คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) จาก 8 ชาติอาเซียน มาดูให้เห็นกับตา พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากลูกระเบิดจากฝั่งกัมพูชายิงใส่บ้านเรือน โรงพยาบาลได้รับความเสียหาย รวมถึงจุดที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิดจนขาขาด รองแม่ทัพภาคที่ 2 ลั่นความจริงจะชนะคำโกหกเสมอ ขณะที่กองทัพไทยยืนยันตรวจสอบระเบิดใน “สุรินทร์-ศรีสะเกษ-บุรีรัมย์” พบ แล้วกว่า 800 จุด ขณะเดียวกัน ทบ.ย้ำ “บ้านหนองจาน” อยู่แผ่นดินไทย เคยใช้เป็นศูนย์อพยพรับกัมพูชาลี้ภัยสงครามชั่วคราว แต่กลับตั้งถิ่นฐานยึดเป็นของตัวเอง ละเมิดข้อตกลงมาตลอด ทั้งที่ไทยประท้วงในเวทีต่างๆต่อเนื่อง ยังทำเฉย ด้าน “ภูมิธรรม” มอบ ตร.-ภ.3 รับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชน หน่วยราชการ ฟ้องกัมพูชาและผู้นำ ก่อนส่งอัยการสูงสุดรับหน้าที่ฟ้องร้องในประเทศ ฐานกระทำการกระทบต่อความมั่นคงและทรัพย์สินวันแรกที่คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) จำนวน 8 ประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ บรูไน มาเลเซีย ลาว อินโดนีเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม รวม 14 นาย นำโดยผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซีย ประจำประเทศ ไทย เดินทางไปพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของกัมพูชาใน 3 จังหวัด เริ่มที่ จ.อุบลราชธานีความจริงชนะคำโกหกเสมอที่ห้องประชุมศรีจันทราพันธ์ โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ มณฑลทหารบกที่ 22 อ.วาริน ชำราบ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 18 ส.ค.กองบัญชาการกองทัพไทย นำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) จาก 8 ประเทศอาเซียน มาเยี่ยมการปฏิบัติงานในพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 (กองกำลัง สุรนารี) โดยมี พล.ต.วีระยุทธ รักศิลป์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ให้การต้อนรับและกล่าวบรรยายสถานการณ์เพื่อให้คณะรับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา ตามบันทึกข้อตกลงจากผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย รวมทั้งการขัดขวางการปฏิบัติการในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ซึ่งในช่วงหนึ่งของการกล่าวบรรยาย พล.ต.วีระยุทธ กล่าวว่า “ท้ายที่สุดแล้ว ผมเคารพในสิ่งที่ท่านได้เห็น เคารพในสิ่งที่ท่านได้ยิน เคารพในสิ่งที่ท่านคิด และเคารพในความเชื่อของท่าน ผมเชื่อว่าความจริงจะชนะคำโกหกเสมอ คำโกหกไม่สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน”ตระเวนดูจุดปะทะ—ความเสียหายส่วนวันอังคารที่ 19 ส.ค. คณะจะเดินทางลงพื้นที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี และเดินทางต่อไปยังผามออีแดง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อรับฟังบรรยายสรุป ในประเด็นการละเมิดข้อตกลง หยุดยิง ส่วนช่วงบ่ายจะเดินทางเพื่อไปยังฐานกฤษณา- ฐานปราบศึกใกล้ภูมะเขือ พร้อมรับชมการปฏิบัติงาน ของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 สำหรับวันพุธที่ 20 ส.ค. คณะจะตรวจเยี่ยมเชลยศึก จากนั้นเดินทางไป รพ.พนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุป พร้อมตรวจพื้นที่ผลกระทบที่ถูกยิงด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ต่อจากนั้นเดินทางไปช่องจุ๊บตาโมก ตรวจพื้นที่จุดที่กำลังพล ร้อย ทพ. 2601 เหยียบกับระเบิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ภายหลังการหยุดยิง เป็นการตอกย้ำว่าฝ่ายกัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงอย่างต่อเนื่องกต.ทำแล้วเชิญนานาชาติดูพื้นที่จริงต่อมานายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงสถาน การณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ พร้อมผู้ช่วยรัฐมนตรีการต่างประเทศ กองทัพบกและกระทรวงมหาดไทย เชิญคณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา องค์กรภาคประชาสังคมเก็บกู้ทุ่นระเบิด รวมทั้งสื่อมวลชนไทยและสื่อมวลชนต่างประเทศ ลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. เพื่อให้เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิดในดินแดนไทย และได้เห็นสภาพความเสียหายรุนแรงที่เกิดจากการโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมายของฝ่ายกัมพูชา รวมถึงให้ประชาคมระหว่างประเทศทบทวนการช่วยเหลือที่ให้กัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิด และร่วมกันกดดันให้กัมพูชาปฏิบัติตามพันธกรณีอนุสัญญาออตตาวาเตรียมเสนอหลักฐานเพิ่ม 22 ส.ค.นี้นายนิกรเดชกล่าวอีกว่า ส่วนการดำเนินการของไทยภายใต้อนุสัญญาออตตาวา กต.ได้ประท้วงโดยตรงต่อกัมพูชาทุกครั้ง รวมถึงส่งไปยังประธานอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย เกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในเวทีพหุภาคี เอกอัครราชทูตถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ทั้งที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ และนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทำงานอย่างแข็งขันในการขับเคลื่อนอนุสัญญาออตตาวายิ่งขึ้น ก่อนจะถึงการประชุมรัฐภาคีในเดือน ธ.ค.ปีนี้ เพื่อชี้ชัดเรื่องการละเมิดอนุสัญญาที่เกิดขึ้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ก.ค. เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทยประจำนครเจนีวา ได้เข้าประชุมเรื่องรายละเอียดการที่กัมพูชาละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาจะมีการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 22 ส.ค.เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทยฯ จะนำเสนอข้อเท็จจริงและหลักฐานเพิ่มเติมทั้งหมดในการประชุมดังกล่าวด้วย เพื่อสร้างแรงกดดันให้ประเทศภาคีที่ละเมิดอนุสัญญาเข้ามาชี้แจงและแก้ไขแฉเหลี่ยมกัมพูชาตั้งเงื่อนไขเก็บระเบิดนายนิกรเดชกล่าวว่า นอกจากนี้การที่กัมพูชาโดย CMAA แถลงเมื่อเช้าวันที่ 18 ส.ค. อ้างเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นท่าทีที่ย้อนแย้งของกัมพูชา กล่าวว่าให้ความสำคัญกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม แต่กลับสร้างเงื่อนไขและปล่อยให้อาวุธร้ายแรงยังถูกใช้อยู่ และยังคงอยู่ ถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน และไม่ให้ค่ากับชีวิตความปลอดภัยของมนุษย์ที่เป็นประชาชนของทั้งสองประเทศ ส่วนกรณีที่ผู้อำนวยการ CMAC นำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนนั้น ขอยืนยันว่าทุ่นระเบิดที่ฝ่ายไทยนำเสนอต่อคณะทูตฯ เมื่อวันที่ 16 ส.ค.นั้น เป็นทุ่นระเบิดที่ทหารไทยตรวจพบ และเก็บกู้มาจากบริเวณที่ทหารกับกัมพูชาเคยวางกำลัง มีทั้งทุ่นระเบิดที่ยังไม่ได้นำไปติดตั้ง และทุ่นระเบิดที่ติดตั้งแล้ว รวมทั้งได้นำเสนอชิ้นส่วนของทุ่นระเบิดที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บสาหัสและทำให้ทหารไทยพิการ ไทยขอยืนยันว่าไม่มีการจัดฉากใดๆกัมพูชาขอเลื่อนถกอาร์บีซีขณะเดียวกัน มีรายงานว่า ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แจ้งความคืบหน้าการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค RBC ไทย-กัมพูชา ในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่ากองเลขาฯ ฝ่ายกัมพูชาประสานขอเลื่อนการประชุม RBC สมัยวิสามัญ จากเดิมวันที่ 21 ส.ค.ไปเป็นวันที่ 27 ส.ค. เพื่อมีเวลาเตรียมการประชุมเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 แจ้ง พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ.แล้ว ไม่ขัดข้องสำหรับการเลื่อนห้วงการประชุม RBC ตามที่ฝ่ายกัมพูชาเสนอ ดังนั้น กองทัพภาคที่ 2 จึงขอเลื่อนการประชุมประสานการปฏิบัติ และการประชุม RBC สมัยวิสามัญ ดังนี้ 1.วันที่ 25-26 ส.ค.ประชุมกองเลขาฯ 2.วันที่ 27 ส.ค. ประชุม RBC สมัยวิสามัญ 3.สถานที่ประชุมบริเวณกึ่งกลางจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำตรวจระเบิดแล้วกว่า 800 จุดวันเดียวกัน พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการ ทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) กล่าวที่กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) ถึงการปฏิบัติภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิดว่า ไม่ได้มีเพียงชุด TMAC เท่านั้นที่เข้าปฏิบัติงาน แต่ยังมีหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดของตำรวจตระเวนชายแดน รวมถึงผู้นำท้องถิ่นอย่างกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ช่วยกันค้นหาและเก็บกู้ด้วย ปัจจุบันมีกำลังพลปฏิบัติงานรวม 15 ชุด ในพื้นที่ 3 จังหวัดหลักคือ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ ตรวจสอบไปแล้วกว่า 800 จุด จะดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าพื้นที่จะปลอดภัยทั้งหมด ย้ำว่าเครื่อง TMAC ยังคงถูกบรรจุอยู่ในราชการทหารสนาม แต่มีการเสริมกำลังจากพื้นที่ต่างๆ เข้ามาช่วยสนับสนุนแนวหน้า เพื่อให้การเก็บกู้วัตถุระเบิดเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุดกัมพูชาปัดวางทุ่นระเบิดใหม่กระนั้นมีรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศถึงถ้อยแถลงของ ดร.ลี ธุค รัฐมนตรีอาวุโส และรองประธานคนที่ 1 หน่วยงานด้านการเก็บกวาดทุ่นระเบิดของกัมพูชาว่ากัมพูชาขอปฏิเสธข้อกล่าวหาของทางการไทยที่ว่า กัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่ และยืนยันว่ากัมพูชาเป็นประเทศแรกในโลกที่ได้รับการยอมรับว่าต่อต้านการใช้ทุ่นระเบิด และกัมพูชาพร้อมร่วมมือกับทางการไทยในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด หลังจากที่ความสัมพันธ์ 2 ประเทศกลับมาสู่ภาวะปกติแล้วแจงบ้านหนองจานอยู่ในไทยส่วนกรณีที่มีชาวกัมพูชาออกมาร้องเรียนเรื่องการวางรั้วลวดหนามของทหารไทยบริเวณบ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว โดยกล่าวอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของตนนั้น พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่าแท้จริงแล้วพื้นที่ดังกล่าวเป็นอาณาเขตของประเทศไทย อยู่บริเวณ บ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง รอยต่อแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างหลักเขตแดนที่ 46 และ 47 บริเวณดังกล่าวมีประเด็นปัญหาแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.เป็นพื้นที่อ้างสิทธิ์ ที่ฝ่ายไทยและกัมพูชาไม่สามารถตกลงที่ตั้งหลักเขตแดนได้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าตำแหน่งหลักเขตที่ปรากฏในปัจจุบัน มีการเคลื่อนย้ายเข้าไปในฝั่งประเทศของตน จึงต้องรออาศัยกลไกทวิภาคี อาทิ JBC มาแก้ไขปัญหาในระยะยาวใจดีให้ตั้งศูนย์รับผู้ลี้ภัยกัมพูชา2.พื้นที่ดังกล่าว ในอดีตเมื่อครั้งเกิดสงครามการสู้รบภายในกัมพูชาในปี พ.ศ.2520 รัฐบาลไทยในขณะนั้นได้ให้ราษฎรกัมพูชาอพยพลี้ภัยเข้ามาอยู่ในเขตประเทศไทยเป็นการชั่วคราว เพื่อแสดงถึงความมีน้ำใจและเห็นแก่หลักมนุษยชน แต่เมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ พบว่ามีราษฎรกัมพูชาบางส่วนไม่ยอมเดินทางกลับประเทศ ยังคงพักอาศัยในพื้นที่ของประเทศไทย 3.การติดตั้งแนวรั้วลวดหนามในบริเวณพื้นที่ต่างๆ ยังไม่ใช่การวางเพื่อระบุแนวเส้นเขตแดน เป็นเพียงการวางแนวเครื่องกีดขวางในการรักษาความปลอดภัยให้กำลังพล โดยเฉพาะป้องกันการลักลอบเข้ามาใช้อาวุธทุ่นระเบิดเพื่อทำร้ายฝ่ายไทย และเป็นลักษณะเสริมความมั่นคงต่อที่วางกำลังของหน่วยทหารเท่านั้นกัมพูชาละเมิดข้อตกลงมาตลอดพล.ต.วินธัยกล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงในพื้นที่อ้างสิทธิ์ โดยการสนับสนุนให้ราษฎรมาสร้างถิ่นฐานอย่างถาวร ทั้งในบริเวณพื้นที่อ้างสิทธิ์ และนอกบริเวณพื้นที่อ้างสิทธิ์ในฝั่งประเทศไทย ซึ่งกองทัพบก โดยกองกำลังบูรพาได้ดำเนินการประท้วงร้องเรียนฝ่ายกัมพูชาในเวทีต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งระดับหน่วยทหารในพื้นที่ และผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน แต่ฝ่ายกัมพูชากลับนิ่งเฉย ไม่มีการชี้แจงในรายละเอียด หรือแก้ไขใดๆ จึงยืนยันได้ว่าฝ่ายไทยได้ใช้การแก้ปัญหาโดยสันติวิธีมาตลอดแฉเล่ห์ให้ประชาชนออกหน้าโฆษกกองทัพบกกล่าวอีกว่า สำหรับปัญหา ณ ปัจจุบันฝ่ายกัมพูชามีเจตนาอันไม่บริสุทธิ์ พยายามจะใช้ประชาชนให้เป็นผู้ออกหน้าในการรุกล้ำพื้นที่อธิปไตยประเทศไทยในบริเวณดังกล่าว ทั้งนี้อาจเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับฝ่ายทหารโดยตรง ทำให้เข้าใจได้ว่าการกระทำดังกล่าวเหมือนมีการวางแผนมาอย่างเป็นระบบและคอยเฝ้าดูว่า หากฝ่ายไทยดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดไปก็จะนำเรื่องดังกล่าวไปบิดเบือนทำลายความน่าเชื่อถือประเทศไทย เพื่อขอความเห็นใจสังคมโลกอย่างที่เป็นภาพให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน จึงอยากให้ช่วยกันสื่อสารต่อประชาคมโลกให้เข้าใจในข้อเท็จจริงว่า การช่วยเหลือทางมนุษยธรรมของไทย รวมถึงการแสดงออกถึงความมีน้ำใจที่ดีต่อเพื่อนบ้านในอดีตไม่ควรถูกฝ่ายกัมพูชานำไปบิดเบือน เพื่อให้เป็นผลกลับมาใช้ทำลายความน่าเชื่อถือฝ่ายไทยอย่างไม่เป็นธรรมยืนยันกัมพูชาลี้ภัยมาแล้วไม่กลับผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมหลังเดินทางไปสำรวจพื้นที่ บ้านเขาจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว และได้รับการเปิดเผยจาก นายสมหมาย วงษ์ชานม อายุ 65 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้าน และอดีตทหารพราน ยืนยันว่าเดิมพื้นที่ดังกล่าวเป็นของไทย แต่ช่วงเกิดสงครามเขมรแดง มีชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่งอพยพลี้ภัยเข้ามาอาศัยอยู่ในเขตนี้ เมื่อสงครามสงบชาวกัมพูชาบางส่วนไม่ยอมกลับประเทศ และตั้งถิ่นฐานถาวรจนกลายเป็นชุมชนที่เรียกว่า “บ้านโจ๊ะใจ” มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 80-100 หลังคาเรือน พวกกัมพูชามักจะค่อยๆแผ้วถางป่าแทรกเข้ามาในพื้นที่ชายแดนไทยทีละน้อยๆ จนเป็นความเคยชิน เพราะคนไทยใจดี ไม่ได้ขับไล่ ทำให้กัมพูชาคิดไปเองว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นของพวกเขาแล้ว ซึ่งเหตุล่าสุดที่ทหารไทยนำลวดหนามและสแลนมากั้นแนวชายแดนเพื่อป้องกันการรุกล้ำ สร้างความไม่พอใจให้กับฝั่งกัมพูชา จนถึงขั้นตะโกนด่าทอใส่เจ้าหน้าที่ จนเกิดความกังวลว่าเหตุการณ์อาจบานปลาย จึงพากันขุดและซ่อมแซม “หลุมหลบภัย” ไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน“บิ๊กเล็ก”ลั่นไม่รื้อรั้วบ้านหนองจานขณะที่ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำเนียบรัฐบาล กรณีบ้านหนองจานที่กำลังมีปัญหามวลชนกัมพูชามากดดันทหารไทย หลังมีการล้อมรั้วลวดหนามว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา (JBC) ต่อไป ต้องมีการชี้เขตกันให้ชัด และยืนยันว่าไม่จริงเรื่องรื้อรั้วลวดหนามออก เพื่อให้เกิดสันติภาพ รับรอง ถ้าตนนั่งอยู่ในที่ประชุมไม่มีหรอก“ภูมิธรรม” วอนอย่าตกเป็นเหยื่อไอโอต่อมาในช่วงเย็น นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกฯ แถลงผลการประชุม สมช.ที่ใช้เวลาประชุมร่วม 3 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 15.00 น.ว่า ที่ประชุมได้ประเมินสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังต้องเฝ้าระวัง มีเรื่องกระทบกระทั่งกันอยู่ ทางกองทัพและกระทรวงกลาโหมยังติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่การเจรจาเขตแดนทั้งหลายยังไม่จบง่ายๆ ต้องรอการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) วันที่ 27 ส.ค. และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) วันที่ 8-10 ก.ย. ที่ประเทศกัมพูชา แต่ขณะนี้มีการสร้างความสับสนแก่ประชาชน มีกระบวนการไอโอ อยากฝากประชาชนอย่าตกเป็นเหยื่อ รัฐบาลจะดูแลให้เกิดประโยชน์สูงสุด เอาประเทศชาติ อธิปไตย ชีวิตและทรัพย์สินประชาชนเป็นที่ตั้งลุยฟ้อง “ฮุน เซน” เฉพาะในไทยนายภูมิธรรมกล่าวอีกว่า ไทยเตรียมฟ้องกัมพูชา รวมทั้งผู้นำกัมพูชา ขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) รับเรื่องแล้ว และ ตร.มอบหมายกองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 3 เป็นศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชนและหน่วยราชการต่างๆ จากนั้นให้ส่งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อรับหน้าที่ในการฟ้องร้อง โดยจะเป็นการฟ้องในประเทศคือการกระทำที่กระทบต่อความมั่นคง และทรัพย์สินของประชาชน โดยผู้ก่อเหตุอยู่ภายนอกประเทศ จะฟ้องเฉพาะในประเทศ เท่านั้น ไม่ไปฟ้องระหว่างประเทศ และไม่ทำไม่ได้เพราะจะโดนข้อหา มาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ การฟ้องภายในประเทศสามารถดำเนินการได้ เป็นคดีที่มีการฝากขัง ถ้าเข้ามาในประเทศเจอเมื่อไหร่ก็จับ โดยให้อัยการสูงสุดไปดู และรวบรวมคดีดำเนินการ ตามข้อเท็จจริงตามกฎหมายแจงเหตุไม่ฟ้องระหว่างประเทศส่วนกรณีที่ไม่ฟ้องโดยใช้กฎหมายระหว่างประเทศนั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า เป็นเหตุการณ์ที่กระทบต่อชีวิตทรัพย์สินในประเทศ รวมทั้งสถานที่ราชการต่างๆ แต่ว่าผู้ก่อเหตุอยู่นอกประเทศ วันนี้ดำเนินการภายในประเทศตามอำนาจหน้าที่ที่ทำได้เลย ส่วนต่างประเทศนั้น เราไม่ได้รับขอบเขตอำนาจของศาลโลก ฉะนั้นตรงนี้ ยังไม่ไปถึงตรงนั้นยันไม่เคยพูดยุบ “ศบ.ทก.”สำหรับกรณีการสืบหาเส้นทางการเงินของเครือข่ายนักการเมืองกัมพูชาในไทย หรือเส้นทางการเงินของฮุน เซนในไทยนั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องไปพิจารณาให้เหมาะสม ถ้าจะทำก็ยังพูดไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องที่ควรมาพูด เรายังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องนี้ เป็นเรื่องการดำเนินการตามปกติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนเรื่องศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) นั้น ยังไม่ได้พูดว่าจะยุบเลยสักคำรบ.ยันไม่รื้อลวดหนามมีแต่ทำเพิ่มนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ชี้แจงกรณีมีกระแสข่าวที่อ้างว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกฯ จะให้มีการรื้อลวดหนามตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ว่า เป็นข่าวปลอมไม่มีมูลความจริง ไม่มีความคิดจะรื้อ มีแต่ทยอยวางเพิ่มในเขตอธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง ข่าวดังกล่าวถูกปล่อยโดยบางเพจที่จงใจปั่นกระแส เพื่อเรียกยอดไลค์และยอดผู้ติดตาม ผ่านการบิดเบือนและสร้างเรื่องราวเท็จ อ้างว่ารัฐบาลจะเรียกประชุม สมช.และมีการเสนอยกเลิกรั้วลวดหนามบริเวณชายแดนทั้งหมด ซึ่งไม่เป็นความจริง สถานการณ์ชายแดนยังคงยึดตามข้อตกลงหยุดยิงหลังเที่ยงคืนวันที่ 28 ก.ค.คืออยู่ตรงไหน ให้อยู่ตรงนั้น ขอยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลจะไม่มีการรื้อรั้วลวดหนามในทุกเขตแดนที่วางไว้ตลอด 7 จังหวัดมีแต่ทำเพิ่มทภ.1 ชี้แจงคลิปรื้อหลักเขตกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอใน TikTok แสดงภาพชาวกัมพูชากำลังขุดรื้อคอนกรีตชิ้นหนึ่ง พร้อมระบุข้อความว่าเป็นการ “รื้อถอนหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา” จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และสร้างความเข้าใจผิดในสังคมออนไลน์นั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพภาคที่ 1 ได้ออกมาชี้แจงยืนยันอย่างเป็นทางการว่า คลิปดังกล่าวเป็นข้อมูลที่บิดเบือน และสิ่งที่เห็นในคลิปไม่ใช่หลักเขตแดนจริง แต่เป็นเพียงการขุดฐานเสาธงของวัดในพื้นที่เท่านั้น หลักเขตแดนจริงที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1919-1920 (พ.ศ.2462-2463) มีลักษณะเฉพาะ ทั้งความกว้าง ยาวและสูง รวมถึงมีการสลัก 3 ภาษา ด้านบนหัวหลักจะสลักหมายเลขประจำแต่ละหลักเขตเอาไว้ ส่วนหลักคอนกรีตที่ปรากฏในคลิปไม่มีคุณลักษณะตรงตามเกณฑ์ใดๆของหลักเขตแดนจริงเตือนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอมทภ.1 ระบุเพิ่มเติมว่า การตัดต่อหรือเผยแพร่คลิปดังกล่าวอาจสร้างความเข้าใจผิดแก่สาธารณชน และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ พร้อมขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณ ไม่แชร์ต่อโดยไม่ตรวจสอบแหล่งที่มา ทั้งนี้ โฆษกกองทัพภาคที่ 1 ย้ำว่า ภาพที่เห็นใน TikTok ไม่ใช่การรื้อถอนหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา แต่เป็นการขุดฐานเสาธงของวัดในพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลวงที่อาจถูกบิดเบือนเพื่อสร้างกระแสความขัดแย้ง จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว คลิปดังกล่าวเป็น “ข่าวปลอม” ที่อาศัยความไม่รู้ของสาธารณชนมาบิดเบือน กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีการรื้อถอนหลักเขตแดนจริง และไทยยังคงดูแลพื้นที่ชายแดนตามข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัดเปิดเรียนวันแรกเงียบเหงาสำหรับบรรยากาศการเปิดเรียนวันแรกของโรงเรียนหลายแห่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของกัมพูชา จนเป็นเหตุให้บ้านเรือนพังเสียหายหลายหลังคาเรือน รวมถึงมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วงเช้าวันที่ 18 ส.ค.หลายโรงเรียนมีนักเรียนมาค่อนข้างบางตา ทั้งที่บ้านภูมิซรอล อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่บ้านด่าน อ.กาบเชิง และ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ รวมถึง ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เนื่องจากผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังหวั่นวิตกจากเหตุการณ์ชายแดนที่ผ่านมาอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่