่เนื่องจากระบบป้องกันมักล้าสมัย แต่มีข้อมูลส่วนบุคคลของนักเรียน...ผู้ปกครองจำนวนมากและช่องโหว่หรือจุดบกพร่องด้านความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย...การเผยแพร่ภาพกิจกรรมนักเรียนโดยไม่ปิดบังใบหน้า หรือการระบุพิกัดโรงเรียนแบบเรียลไทม์ นำไปสู่ความเสี่ยงด้านการติดตามตัวจากบุคคลภายนอกตอกย้ำกรณีเหตุกราดยิงในโรงเรียน “หนี–ซ่อน–สู้” คาถาเอาตัวรอดที่ต้องท่องให้ขึ้นใจ...เป็นสูตรสำเร็จที่ครูและนักเรียนต้อง “ทำได้จริง” ไม่ใช่แค่จำได้ “หนี (Run)”...คือ ทิ้งทุกอย่าง ทิ้งกระเป๋า วิ่งไปให้ไกลที่สุด อย่ามัวแต่ถ่ายคลิป!...“ซ่อน (Hide)” ถ้าหนีไม่ได้ ต้องขังตัวในห้อง ล็อกประตู หาตู้หนักๆมาขวางปิดไฟ ปิดเสียงมือถือให้เงียบกริบ สุดท้าย...“สู้ (Fight)” เมื่อหลังชนฝา คว้าปากกา กรรไกร หรือถังดับเพลิงเข้าสู้เพื่อรักษาชีวิต ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาเสนอไว้ว่า รัฐบาลต้องเลิกมองว่าการติดตั้งระบบความปลอดภัยในโรงเรียนเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย การติดตั้งกล้อง CCTV ที่เชื่อมต่อ AI ตรวจจับอาวุธ หรือการสร้างห้องนิรภัยในแต่ละชั้นอาคารคือการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าต้องมานั่งเสียใจหากเกิดความสูญเสียเอาว่าความปลอดภัยในสถานศึกษา ต้องมีแผนรับมือเข้มข้น ทำได้จริง...ในยามที่เกิดเหตุร้ายๆขึ้นจริงๆ ไม่ใช่ทำ (ซักซ้อม...เขียนแผน) เพื่อแค่ส่งรายงานประเมินผลให้สมบูรณ์เพียงเท่านั้น.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม