“นายกฯอิ๊งค์” หายป่วย กลับมาสดใสนำทีมลุยร้อยเอ็ด เร่งเครื่องแก้ยาเสพติด เปิด 10 จังหวัด นำร่องขยายพื้นที่สีขาวทั่วประเทศ “พริษฐ์” รุกหนัก ขอพบประมุข 3 ฝ่าย นายกฯ-ประธานรัฐสภา-ประธานศาล รธน. ขอความชัดเจนต้องทำประชามติกี่ครั้ง หวังร่าง รธน.ฉบับใหม่ไม่สะดุด “สรวงศ์” อ้างชาวบ้านห่วงปากท้องมากกว่า “นพดล” ย้ำเกาะกูดของไทย ขู่ขืนยังปั่นกระแสเท็จไม่เลิกมีฟ้อง พปชร.ห่วง ศก.สู่จุดพลิกผัน ปูดต่างชาติจ่อลดเครดิตไทยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หายป่วยกลับมาสดใสนำคณะลงพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด ขณะที่พรรคฝ่ายค้านเร่งเครื่องหนัก นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธาน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ทำหนังสือถึงประมุข 3 ฝ่าย ขอพบหารือสอบถามความชัดเจนเรื่องการทำประชามติ ไม่ให้การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สะดุด“อิ๊งค์” กลับมาสดใสลุยร้อยเอ็ดเมื่อเวลา 09.08 น.วันที่ 1 พ.ย.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำคณะ อาทิ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม น.ส.จิราพร สินธุไพร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ขึ้นเครื่องเดินทางไปปฏิบัติภารกิจติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหายาเสพติด ที่ จ.ร้อยเอ็ด หลังลาป่วย 1 วัน เนื่องจากแพทย์ตรวจพบว่ามีอาการติดเชื้อแบคทีเรียในลำคอ ทำให้หลอดลมอักเสบและเสียงแหบพร่า ทันทีที่นายกฯ เดินทางมาถึงผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงอาการป่วยว่าดีขึ้นหรือยัง น.ส.แพทองธารยกนิ้วโป้งก่อนชี้ไปที่ลำคอด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมตอบด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าว่า “เสียงแหบ ยังไม่มีเสียง”“ทักษิณ” เยี่ยมอาการป่วยลูกสาวทั้งนี้ เมื่อเวลา 21.00 น. ของวันที่ 31 ต.ค. ที่ผ่านมา น.ส.แพทองธารได้โพสต์สตอรีไอจีเป็นคลิปที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาเยี่ยมดูอาการป่วย พร้อมเขียนข้อความระบุว่า “ลูกคนเล็กป่วยรีบมาหา ถือข้าวเย็นมาส่ง น่ารักที่สุด ขอบคุณคร้าบบ”เร่งเครื่องปราบยาเสพติดให้สิ้นต่อมาเวลา 11.09 น. น.ส.แพทองธารเดินทางถึงท่าอากาศยานร้อยเอ็ด มี สส.ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย (พท.) รอต้อนรับ ก่อนเดินทางต่อไปยังวัดบ้านเขวาทุ่ง ต.เขวาทุ่ง อ.ธวัชบุรี เป็นประธานการประชุมสั่งการโมเดลการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด และกำหนดเป็นพื้นที่นำร่องทั่วประเทศ มี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และหน่วยงานทั้งทหาร ตำรวจ ส่วนราชการ เข้าร่วม หลังรับฟังบรรยายสรุป นายกฯเข้ากราบนมัสการ พระครูเกษมธรรมสาทร เจ้าอาวาสวัดเขวาทุ่ง และพระครูโสภณธรรมวรยา เจ้าคณะตำบลเขวาทุ่ง โดยพระครูเกษมธรรมสาทร มอบพระพุทธรูปปางชนะมาร และพระพุทธรูปหลวงปู่อินทร์ อดีตเจ้าอาวาสไว้บูชาเปิดตัวอีก 10 จังหวัด นำร่องสีขาวน.ส.แพทองธารกล่าวมอบนโยบายว่า เสียงแหบนิดนึงยังไม่ค่อยหายดี ดีใจมากที่ได้มาติดตามงานต่อจากนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ จ.ร้อยเอ็ด เริ่มอย่างสวยงามที่ อ.ธวัชบุรีโมเดล และ อ.ท่าวังผาโมเดล จ.น่าน ถ้ายาเสพติดยังอยู่จะมีนโยบายดีแค่ไหนก็ทำได้ยาก รัฐบาลยืนยันแก้ไขปัญหายาเสพติดต่อเนื่อง หลังจากนี้จะขยายผลไปอีก 10 จังหวัดนำร่อง คือ เชียงใหม่ อุทัยธานี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ สกลนคร นครพนม ระยอง นครศรี ธรรมราช ตรัง นราธิวาส แน่นอนว่าเราต้องพยายามทำให้ยาเสพติดลดลงอย่างน้อย 90% ขอให้ทุกคนลุยเต็มที่ในเรื่องนี้ อยากให้ประเทศของเราเป็นประเทศที่ปลอดยาเสพติด และเป็นประเทศสีขาวในทุกพื้นที่ให้โอกาสผู้บำบัดยาแค่ก้าวพลาดจากนั้นเวลา 13.00 น. ที่ค่ายสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด น.ส.แพทองธารได้สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และติดตามกระบวนการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดของโครงการมินิธัญญารักษ์ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า อยากบอกว่าทุกคนที่เคยเสพยาเสพติด ไม่ได้แปลว่าทุกคนเป็นคนไม่ดี เราทำพลาดไปไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนไม่ดี ก็ขอให้ครอบครัวอย่าลืมตรงนี้ และอย่าลืมภูมิใจในตัวเองที่เราสามารถออกมาจากยาเสพติดได้ ขอเป็นตัวแทนทุกคนเป็นกำลังใจเล็กๆส่งให้ทุกท่าน ให้ได้รู้ว่าวันนึงที่เราทำผิดพลาดไปแต่วันนี้เราทำให้มันถูกแล้ว ดีใจกับทุกครอบครัวที่ได้ลูกหลานกลับไป“พริษฐ์” รุกหนักขอพบประมุข 3 ฝ่ายขณะที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) และประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า กมธ.พัฒนาการเมืองฯได้ทำหนังสือขอเข้าพบนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อหวังร่วมหาทางออกให้ประเทศมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนการเลือกตั้งครั้งถัดไป ณ เวลานี้ เกือบเป็นที่แน่นอนแล้ว ว่าหากรัฐบาลเดินตาม “แผนเดิม” จะไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ถูกจัดทำโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) บังคับใช้ทันก่อนการเลือกตั้งครั้งถัดไป ตามนโยบายที่รัฐบาลเคยประกาศไว้ หากรัฐบาลยังต้องการบรรลุเป้าหมาย จำเป็นต้องคิด “แผนใหม่” บรรดาทางเลือกที่เหลืออยู่ทางเดียวที่เป็นไปได้คือการลดจำนวนประชามติจาก 3 ครั้ง เหลือ 2 ครั้ง และเพื่อทำความเข้าใจและหาทางออกร่วมกับทุกฝ่าย ตนและ กมธ.พัฒนาการเมืองได้ทำหนังสือขอเข้าพบกับ 3 บุคคลสำคัญเพื่อร่วมหารือถึงทางออกและ “แผนใหม่” ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ทันก่อนการเลือกตั้งหวังยกร่าง รธน.ฉบับใหม่ไม่สะดุดนายพริษฐ์ระบุต่อว่า 1.นายกฯ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล หวังจะหารือกับทุกพรรคในรัฐบาล ให้เห็นตรงกันถึงความจำเป็นและความเหมาะสมในการเดินหน้าด้วยแผนการทำประชามติ 2 ครั้ง รวมถึงร่วมกันหาวิธีการในการหารือกับ สว. ให้เห็นไปในทิศทางเดียวกัน 2.หวังหารือกับประธานรัฐสภา ให้เห็นว่าการทบทวนหันมาบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่อง ส.ส.ร. ของพรรค พท. และพรรคก้าวไกลเดิม เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา (ลดจำนวนประชามติจาก 3 ครั้งเหลือ 2 ครั้ง) สอดคล้องกับกฎหมายและคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 3.ประธานศาลรัฐธรรมนูญ หวังหารือให้ศาลรัฐธรรมนูญขยายความหมายของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 4/2564 ให้เกิดความชัดเจนว่าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่ากระบวนการและขั้นตอนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องทำประชามติกี่ครั้ง “ผมหวังว่าทั้ง 3 ท่านจะยินดีให้ กมธ.พัฒนาการเมืองเข้าพบ หรือพบตัวแทนของท่านที่สามารถตัดสินใจหรือให้ความเห็นแทนท่านได้ เพื่อร่วมหารือถึงทางออกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ทันก่อนการเลือกตั้งครั้งถัดไป เป็นเป้าหมายที่รัฐบาลเคยสัญญาไว้กับประชาชน และต้องอาศัยหลายภาคส่วนจับมือกันเดินหน้าไปด้วยกัน”อ้างประชาชนห่วงปากท้องมากกว่านายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่สามารถตอบได้ว่าหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จไม่ทันการเลือกตั้งในปี 2570 จะทำให้เกิดปัญหาอีกหรือไม่ เพราะการเลือกตั้งปี 2566 ก็ผ่านมาแล้ว ปัญหาที่เกิดยังคงเดิม เมื่อถามว่าหากเป็นเช่นนี้อาจทำให้เกิดปัญหาซ้ำรอยเดิม พรรคเพื่อไทยจะทำอย่างไรเพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชน นายสรวงศ์ตอบว่า พยายามทำทุกอย่างให้ทัน แต่ ณ ตอนนี้ยังไม่พร้อม ต้องดูว่าประชามติครั้งแรกเสร็จเมื่อไหร่ ยังมีประชาชนบางส่วนที่ยังไม่รู้ว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะเสร็จเมื่อไหร่ แต่เรื่องปากท้องต้องมาก่อน ฝ่ายบริหารก็เดินหน้าทำงาน ฝ่ายนิติบัญญัติก็พยายามทำให้ทัน แต่หากไม่ทันก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะอยู่เหนือการควบคุมของเรา“นพดล” ย้ำเกาะกูดเป็นของไทยที่รัฐสภา นายนพดล ปัทมะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อดีต รมว.ต่างประเทศ แถลงถึงกรณีการปั่นกระแสบิดเบือนไทยจะเสียเกาะกูด จ.ตราด ตามการเจรจาในเอ็มโอยู 44 ว่า ข้อเท็จจริงคือเกาะกูดเป็นของไทย ไม่มีใครยกเกาะกูดให้กัมพูชาได้ ไม่เคยได้ยินกัมพูชาเรียกร้องสิทธิเหนือเกาะกูด ขอให้เลิกปั่นกระแสที่เป็นความเท็จ รัฐบาลนี้รักประเทศ ไม่มีใครทำให้เสียดินแดน เอ็มโอยู 44 ลงนามโดยนายสุรเกียรติ เสถียรไทย รมว.ต่างประเทศขณะนั้น เป็นกรอบเจรจาเรื่องพื้นที่ทางทะเล และพื้นที่พัฒนาร่วม เนื่องจากไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในเขตไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ทั้ง 2 ประเทศเลือกใช้วิธีเจรจาการทูต เป็นที่มาเอ็มโอยู 44 เพื่อวางกรอบเจรจาบนพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศ ที่สำคัญการเจรจาเอ็มโอยู 44 ไม่มีผลกระทบต่อการอ้างสิทธิทางทะเลของไทยและกัมพูชา ถ้าเจรจาไม่สำเร็จก็ไม่กระทบสิทธิไทยและกัมพูชา อีกทั้งกลไกเจรจาตามเอ็มโอยู 44 ทำโดยคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทย-กัมพูชา (เจทีซี) คนเจรจาคือกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย เป็นมือหนึ่งกฎหมายของประเทศ มีตัวแทนกองทัพ กระทรวงพลังงาน คนอื่นไปเจรจาไม่ได้ นายกฯก็ไม่เกี่ยวข้องการเจรจา การเจรจาในระดับเจทีซีได้อย่างไร ต้องนำมาเข้าสภาพิจารณาก่อน ไม่สามารถไปเซ็นข้อตกลงกับกัมพูชาได้ รัฐบาลไม่สามารถงุบงิบทำได้ขู่ขืนยังปั่นกระแสเท็จไม่เลิกมีฟ้องนายนพดลกล่าวต่อว่า ไม่อยากให้นำเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลมาบิดเบือนใส่ร้าย อย่างที่ตนเคยถูกกระทำในอดีตสมัยเป็น รมว.ต่างประเทศ ที่ถูกใส่ร้ายด้วยความเท็จว่ายกปราสาทพระวิหารให้กัมพูชา ทั้งที่ไทยยกปราสาทพระวิหารให้กัมพูชาตามคำตัดสินศาลโลกไปแล้วตั้งแต่ปี 2505 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ความพยายามปั่นกระแสเรื่องเกาะกูด มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง ต้องการทำลายเสถียรภาพรัฐบาล เพราะเป็นกระแสอ่อนไหว ถ้าไม่ชี้แจงอาจเป็นไฟลามทุ่งได้ คนไทยไม่ว่าเสื้อสีใดรักชาติเท่ากัน อย่านำประเด็นเรื่องดินแดนมาเป็นประเด็นการเมือง บั่นทอนเสถียรภาพรัฐบาล ถ้ารักชาติจริงต้องเอาความจริงและข้อกฎหมายมาพูด หากยังมีการปั่นกระแสโจมตี คงต้องมีการดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายต่อไปร้องเพิกถอนมติ ครม.ให้สัญชาติที่ศาลปกครอง นายทรงชัย เนียมหอม ประธานกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ปภส.) เข้ายื่นหนังสือถึงนายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด เพื่อยื่นฟ้อง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และคณะรัฐมนตรี กรณีที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบอนุมัติหลักการหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร จำนวน 483,626 คน ตามที่ สมช.เสนอ เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง สร้างความเสียหายให้กับความมั่นคงของชาติ ความมั่นคงทางเชื้อชาติ กระทบต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจของประชาชนชาวไทย ขอให้ประธานศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยเพิกถอนมติ ครม.ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน พร้อมขอให้พิจารณาสั่งทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง จนกว่าคำวินิจฉัยจะเป็นที่สุดพปชร.ห่วง ศก.เข้าสู่จุดพลิกผันช่วงสายที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายอุตตม สาวนายน และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รองหัวหน้าพรรค พปชร. ร่วมแถลงข่าว “พปชร.เตือนรัฐบาล เศรษฐกิจเข้าสู่จุดพลิกผันจะฟื้นจริงหรือฟุบ” นายอุตตมกล่าวว่า ภาระหนี้ประชาชนน่ากังวล อยากให้เป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาล แก้ทั้งระบบด้วยกระบวนการที่ครบถ้วน ให้ทำได้จริง และชัดเจน ส่วนข้อวิพากษ์วิจารณ์การเลือกประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มีชื่อนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯและ รมว.คลัง ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากอดีตผู้ว่าการ ธปท. และนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์กว่า 200 คน เรื่องนี้การเมืองไม่ควรเข้าไปก้าวก่าย ในภาวะที่ประเทศไทยอยู่ในจุดพลิกผัน จะฟื้นได้จริงหรือไม่ ต้องอาศัยทุกหน่วยงาน และไม่ไปเสียเวลากับเรื่องอื่นที่จะไปหักล้างความร่วมมือกันปูดต่างชาติจ่อลดเครดิตไทยด้านนายสนธิรัตน์กล่าวว่า 2 นโยบายของรัฐบาลที่เป็นเรือธงกระตุ้นเศรษฐกิจ เรื่องแรกคือพลังงาน พรรคเพื่อไทยประกาศชัดว่ามาเป็นรัฐบาลจะลดราคาทันที แต่ทุกวันนี้ยังไม่เห็นความชัดเจนนโยบายด้านพลังงาน กลับได้รับสัญญาณจากรองนายกฯที่คุมเศรษฐกิจ ว่า ไม่สามารถทำราคาพลังงานให้ถูกลงได้ คิดว่ารัฐบาลต้องเร่งทำความกระจ่าง ว่า รมว.พลังงานจะรื้อโครงสร้างด้วยการแก้กฎหมายเสร็จเมื่อไหร่ และจะมีผลกระทบต่อราคาพลังงานหรือไม่ ส่วนการแจกเงิน 1 หมื่นบาทให้กลุ่มเปราะบาง การกระตุ้นเศรษฐกิจต้องดำเนินนโยบายต่อเนื่องให้เศรษฐกิจเกิดพลังหรือพายุหมุน แต่แจกครั้งที่หนึ่งเสร็จแล้ว ครั้งที่สองยังไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ หากล่าช้าเราไม่เชื่อว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง เม็ดเงินมหาศาลที่ใช้จะเป็นภาระใหญ่มากของประเทศในอนาคต ขณะนี้ต่างชาติเริ่มประเมินภาวะการคลังของไทยแล้ว มีแนวโน้มจะลดเครดิตเรตติ้ง ถ้าเดินนโยบายผิดพลาดจะกระทบภาพใหญ่ความมั่นคงทางการคลังของรัฐบาลแน่นอนกองทัพไทยจัดสวนสนามถวายสัตย์อีกเรื่อง พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวว่า กองทัพไทยเตรียมจัดพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 “ราชวัลลภ เทิดไท้จอมราชา 72 พรรษามหามงคล” ในวันที่ 3 ธ.ค.เวลา 16.00 น. ณ พระลานพระราชวังดุสิต ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลฯนี้ เหล่าทหารรักษาพระองค์ทุกนายจะร่วมกันเปล่งเสียงถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์อย่างกึกก้องพร้อมเพรียง แสดงออกถึงความ จงรักภักดี แสดงออกถึงความสามัคคีเป็นปึกแผ่นของทหารทุกเหล่าทัพ ตลอดจนเป็นการถวายพระเกียรติยศสูงสุดแด่องค์พระประมุข ในฐานะองค์จอมทัพไทย “ในการนี้ พล.อ.หญิง สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี จะทรงนำการสวนสนามของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และทหารรักษาพระองค์สามเหล่าทัพ ในตำแหน่งองค์ผู้บัญชาการกองผสมด้วยพระองค์เอง พร้อมด้วย พล.ท.หญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ร่วมสวนสนาม ทรงม้านำขบวนกองพันทหารม้ารักษาพระองค์ ในตำแหน่งองค์ผู้บังคับกองพันทหารม้ารักษาพระองค์”อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่