ในเวทีหาเสียงเลือกตั้ง ยังไม่มีพรรคไหนมีนโยบายฟื้นฟูตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นไทยที่แย่ลง ก็เพราะความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่เกิดจากนักการเมืองไทย และ รัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพ มีแต่คนในครอบครัวและผู้มีอิทธิพลเข้ามาเป็นรัฐมนตรีตามโควตา ไม่มีความรู้ความสามารถในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทำให้จีดีพีไทยตกต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน แต่ตลาดหลักทรัพย์ไทยก็ไม่ท้อ คุณอัสสเดช คงสิริ กรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เพิ่งประกาศกลยุทธ์ 3 ปี (2569–2571) ฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย โดยจับมือกับทุกภาคส่วน รวมพลังปลดล็อกอุปสรรค ผลักดันให้เกิดการเติบโตภายใต้ภาวะตลาดชะลอตัว เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นกลับคืนมาปี 2568 เป็นปีที่ การระดมทุน (IPO) ของตลาดหุ้นไทยตกตํ่าอย่างน่าใจหาย ในขณะที่ตลาดหุ้นโลกชั้นนำอย่าง สหรัฐฯ ฮ่องกง มีการระดมทุนเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวข้อมูลที่น่าตะลึงก็คือ ปี 2568 มีบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นเพียง 18 บริษัทเท่านั้น เป็นบริษัทจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์หลัก (SET) 6 บริษัท ตลาดหลักทรัพย์ MAI 12 บริษัท รวมมูลค่าการระดมทุน 8,991.70 ล้านบาท จากมูลค่าเสนอขาย 13,293.24 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากที่เคยมีมูลค่าเป็นแสนล้านบาทสวนทางกับ ตลาดหุ้นฮ่องกง ปี 2568 มีบริษัทขนาดใหญ่เข้าระดมทุนมากเป็นอันดับ 1 ของโลก แซงหน้า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดหุ้นอินเดีย ที่กำลังร้อนแรงข้อมูลจาก London Stock Exchange Group (LSEG) ระบุว่า ปี 2568 ตลาดหุ้นฮ่องกงกระดานหลัก มีบริษัทเข้าจดทะเบียนมากถึง 114 บริษัท ระดมทุนได้ 37,220 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กว่า 1.19 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 229% จากปี 2567 ทำให้ตลาดหุ้นฮ่องกงเป็นตลาดหุ้นที่มี IPO สูงสุดในโลก ปี 2568 ขนาด Nasdaq ยังมาเป็นอันดับ 2 ระดมทุนได้ 27,530 ล้านดอลลาร์ อันดับ 3 ตลาดหลักทรัพย์แห่งชาติอินเดีย (NSE) ระดมทุนได้ 21,090 ล้านดอลลาร์ อันดับ 4 ตลาดหลักทรัพย์บอมเบย์ (BSE) ระดมทุนได้ 20,970 ล้านดอลลาร์ อันดับ 5 ตลาดหุ้นนิวยอร์ก ระดมทุนได้ 20,000 ล้านดอลลาร์เทียบกับ การระดมทุนของตลาดหุ้นไทยมูลค่า 8,991.70 ล้านบาท เท่ากับ 280 ล้านดอลลาร์ ไม่รู้จะเทียบกันยังไง แต่ แคนดิเดตนายกฯ ทั้งหลายก็ไม่มีใครมีนโยบายฟื้นฟูตลาดทุนไทย คุณอัสสเดช คงสิริ กรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า กลยุทธ์ปรับตัวครั้งใหญ่ของตลาดทุนไทย ให้กลับมาเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ จะดำเนินการเชิงรุกในทุกมิติ สร้างความน่าดึงดูดของตลาด (Attractiveness) เพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity) เพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (Valuation) เป็นแผนต่อเนื่อง 3 ปี1.รุกสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น (Exciting Market with Confidence) ดึงดูด Fund Flow จะผนึกกำลังพันธมิตรกระตุ้นให้นักลงทุนกลับมาซื้อขายและขยายฐานใหม่ จะเพิ่มสินค้าใหม่ Bond Connect Platform, Crypto ETF ขยาย DR และ L&I ETF เพื่อตอบโจทย์ผู้ลงทุนกลุ่มต่างๆ จะมีการโรดโชว์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทบทวนกฎเกณฑ์ให้กระบวนการ IPO รวดเร็วขึ้น ร่วมกับ BOI ดึงดูด กลุ่ม New Economy บริษัทต่างชาติ และ Startup สู่ตลาดทุนไทย2.ผนึกกำลังขยายการเติบโต (Grow Business with Stakeholders) สร้าง SET Climate Ecosystem ร่วมกับพันธมิตรขยายการใช้งาน SET Carbon ในกลุ่ม บจ. และ Supply chain พัฒนาฐานข้อมูลด้านคาร์บอนกลางของประเทศและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิต 3.เสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐาน ขับเคลื่อนพัฒนาคน (Great Process and People) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของระบบ พัฒนาระบบ Clearing ใหม่ ใช้ได้ในปี 70เรื่อง “การเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนระยะยาว” ผมคิดว่า ก็เป็นสิ่งสำคัญมากในการดึงดูดนักลงทุนรายย่อย ผมเคยยกตัวอย่าง ตลาดหุ้นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาหลายครั้ง เขาให้ บจ.เพิ่มเงินปันผลสูงจนจูงใจนักลงทุนรายย่อย เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ฟื้นตลาดหุ้นได้เร็วและแรง และจะจูงใจให้บริษัทเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม