หัวหน้าพรรคเพื่อไทย “คุณหนิม” จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ออกมาประกาศบนเวทีหาเสียงล่าสุดว่า ถ้าเลือกพรรคเพื่อไทยเข้าไปเป็นรัฐบาล คนไทยจะเป็นเศรษฐีเงินล้านจากนโยบาย “รวยทุกวัน วันละ 9 คน คนละ 1 ล้านบาท”...เบ็ดเสร็จจะมีเศรษฐีใหม่วันละ 9 คน หรือเท่ากับ 9 ล้านบาททุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการคำแถลงของ หน.หนิมสร้างดราม่า และความฮือฮาให้ผู้คนพอสมควรโดยเฉพาะคำว่า “รวย” ซึ่งจริงๆยังไม่มีรายละเอียดที่มาที่ไปมากพอ และไม่ได้มีความหมายใดในเชิงเศรษฐศาสตร์ นอกจากสโลแกนที่ใช้เพื่อการหาเสียงหน.หนิม บอกว่า นโยบายนี้จะสุ่มหาเศรษฐีใหม่จากประชากรในกลุ่มเปราะบาง 9 กลุ่ม ได้แก่...เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับรัฐ อสม. ชรบ. อาสาสมัครกู้ภัย ผู้สูงอายุ คนพิการทหารผ่านศึก ผู้เสียภาษีแก่รัฐ และผู้บริโภคที่มีใบเสร็จการจับจ่ายใช้สอย รวมงบประมาณที่ตั้งไว้ในใจว่าจะใช้ประมาณ 3,500 ล้านบาทดราม่านี้ทำให้มีคนเอาไปเสียดสีตีความในทางการเมืองมากมายว่า ผิดกฎหมายเลือกตั้งไหม และถ้าจะทำให้คนไทย 66 ล้านคนทั่วประเทศ “รวย” จริงๆ อาจต้องใช้เวลาเป็นพันเป็นหมื่นปีเอาจริงๆ ถ้าจะแปลความหมายของคำว่า “รวย” ในภาษาการเมืองมาเป็นภาษาคนธรรมดา โดยไม่ต้องสร้างวาทกรรมอะไรมาทำให้งงเล่น หรือฟังแล้วหงุดหงิดเหมือนมาขายฝันอีกไม่ต้องอ้อมค้อม ไม่เอาเรื่องทางวิชาการมาพูด และไม่เข้าข้างใคร...ประโยคการเมืองที่ว่า ทำให้คนไทยรวยวันละ 9 คน คนละ 1 ล้านบาท แปลเป็นภาษาคนได้ว่า ทำให้มีคนไทยจำนวนมากมีชีวิต รายได้ และโอกาสทำมาหากินที่ดีกว่าเมื่อวานขยายให้เห็นภาพในชีวิตจริงให้ชัดขึ้น “รวย” ในภาษาการเมือง เท่ากับขายของดีขึ้น มีลูกค้ามากขึ้น ได้โอที มีงานใหม่เข้ามา มีรายได้พอใช้ไม่ขาดมือ ซึ่งไม่ได้แปลว่ามีเงินล้าน ซื้อรถหรูได้ หรือกลายเป็นเศรษฐีชั่วข้ามคืนถ้าดูในแง่เศรษฐศาสตร์ นโยบายเศรษฐกิจควรทำให้คนจำนวนมาก ได้ประโยชน์พร้อมๆกัน ไม่ใช่รวยอยู่แค่กลุ่มเล็กๆแต่ถ้าจะพูดภาษาคนปกติก็พูดตรงๆได้ว่า เราอยากให้เศรษฐกิจมีการหมุนเวียนให้ร้านค้า คนทำงาน ลูกจ้าง มีรายได้เพิ่มขึ้นพร้อมกันในชีวิตประจำวัน หรืออยากให้คนทำมาค้าคล่องไม่ได้ซับซ้อนไปจากนโยบายเก่าของพรรคเพื่อไทยที่เคยพูดไว้ แต่ยังทำไม่สำเร็จด้วยเหตุปัจจัยมากมาย ทั้งในทางการเมืองที่ไร้ลมใต้ปีก และตัวบุคคลที่ไม่ได้เรื่อง แต่ดันไปเชิญเขามานั่งเก้าอี้ เป็นต้นเพราะสุดท้าย นโยบายนี้ก็ประกาศขึ้นเพื่อพัฒนาฐานข้อมูลดาต้าในกลุ่มประชากรต่างๆที่ยังเป็นกลุ่มเปราะบางอยู่...เพื่อให้รัฐสามารถเข้าไปให้การช่วยเหลือได้อย่างตรงเป้า ภายใต้มาตรการสร้างแรงจูงใจในการขยายฐานภาษีของประเทศ ด้วยการจับคนไทยเข้าสู่ฐานข้อมูลในระบบภาษีให้มากที่สุด...แทนที่จะให้คนเพียง 4-9 ล้านคน รับผิดชอบรายจ่ายทั้งหมดของประเทศนี้แทนประชากร 66 ล้านคนของประเทศมองทะลุไปอีกขั้นก็เพื่อให้กระทรวงการคลังปฏิรูปโครงสร้างระบบจัดเก็บภาษีที่คร่ำครึให้เป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายได้นั่นเอง.มิสไฟน์คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม