เป็นข้อเตือนใจ ผู้ซื้อ-ขายรถมือสองผ่าน “สื่อออนไลน์” กรณีผู้เสียหายรายนี้มาเรียกร้องขอความเป็นธรรมในฐานะผู้บริโภค บอกว่า ภรรยาได้พบเห็นประกาศขายรถยนต์จากเพจเต็นท์รถเพื่อหาซื้อรถให้ลูกชายผู้เสียหายบอกว่า ติดต่อพูดคุยกับเจ้าของเต็นท์รถแจ้งว่า รถคันที่สนใจได้ขายไปแล้ว และแนะนำให้ซื้อรถยนต์คันอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน พูดคุยผ่านไลน์ทำให้หลงเชื่อคำแนะนำ และวางเงินมัดจำ 50,000 บาทเพื่อเป็นการจองรถยนต์ต่อมาผู้เสียหายพบว่า รถยนต์คันที่เจ้าของเต็นท์รถแจ้งว่า ขายไปแล้วได้มีการนำมาประกาศขายอยู่ที่เต็นท์รถแห่งอื่น ผู้เสียหายตัดสินใจซื้อ ติดต่อขอเงินมัดจำคืนแต่เต็นท์รถเดิมบ่ายเบี่ยงและผัดผ่อนมาโดยตลอดผู้เสียหายเห็นว่าพฤติการณ์ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค อาจเข้าข่ายการเอาเปรียบ เข้าแจ้งความ สภ.คูคต จ.ปทุมธานี มีสารวัตรเป็นผู้รับแจ้งความไว้ และมีการต่อสายโทรศัพท์เปิดลำโพงพูดคุยกับเจ้าของเต็นท์รถต่อหน้าผู้เสียหาย เจ้าของเต็นท์ยอมรับว่าพูดจริงแต่ทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขอให้คืนเงินมัดจำ แต่เจ้าของเต็นท์รถบ่ายเบี่ยงขอดำเนินคดีถึงที่สุดครั้งแรกที่เข้าพบสารวัตรบอกว่า จะทำเรื่องให้ตามระบบ 2 ครั้งแรกที่พบสารวัตรบอกผู้เสียหายว่า คดีนี้ทำตรงไปตรงมาและง่าย มีหลักฐานจากการแชตไลน์คุยกัน มีสลิปเงินโอนมัดจำ ถือว่าความผิดสำเร็จแล้วผู้เสียหายตามเรื่องอยู่ 3 เดือน สารวัตรคนเดิมที่รับคดีใช้ไลน์แจ้งมาว่า “คดีนี้ไม่เข้าข่ายฉ้อโกง เป็นเพียงความเข้าใจผิด จะเขียนสำนวนไปว่าไม่ฟ้อง ถ้าอยากฟ้องให้ไปตั้งทนายจัดการเอง ต้องรอให้อัยการเป็นผู้สั่งฟ้อง สำนวนครั้งนี้ถือว่าไม่ได้ฉ้อโกง” ทำให้ผู้เสียหายแปลกใจสิ่งที่สารวัตรเจ้าของคดีเปลี่ยนไปจากวันแรกที่เข้าแจ้งความน่าเห็นใจผู้เสียหายต้องการขอ “เงินมัดจำ” คืนตามสิทธิของผู้บริโภค ขนาดผู้เสียหายรายนี้เป็นนายตำรวจถูกหลอกหวังพึ่งพาตำรวจด้วยกัน แต่กลับไม่ใส่ใจเรียกร้องเงินที่ถูกหลอกคืนให้ผู้เสียหายหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นกับผู้บริโภครายอื่นในอนาคต.“เพลิงพยัคฆ์”pluengpayak@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “เลขที่1 วิภาวดีฯ” เพิ่มเติม