รัฐธรรมนูญฉบับปี 60 เกิดจากรัฐประหารเรียกว่าครั้งสุดท้ายไม่ได้ แต่เป็นครั้งล่าสุดนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร พลิกมุมคิด หลังเกิดเหตุการณ์ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ “ยุน ซอกยอล” ประกาศกฎอัยการศึก แต่เจอประชาชนต้าน สมาชิกรัฐสภาบุกปีนรั้วตบเท้าโหวตคว่ำ จนประธานาธิบดียอมยุติกฎเหล็กจังหวะเดียวกับการเมืองประเทศไทยเข้าสู่โหมดเปิดเทอมรัฐสภา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 17 ฉบับจ่อเข้าที่ประชุมร่วมรัฐสภา ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติฉบับคณะกรรมาธิการร่วมฯ (กมธ.) ตั้งแท่นเข้าที่ประชุมวุฒิสภา 17 ธ.ค. และเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร 18 ธ.ค.ซึ่ง กมธ.เห็นชอบร่างของวุฒิสภา ถือเกณฑ์ผ่านประชามติตามเสียงข้างมาก 2 ชั้น โดยผู้ออกมาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและเสียงเห็นชอบต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้ออกมาใช้สิทธิ เชื่อวุฒิสภายืนยันจุดยืนของตัวเองต่างกับสภาผู้แทนราษฎรที่ถือหางเกณฑ์ผ่านประชามติเสียงข้างมากชั้นเดียว แค่เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิเท่านั้น ส่งผลให้ร่าง พ.ร.บ.ประชามติถูกแขวนต่องแต่ง 180 วัน ก่อนยืนยันในหลักการจึงประกาศบังคับใช้ได้ยังมีร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกำลังถูกบรรจุแฟ้มเข้าถกในที่ประชุมสภา รวมถึงญัตติอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่เริ่มเผาหัว และตรงกับสัปดาห์วันแห่งรัฐธรรมนูญของประเทศไทยพอดีโดย นายวันมูหะมัดนอร์ สะท้อนการเมืองของเกาหลีใต้เทียบกับการเมืองไทยในเชิงวิชาการ ในฐานะที่เพิ่งไปเยือนประเทศเกาหลีใต้เมื่อเดือน พ.ย.67 ชี้ให้เห็นถึงการเมืองในยุคที่ล้มลุกคลุกคลานตลอด เผชิญเผด็จการอำนาจนิยม เผด็จการจากการเลือกตั้ง คอร์รัปชัน ใช้กำลังล้อมปราบประชาชน จนสู่ยุคปฏิรูปการเมืองประชาธิปไตยเบ่งบานแข็งแรง เศรษฐกิจเติบโตประชาธิปไตยพัฒนาประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจได้การเมืองส่อมีปัญหาคราวเลือกประธานาธิบดีครั้งล่าสุด เสียงสูสีมากกับผู้นำฝ่ายค้าน และหลังจากนั้นเลือกตั้ง สส. ฝ่ายค้าน กวาด สส.มาได้มากกว่า อำนาจประธานาธิบดีเริ่มอ่อนแอ และบริหารประเทศไม่เก่ง ไม่โปร่งใส เศรษฐกิจเริ่มตกต่ำ พยายามปิดประตูไม่ให้สภาตรวจสอบ เป็นที่มาจะยึดอำนาจโดยประกาศกฎอัยการศึกเหตุการณ์นี้สอนให้เกาหลีใต้ และประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยได้บทเรียน ต่อให้มีอำนาจเผด็จการ ประกาศกฎอัยการศึก ล้มสภา ประชาชนไม่ยอม รัฐสภาไม่ยอม ประชาธิปไตยแข็งแรงมั่นคงในไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัชกาลที่ 7 เต็มใจสละอำนาจให้ประชาชนทั้งมวล ไม่เต็มใจให้คณะใดคณะหนึ่งหลังจากนั้นกลับมีรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญถึง 20 ฉบับ ล้วนกระทำเพื่อบุคคลหรือคณะบุคคล เพราะประชาชนอาจไม่เข้าใจ-ไม่รักประชาธิปไตย แต่ที่เกาหลีใต้ประชาชนไม่ยอม ก่อนหน้านั้นประเทศตุรกี ทหารยึดอำนาจ ขับไล่ประธานาธิบดี แต่ประธานาธิบดีปลุกประชาชนสู้ด้วยมือเปล่า แค่ 2 วันกองทัพแพ้“ไทยมีจุดอ่อน ประชาชนไม่รักประชาธิปไตย ขาดความสามัคคี เขายุให้ประชาชนแตกแยกเป็นหลายฝ่าย สีนั้นสีนี้ขึ้นมา เป็นช่องว่างที่ผู้จะยึดอำนาจเข้ามา อ้างสร้างความปรองดอง พัฒนาประเทศแต่รัฐประหารเกือบ 20 ครั้ง มีครั้งไหนบ้างนำประเทศไปสู่ความเจริญ เกิดความปรองดอง มีแต่ทำให้แตกแยกมากขึ้น ถอยหลังมากขึ้นกว่าหลายประเทศในเอเชีย ไทยเกือบรั้งท้ายในอาเซียน”ผู้ใดยึดอำนาจเท่ากับยึดอำนาจประชาชนประชาชนเจ้าของอำนาจต้องช่วยกันต่อสู้ส่วนใครขึ้นเป็นรัฐบาล อยู่ที่ประชาชนเลือก นักการเมืองทุกคนเป็นตัวแทนของประชาชน ประเทศถึงเดินไปข้างหน้า เหตุการณ์ที่เกาหลีใต้-ตุรกีถือเป็นบทเรียนที่สำคัญขณะเดียวกันเรากำลังแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่สร้างอำนาจให้ผู้ยึดอำนาจเท่านั้น ประชาชนเจ้าของอำนาจประชาธิปไตยกำลังเฝ้ารอให้แก้ไขแก้เป็นบางมาตรา แก้ทั้งฉบับ แก้แล้วเสร็จตอนไหน ขึ้นอยู่ที่สมาชิกรัฐสภา ทั้ง สส.-สว. พรรคการเมือง ควรสามัคคีทำรัฐธรรมนูญให้สำเร็จ เป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบโดยมีกฎหมายประชามติที่ยังทำไม่เสร็จ คงเข้าสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เพื่อเป็นกุญแจนำไปสู่แก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้สมาชิกรัฐสภาเสียงแตก ถือเป็นเรื่องธรรมดา ควรพูดคุยกัน ยึดประชาชน และประเทศเป็นตัวตั้ง แต่ถ้าพูดคุยโดยมีอเจนด้าย่อมสำเร็จยาก คนที่รับกรรมคือประชาชนสำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้แจ้งทางประธานสภาผู้แทนราษฎรอย่างไรถึงการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรทำ 2 หรือ 3 ครั้ง นายวันมูหะมัดนอร์ บอกว่า ฝ่ายกฎหมายของสภาไม่สามารถให้ความเห็นได้ ตราบที่ในสภามีปัญหาขัดแย้งกัน หากขอให้สภาส่งไปศาลรัฐธรรมนูญหรือให้ประธานสภาฯตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง คณะกรรมการประสานงานกฎหมายสภา ถึงมาดูข้อกฎหมายได้เช่นเดียวกับมุมมองเกณฑ์ผ่านประชามติระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา ไม่มีฝ่ายใดผิดฝ่ายใดถูก ต้องพูดคุยโดยยึดความสำเร็จของประชาชนเป็นที่ตั้งทั้งเกณฑ์ทำประชามติยังไม่ลงตัว และการทำประชามติกี่ครั้งก็ยังไม่ชัดเจน ระยะเวลาที่เหลือก่อนครบวาระสภาผู้แทนราษฎร รัฐธรรมนูญฉบับใหม่สำเร็จถือว่าเสียของ นายวันมูหะมัดนอร์ บอกว่า เสียดายของ โดยเฉพาะถ้าอยู่ถึง 4 ปี หรือเกือบ 4 ปีแก้รัฐธรรมนูญไม่เสร็จเสียเวลาประชาชนที่อยากเห็นประชาธิปไตย“เรื่องนี้ไม่ได้ยากเย็นแสนเข็ญ ปัญหาอยู่ที่ความเห็นไม่ตรงกัน เป้าหมายไม่ชัดเจน ความปรองดองที่ทำเพื่อประชาชนมันยังไม่มากพอจริงๆ ไปเอาสิ่งที่ดีงามจากรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับมา ทำไมไม่คิดที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 21 ให้ดีขึ้นไม่ได้ ผมไม่เชื่อเช่นนั้น ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องความเห็นไม่ลงรอยกัน ต่างคนต่างมีวาระของตัวเอง”ทำให้รัฐสภาจะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา 17 ฉบับ นายวันมูหะมัดนอร์ บอกว่า จากที่ได้พูดคุยส่วนใหญ่เห็นว่าน่าจะจบได้ เพราะไม่มีฉบับใดที่ต้องทำประชามติ แต่มีบางฉบับไปแก้ไขอำนาจองค์กรอื่น อาจต้องไปถามทำประชามติกี่ครั้ง ความเห็นยังไม่ตรงกัน ตรงนี้อยากให้รัฐสภาได้พูดคุยหาทางออกบางทีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถให้ความเห็นที่ชัดเจนได้ เช่น สภาถามว่าการลงประชามติต้องลงตั้งแต่ขั้นตอนไหน เริ่มตั้งแต่แรกหรือหลังร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ หรือทำประชามติ 2 หรือ 3 ครั้ง ก็ตอบกลับมาให้ไปดูคำวินิจฉัยปี 64 อ่านอย่างไรก็ขึ้นอยู่ที่แต่ละคนตีความ ทั้งที่อยากให้บอกมาชัดๆในที่สุดถ้าเสี่ยงไปที่ทำตามความเห็นอันใดอันหนึ่งหรือทำตามเสียงข้างมากเกิดองค์กรที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญชี้ว่า ใช้ไม่ได้อีก เท่ากับเสียเวลา และต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ฉะนั้นอยากให้ทุกฝ่ายพูดคุยให้ชัดเจน ส่วนทำประชามติ 2 หรือ 3 ครั้ง ถ้าทำเร็วน่าจะทันพรรคเพื่อไทยแกนนำรัฐบาลเหมือนหมดหวังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จทัน ออกตัวขอให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จริงๆเวลาที่เหลือ 2 ปีกว่ามีโอกาสทำสำเร็จแค่ไหน นายวันมูหะมัดนอร์ บอกว่า ทุกฝ่ายทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านพูดคุยกัน ยังมีความหวังรัฐธรรมนูญเสร็จทัน“ถ้าคุยคนละโลก มีแค่ ส.ส.ร. เหมือนสร้างบ้านไม่เสร็จ ไม่มีประโยชน์ต่อผู้อยู่อาศัย คือประชาชน ควรขึ้นเสา มีหลังคา ฝ้าบังแดด สร้างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนได้อาศัย สำหรับเลือกตั้งครั้งต่อไปตอนสร้างรัฐธรรมนูญปี 40 ใช้เวลาเพียง 1 ปี ยังเป็นฉบับที่ดีกว่าฉบับอื่นๆ แต่ตอนนี้เรามีเวลาอีก 2 ปีกว่า ทำไมจึงเริ่มบอกว่าไม่เสร็จแม้ช่วงนั้นตัวขัดขวางมันมีน้อย ไม่เหมือนรัฐธรรมนูญ 60 ถูกวางกับระเบิดไว้ ไม่ให้แก้ไขได้ง่ายๆ ถึงมีกับดัก วิธีแก้กับดักต้องใช้ความสามัคคีปรองดอง”รัฐบาล ฝ่ายค้าน สว. จับมือทำลายกับระเบิดก้าวข้ามกับดัก แก้รัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม