ในบรรดาพรรคการเมืองหลักที่หาเสียงกันอยู่มีแค่พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ที่มีนโยบายออมเงินให้เด็กแรกเกิดเพื่อเป็นเงินทุนตั้งต้นชีวิต สามารถนำมาใช้จ่ายเมื่อโตเท่านั้น พรรคเพื่อไทยให้เงินฝากเด็กแรกเกิด 3,000 บาทต่อปี เป็นเวลา 15 ปี เด็กจะได้รับเงินก้อนเมื่ออายุครบ 15 ปี มาจากเงินออมทุกปี และเงินปันผลจากกองทุน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์มอบเงินขวัญถุงเด็กแรกเกิดพร้อมสนับสนุนค่าเลี้ยงดูตลอดปีแรก และเติมเงินเข้าบัญชีเด็กเดือนละ 500 บาท ต่อเนื่องจนอายุ 18 ปี เพื่อให้เยาวชนมีเงินก้อนสะสม 100,000 บาทส่วนพรรคอื่นเป็นนโยบายแจกเงินให้พ่อแม่ใช้จ่ายเลี้ยงดูลูกในระยะเวลาไม่กี่ปี เช่นพรรคประชาชนอุดหนุนเด็กเล็ก 1,200 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 ปี พรรคไทยสร้างไทยให้เงินอุดหนุนหญิงตั้งครรภ์ถึงเด็กอายุ 6 ปี เดือนละ 2,000 บาท พรรคพลังประชารัฐให้เงินอุดหนุนหญิงตั้งครรภ์ 4 เดือนจนถึงคลอด เดือนละ 1,500 บาท และเด็กแรกเกิดได้เดือนละ 1,000 บาท ไปจนถึงอายุ 6 ปีการออมเงินทั้งในแบบของเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ เงินถึงมือเด็กโดยตรง พออายุครบ 15 หรือ 18 ปีก็เอาไปใช้เป็นทุนการศึกษาต่อได้ หรือนำไปลงทุนสร้างรายได้ เป็นเงินตั้งต้นชีวิตให้แก่เด็กเกิดใหม่ทุกคนที่จะกลายเป็นแรงงานหลักในอีก 20 ปีข้างหน้านอกจากส่งเสริมการออม ยังช่วยลดข้อห่วงพะวงของคนไทยที่ ไม่กล้ามีลูก ไม่มั่นใจจะเลี้ยงลูกไหวหรือไม่ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญทำให้อัตราการเกิดของเด็กไทยลดลงทุกปี จากสถิติปี 2557 มีเด็กเกิด 7 แสนกว่าคน ก็ลดลงเรื่อยๆจนปี 2568 มีเด็กเกิดแค่ 4 แสนกว่าคนหลายประเทศใช้นโยบายลักษณะนี้อยู่แล้ว มีรูปแบบรายละเอียดแตกต่างกันไป และในแวดวงตลาดหุ้นไทยก็เคยมีการพูดถึงนโยบายนี้เช่นกัน โดยอยากให้รัฐใส่เงินก้อนใหญ่ให้เด็กตั้งแต่แรกเกิด เปิดบัญชีกองทุนตั้งต้นชีวิต จัดตั้งเป็นกองทุนรวมขนาดใหญ่ บริหารโดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ ลงทุนในหลักทรัพย์ที่ปลอดภัย และกระจายความเสี่ยง เน้นหุ้นปันผล หุ้นเรตติ้งดี คาดหวังผลตอบแทน 4–5% ต่อปี ดูอย่างกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ปัจจุบันทำผลตอบแทนได้ 4.36% ต่อปีสมมติรัฐให้เงินตั้งต้นเมื่อแรกเกิด 20,000 บาท ผลตอบแทนปีละ 5% ผ่านไป 18 ปีจะได้เงินประมาณ 48,000 บาท เงินออมตั้งตัวก้อนนี้แจกให้เด็กทุกคน ไม่แยกจนรวย เท่าเทียมไม่เหลื่อมล้ำระหว่างทางอาจเพิ่มเงื่อนไขจูงใจให้พ่อแม่มาร่วมสมทบออมเงินให้ลูก เช่นพ่อแม่ฝาก 2,000 ต่อปี รัฐสมทบให้อีก 2,000 ต่อปี และสามารถนำยอดเงินฝากสมทบไปลดหย่อนภาษีได้ตามสิทธิหากมองในแง่การลงทุนระยะยาวให้เด็ก แนวทางนี้ถือว่าใช้เงินไม่มาก เด็กเกิดปีละ 500,000 คน ได้คนละ 20,000 บาท หนึ่งปี ใช้แค่ 10,000 ล้านบาท ขณะที่งบเลือกตั้งและทำประชามติหนนี้ใช้เงินเฉียด 9,000 ล้านบาท หรืองบจัดงานโมโตจีพี ก็ใช้เงินเกือบ 4,000 ล้านบาทประโยชน์ที่ได้อีกอย่างและเห็นผลทันทีคือ เป็นการเติมเงินเข้าไปในตลาดหุ้น นานแล้วที่ตลาดหุ้นไทยแทบไม่มีเงินไหลเข้ามาเลย บรรยากาศซบเซามาก ถ้ามีกองทุน 1 หมื่นล้านบาทเข้ามาลงทุนทุกปี จะทำให้ตลาดหุ้นคึกคักทันทีคนไทย 60 ล้านคน มีบัญชีลงทุนในตลาดทุนแค่ 1 ล้านบัญชี หากใช้นโยบายนี้ ภายใน 18 ปี อาจขยายฐานผู้ลงทุนได้ถึง 10 ล้านบัญชี เพราะเด็กเมื่อรู้ว่ามีเงินออมลงทุนในตลาดหุ้น ก็จะสนใจเรื่องการลงทุนมากขึ้น และโรงเรียนอาจมี หลักสูตรวิชาวางแผนการเงินสอนเด็กมัธยมปลายควบคู่ไปด้วยแนวคิดที่ผมนำมาแชร์วันนี้ ถ้ารัฐบาลหลังเลือกตั้งนำไปปรับใช้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อเด็กไทยและตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ที่น่าจะมีโอกาสสูงได้ร่วมรัฐบาล ขอให้ผลักดันต่อครับ.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม