นับวันธุรกิจท่องเที่ยวไทยยิ่งเติบโตจาก “นโยบายเปิดกว้างการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” แต่มาตรการการบังคับใช้กฎหมายเมาแล้วขับไม่ว่าจะเป็นจุดตรวจ กำลังพล งบประมาณ และอุปกรณ์ กลับไม่ได้ปรับเพิ่มให้เท่าทันตามพฤติกรรมของการดื่มแล้วขับที่สูงขึ้นเรื่อยๆแม้จะมีการรณรงค์ “เรื่องเมาไม่ขับอย่างเข้มข้น” แต่ในช่วงเทศกาลสำคัญกลับยังพบผู้กระทำผิดเป็นจำนวนมาก “ศาลต้องรองรับคดีล้นขึ้นทุกปี” ในขณะที่สถิติผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมาแล้วขับก็ยังสูงเฉลี่ย 56,000 รายต่อปี หรือ 7 ราย/ชม. สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึงกว่า 70,000 ล้านบาทต่อปีตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัวกฎหมาย พร้อมจะทำผิดซ้ำ” จนมีการผลักดันเพิ่มโทษใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ออกมาเป็นกฎหมายใหม่บังคับใช้ปี 2565 เน้นผู้ทำผิดซ้ำใน 2 ปี นับแต่ครั้งแรกต้องรับโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 50,000-100,000 บาท โดยศาลต้องลงโทษจำและปรับเสมอพร้อมพักใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปีแล้วด้วยประเทศไทยเดินตามแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนนฉบับที่ 5 “ตั้งเป้าลดคนเจ็บ–ตายจากเมาแล้วขับร้อยละ 10 ต่อปี และปี 2570 ต้องไม่เกิน 12 รายต่อแสนประชากร” ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน, สสส.และภาคีเครือข่ายจึงจัดเสวนา FORUM เปลี่ยนซ้ำเป็นจบ:เคลียร์ทุกจุด อุดให้ทัน หยุดวงจรเมาขับผิดซ้ำเพื่อติดตามกระบวนการดำเนินงานนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย และแนวทางปรับปรุงการปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผศ.ดร.กนกพร รัตนสุธีระกุล อาจารย์ ม.มหาสารคาม ผู้ศึกษาขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐานกระบวนการบังคับใช้กฎหมายคดีเมาแล้วขับในเขตพื้นที่สุขภาพที่ 7 คัดเลือก 4 จังหวัด จังหวัดละ 3 สถานี บอกว่าสำหรับการบังคับใช้กฎหมายดำเนินคดีเมาแล้วขับตำรวจสามารถใช้ช่องทางได้ 2 กรณี คือ 1.ตรวจพบจากการตั้งด่าน 2.ผู้ขับขี่ขณะมึนเมาจนเกิดอุบัติเหตุนำไปสู่การตรวจแอลกอฮอล์แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน เบื้องต้นเริ่มจากเป่าคัดกรองในรถแล้วหากผลขึ้นสีแดงต้องจอดรถลงมาตรวจซ้ำด้วยเครื่องวัดแอลกอฮอล์ที่จุดตรวจหลักขั้นตอนนี้ผู้ขับขี่มักไม่ให้ความร่วมมือ “ไม่ยอมเป่า” ทำให้ต้องใช้เวลาเกลี้ยกล่อมเป็นเวลานาน แต่อย่างไรก็ดีก็ควรดำเนินการให้เสร็จภายใน 1 ชม.เพราะแอลกอฮอล์ในร่างกายจะลดลงราว 15% ต่อ ชม. แต่กรณีเกิดอุบัติเหตุผู้ขับขี่ไม่สามารถเป่าได้ก็ต้องส่งตัวไปยังโรงพยาบาล เพื่อการเจาะตรวจเลือดวัดแอลกอฮอล์ในร่างกาย เมื่อตำรวจแจ้งสิทธิ์และข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาแล้วจะทำสำนวนส่งฟ้องศาลแขวง ถ้าหากเป็นคดีทำผิดซ้ำต้องฟ้องต่อศาลจังหวัดให้เสร็จใน 48 ชม. แต่ในช่วงเทศกาลเจ้าหน้าที่มักเจองานเพิ่มขึ้นตั้งแต่ตำรวจจนถึงศาลต้องเร่งให้เสร็จหลังแจ้งข้อกล่าวหาจนล้นอย่างเช่นสงกรานต์ 2568 ศาลแขวงขอนแก่นมีคดีเฉลี่ยวันละ 100-300 คดีถัดมาข้อท้าทายในระดับผู้ปฏิบัติยังชี้ให้เห็นว่า “การควบคุมผู้เมาแล้วขับไม่ควรเป็นแค่เป้าหมายรายเดือน หรือช่วงเทศกาล” หากต้องการลดการทำผิดควรดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะข้อจำกัดที่ทำให้การดำเนินงานไม่ต่อเนื่อง เช่น กำลังพล ทรัพยากรมีจำกัด งบประมาณไม่พอ และอุปกรณ์ยังไม่ครบอีกมากขณะที่การตรวจสอบผู้เมาแล้วขับกระทำผิดซ้ำนั้น “ไม่เป็นปัญหา” เพราะสามารถเข้าระบบออนไลน์ TPCC ตรวจประวัติได้ “เว้นแต่ไม่มีการป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบ” จะทำให้ไม่สามารถตรวจประวัติผู้ทำผิดซ้ำได้ส่วนบทลงโทษคดีเมาแล้วขับถือว่า “เบา” โดยเฉพาะผู้กระทำผิดซ้ำหลายครั้งมักจะถูกลงโทษเทียบเท่าครั้งแรก “ทำให้ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย” แล้วยิ่งจากการตรวจสอบสำนวนบางโรงพักในระดับอำเภอก็เคยพบว่าผู้ต้องหาบางรายถูกจับกุมทั้งในช่วงสงกรานต์ และปีใหม่ภายในปีเดียวกันด้วยซ้ำทว่ากรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึง “เจตนาของการกระทำผิดยังมีอยู่” ด้วยบทลงโทษไม่เพียงพอต่อการยับยั้งพฤติกรรมเมาแล้วขับ เพราะระดับแอลกอฮอล์ที่ตรวจพบไม่ส่งผลต่อโทษไม่ว่าจะเป็น 51 หรือ 235 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (mg%) บทลงโทษก็เท่ากัน ซึ่งตำรวจก็มองว่าไม่ส่งผลต่อความรุนแรง กระตุ้นคนชอบดื่มแล้วขับเลยด้วยซ้ำตัวอย่างคำพิพากษาจริงในคดีหนึ่ง “ผู้ทำผิดมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 235 mg%” รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งไม่ต้องจำคุกปรับ 4,000 บาท บำเพ็ญประโยชน์ 12 เดือน ซึ่งก็เป็นแพตเทิร์นดำเนินการแบบนี้มาตลอดกรณีที่สอง “เป็นเจ้าพนักงานรัฐเมาแล้วขับ” ปฏิเสธการเป่าถูกปรับ 500 บาท และฐานเมาแล้วขับปรับ 9,000 บาท และถูกพักใบขับขี่ 6 เดือน สิ่งนี้ก็สะท้อนว่าโทษที่ได้รับไม่ได้แตกต่างจากประชาชนทั่วไปมากนักแต่ถ้าเปรียบเทียบในหลายประเทศ “กรณีประวิงเวลาไม่ยอมเป่าแอลกอฮอล์” จะไม่ได้รับอนุญาตให้ผู้ขับขี่ปฏิเสธหรือประวิงเวลา “เจ้าหน้าที่มักจะสันนิษฐานเลยว่ามึนเมา” ดำเนินการจับกุมพร้อมสอบสวนได้ทันที เพราะหากปล่อยให้เวลาผ่านไป 1 ชม. แอลกอฮอล์ในร่างกายจะลดลง 10-15 mg% อาจกระทบต่อผลตรวจและคดี ปัญหาต่อมาคือ “ระบบฐานข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแยกกัน” ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล กรมขนส่งทางบก และคุมประพฤติ กลายเป็นอุปสรรคต่อการตรวจสอบ ประสานงาน และติดตามคดีให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นเสนอว่าหากพัฒนาระบบฐานข้อมูลเชื่อมโยงกันได้จะช่วยให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันได้ดีขึ้นส่วนฝ่ายอัยการเห็นว่า “การกำหนดเวลา 48 ชม. เร่งรัดเกินไป” เพราะคดีมีเอกสารมากถึง 30-40 หน้า ต้องจัดทำให้ครบถ้วนเพื่อรักษาคุณภาพกระบวนการยุติธรรม และมีข้อเสนอการบังคับใช้กฎหมายเมาแล้วขับไม่ควรรอลงอาญาหากปรากฏพบ “ผู้กระทำผิดควรได้รับโทษจำคุกทันที” โดยเฉพาะผู้กระทำผิดซ้ำต้องลงโทษหนักขึ้นนอกจากนี้ในเรื่องค่าปรับควรต้องแปรผันตาม “ระดับแอลกอฮอล์ที่ตรวจพบแทนที่จะใช้ค่าปรับแบบอัตราเดียว” แล้วควรใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยก็จะสามารถแก้ปัญหาเรื่องของระยะเวลาการฟ้องคดีได้ดีขึ้นตอกย้ำประเด็นแนวทางการปฏิบัติ “ไม่ควรตั้งเป้ารายเดือน หรือช่วงเทศกาล” หากต้องการให้ประชาชนตระหนักควรตรวจจับ 365 วัน เพื่อสร้างแรงกดดันเชิงพฤติกรรมให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และอุปกรณ์ตรวจก็ควรมีเพียงพอ ทันสมัย แม่นยำ และระบบฐานข้อมูลต้องเชื่อมโยงกันทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยเพราะการที่หน่วยงานต่างๆ “ยังใช้ระบบแบบแยกกันไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูล” ทำให้ไม่สามารถติดตามผลการดำเนินคดีได้ เช่น ศาลตัดสินแล้วก็ไม่ทราบว่ากรมการขนส่งฯดำเนินการพักใบขับขี่จริงหรือไม่ฉะนั้นระบบมีประสิทธิภาพต้องเชื่อมต่อข้อมูลแบบเรียลไทม์ให้ทุกหน่วยงานเห็นพร้อมกัน ในการบังคับใช้กฎหมาย “หยุดยั้งเมาแล้วขับ และกระทำผิดซ้ำ” เพื่อสร้างความปลอดภัยบนถนนอย่างแท้จริง.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม