รัฐบาลชุดนี้ดูเหมือนจะผูกพันกับเรื่องคุกคุก ตั้งแต่ตัวพ่อที่ไม่ยอมนอนคุก อ้างว่าป่วยไปนอนรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจจนเป็นเรื่องเป็นราวยังไม่จบล่าสุดก็มีเรื่องคุกที่เข้ามาข้องแวะอีก “ผกก.โจ้” อดีตนายตำรวจที่นครสวรรค์ ที่มีคดี “ถุงดำ” พันกับปัญหายาเสพติดต้องติดคุกใช้กรรมมาหลายปีแล้วได้เสียชีวิตเป็นปริศนาว่ามาจากเหตุอะไรกันแน่ จับความเบื้องต้นได้แขวนคอตัวเองในห้องขังเดี่ยวเพราะมีปัญหามีเรื่องกับนักโทษด้วยกันเองจนต้องแยกออกไปขังต่างหากก็ต้องรอเจ้าหน้าที่สอบสวนทวนความว่าเกิดจากเหตุอันใดกันแน่เรื่องราวในคุกนั้นคนภายนอกไม่มีโอกาสได้รู้ก็ต้องแงะหาข่าวกันต่อไป ไม่ต่างไปจากชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ เพราะมีการปกปิดซ่อนเร้นจนต้องสอบสวนทวนความกันอย่างยากเย็นประเด็นก็คือ “ป่วยจริง” หรือ “ป่วยทิพย์”!พูดถึงเรื่องนี้แล้วก็พลอยเป็นห่วงเป็นใยบรรดารัฐมนตรี ซึ่งมีเรื่องพัวพันกับประเด็นคาบเกี่ยวกับ “คุก” อยู่หลายเรื่องเหมือนกันก็รักษาเนื้อรักษาตัวกันให้ดี...เรื่องคุกนั้นไม่เข้าใครออกใครเสียด้วย ยิ่งห้วงนี้ก็โดนกันไปหลายคน ทั้งทนายดัง ดาราก็ไม่เว้นการบ้านการเมืองระยะนี้คงไม่มีประเด็นไหนน่าสนใจเท่าศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งฝ่ายค้านเจาะจงเพียงคนเดียวนายกรัฐมนตรี “แพทองธาร ชินวัตร”จึงต้องเตรียมพร้อมเพื่อปกป้องยิ่งกว่าไข่ในหิน เพราะระดับ “นายหญิง” ที่ต้องดูแลทุกฝีก้าว เพื่อไม่ให้ฝ่ายค้านตอแยจนเสียการเสียงานได้ล่าสุด ประธานสภาฯได้ทำหนังสือถึงผู้นำฝ่ายค้านให้ตัดชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ออกจากญัตติ อ้างว่าเป็นคนนอกไม่มีโอกาสเข้ามาแก้ต่างในสภาได้ไม่รู้ตอนที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติทำไมไม่คัดค้านให้แก้ไขตั้งแต่แรกหรือว่าเพิ่งจะคิดได้หรือได้รับโพยจาก “เพื่อไทย” ให้ตัดชื่อออก เพราะข้อนี้คือประเด็นใหญ่และสำคัญในการซักฟอกนายกรัฐมนตรีเสียด้วยปรากฏว่าฝ่ายค้านไม่ยอม อ้างว่ามีสิทธิทำได้!แต่เชื่อว่าประธานสภาคงไม่ยอม เพราะเป็นคนนอก แม้จะระบุว่าเป็น “พ่อนายกฯ” ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหลายเรื่อง หลายประเด็นที่ชัดเจนนี่ยังไม่ถึงวันอภิปรายก็เริ่มสำแดงกลเม็ดเด็ดพรายให้เห็นกันแล้วหากไม่ให้อภิปรายกล่าวถึง “ทักษิณ” การซักฟอกครั้งนี้ก็คงกร่อยไปถนัดใจ เพราะ “พระเอก” ตัวจริงห้ามเอ่ยชื่อถึงหากจะโยงไปถึงก็ต้องใช้ลีลาที่ต้องใช้คนที่มีความสามารถระดับ “ดาวสภา” ที่เจนจัดจึงจะผูกโยงไปถึงได้ฝ่ายค้านจึงต้องทำงานหนักหน่อยที่หาคนที่มีความสามารถเยี่ยงนี้ หรือมิฉะนั้นก็จะต้องถูกประท้วงจนเสียอรรถรสในการอภิปรายได้ที่สำคัญก็คือไม่สามารถซักฟอกให้ตรงเป้าประสงค์ตามแผนที่วางเอาไว้ก็คงพอจะคาดเดาได้ว่า บรรยากาศการอภิปรายรูปการณ์จะออกมาอย่างไร พูดง่ายๆคงกร่อยพอดู และกลายเป็นเวทีเล่นเกม “ประท้วง” มากกว่า “การอภิปราย” ที่ได้สาระขนาดการกำหนดวันอภิปราย “เพื่อไทย” ก็ชิงตัดหน้าจะให้เพียงวันเดียว เพราะซักฟอกเพียงแค่คนเดียวก็คงพอเห็นแนวแล้วฝ่ายค้านนอกจากจะต้องเตรียมข้อมูลให้แน่น และตรงเป้าตรงประเด็นแล้ว ยังต้องคิดวิธีการอภิปรายให้แยบยลมากกว่าปกติเพราะถ้าอภิปรายอย่างที่ทำมานั้นคงไม่สามารถตีแผ่ความจริงแก้ผ้ารัฐบาลชุดนี้ได้!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม