สวมบทเพลย์บอยตัวพ่อแบบทำถึง! เหมือนเล่นเป็นตัวเองในซีรีส์แนวโรแมนติก คอมเมดี้ “LOVE LESSON 010 แบบฝึกรัก...ไม่รู้ล้ม” ของ “oneD ORIGINAL” ออกอากาศทุกวันพุธ–พฤหัสบดี 20.30 น. ทางช่องวัน 31 และแอป oneD (เวอร์ชัน UNCUT) พระเอกหนุ่มหล่อลุคแบดบอยกร้าวใจ “ไบร์ท-นรภัทร วิไลพันธุ์” บอกเลยว่าเข้าใจตัวละครนนท์สุดๆเพราะผ่านช่วงเวลาปาร์ตี้ลั้นลาใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงแบบในเรื่องมาหมดแล้ว แต่ชีวิตจริง ณ ตอนนี้ กลับทำเอาเซอร์ไพรส์ เมื่อไบร์ทเผยว่ารู้สึกถึงจุดอิ่มตัวกับชีวิตปาร์ตี้ ขอเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ ไบร์ทเล่าเริ่มจากเรื่องนี้ฮือฮามากตั้งแต่วันแรกที่มีการปล่อยภาพออกมา?“เป็นโปรเจกต์ที่ค่อนข้างแปลกใหม่ ก็เล่นแบบไม่ใช่เล่นละครครับ ปกติมันจะเป็นละครแบบหยิบ มอง ทุกอย่างเป็นจังหวะละคร แต่อันนี้รู้สึกว่าเราเค้นความเป็นมนุษย์ออกมาเต็มที่มากๆ พยายามไม่ให้มันเป็นละครที่สุด เอาแบบเรียลแต่ทีนี้พอมันเป็นเนื้อหาเรื่องเซ็กซ์ เล่นเรียลมากก็ไม่ได้ ดูหื่นกามเลย เราลองกันมาแล้ว เราก็เลยต้องมาปรับกันจนมาเจอร่องที่ใช่ ก็คือร่องตลก พอเราเอาตลกมาเป็นการนำเสนอเรื่องเซ็กซ์ มันเลยดูไม่ร้ายแรงป่าเถื่อน น่าจะเข้าถึงคนได้ง่ายขึ้นครับ” บทนนท์ใกล้เคียงกับตัวตนของเรามั้ย? “มันก็ใกล้เคียงกับตัวเราในช่วงหนึ่ง” เราผ่านชีวิตช่วงนั้นมาแล้ว?“ใช่ เราเคยเอนจอยไลฟ์ คิดว่าชีวิตแบบนี้คือทุกอย่างแต่ว่ามันไม่ใช่ คือตัวละครนนท์เนี่ย เป็นคนที่เอนจอยในความสัมพันธ์แบบชั่วคราวมากๆ ไม่อยากผูกมัดกับใคร ทีนี้เราต้องย้อนกลับมาหาว่าเค้าทำแบบนี้ทำไม ไม่มีใครทำชั่วโดยไม่มีเหตุผล อันดับแรกคือคนชั่วไม่คิดว่าตัวเองชั่ว ไม่รู้ว่าสิ่งที่มันทำคือความผิด คิดว่าฟินๆ เธอก็ฟิน ฉันก็ฟิน ก็วินวิน ในเรื่องจะเล่าว่านนท์ เคยมีปมเรื่องความรักมาก่อน ทั้งในครอบครัว และในเรื่องแฟน เค้าโตมาในครอบครัวที่ไม่ได้อบอุ่นนัก แต่ก็ยังไม่ได้หมดศรัทธาในความรัก เคยรักผู้หญิงคนหนึ่งคบหากันนานมาก สุดท้ายแล้วผู้หญิงคนนั้นก็นอกใจเค้า มันคือแผลในใจที่ฝังใจเค้ามาตลอดว่าแม้ฉันจะเต็มที่กับมันแค่ไหน ความรักมันก็ไม่เคยให้อะไรกลับมาเลย มีแต่ความเสียใจ น้ำตา ความเจ็บช้ำ เค้าเลยเลือกที่จะไม่ผูกมัดกับใคร ไม่ศรัทธาในความรักอีกต่อไป คิดว่าชีวิตอย่างนี้ คือชีวิตที่มีความสุขแล้ว จนกระทั่งมีคนมาสาปเรา เลยจำเป็นต้องไปหาความรัก แล้วก็จะได้เรียนรู้”รู้สึกยังไงที่คนมองว่าบทนี้ต้องเป็น “ไบร์ท” เลย?“ก็ดี ไม่ต้องเสียเวลาแคสต์ (หัวเราะ) ไม่ต้องแคสติ้งเลยเรื่องนี้ ผมจำได้ว่าไม่มีการออดิชันอะไรทั้งนั้น ปักธงมาคนแรกเลยว่าเรื่องนี้เป็นผมได้ยินมานานแล้ว พี่ป้อน-นิพนธ์ เคยมาพูดให้ฟังเราก็โอ้โห ว้าว น่าสนใจ ผมบอกผมเอา” จะกลายเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ด้านนี้หรือเปล่า? “ผมไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย ผมคิดว่าผมเป็นนักแสดง แล้วมีบทไหนที่ผู้ใหญ่เค้ามองจากมุมข้างบน ผู้ใหญ่เขาคิดว่าต้องเป็นผม ผมก็เชื่อเค้าว่าต้องเป็นผม เราก็ทำหน้าที่ของเราให้ดี”อีกด้านรู้สึกแบกความกดดันบ้างมั้ยว่าเราจะทำถึงมั้ย? “ไม่คิดเลย ถึงอยู่แล้ว (หัวเราะ) ไม่ได้กังวลเรื่องนี้เลย เราชอบการทำงานเรื่องนี้ ผมสนุกมาก ค่อนข้างเข้าใจตัวละครว่าเป็นอะไร มันทำอย่างนั้นทำไม เวลาที่จะเดินหน้าลุยจีบผู้หญิงสักคนนึง มันจะต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ เราก็เข้าใจว่า อ๋อ โอเค ก็มันอยากได้เลยทำได้ทุกอย่างแหละผู้ชาย” ชีวิตจริงเราผ่านช่วงเวลานั้น หยุดวงจรเหล่านั้นได้ยังไง?“หลายอย่างเลย มันเริ่มมาจากการที่ผมเลิกดื่มก่อน ไม่คิดว่าตัวเองจะเลิกดื่มได้เลย แต่อยู่ๆมันก็รู้สึกว่าอยากเลิก ผมเป็นคนเลิกแล้วหักดิบเลย เราก็โตขึ้นหลายปีแล้ว ถามตัวเองจริงๆว่าเราต้องการอะไรกับชีวิตนี้ ผมอยากมีครอบครัว อยากมีลูก อยากมีความมั่นคง ทั้งในเรื่องความสัมพันธ์ เรื่องการเงิน ทุกอย่าง แต่ทีนี้ผมลองนึกว่าถ้าเราเป็นอย่างนี้ แล้วเราจะมีครอบครัว จะมีลูก ใครเขาจะมาไว้ใจเรา แล้วลูกจะเห็น ตัวอย่างเราแบบนี้เหรอ อยากให้ลูกเราโตมาเป็นเหมือนเราเหรอเลยคิดว่าต้องเริ่มแล้ว”เป็นการคิดได้ค่อนข้างเร็วในวัยนี้? “ผมว่าผมเริ่มเร็วด้วย บางทีมันไม่ใช่แค่เรื่องความเจ้าชู้ ผมรู้สึกว่าเวลาที่ผมกินเหล้ามันสนุก กินแล้วมันกล้าพูด กล้าทำอะไรที่ตอนไม่เมาเราไม่กล้าทำ ปกติเราอาจจะไม่กล้าเดินไปทักใครเลย แต่พอเรากินเหล้าเข้าไป โอ้โหทักเป็น สส.เลย เราเคยมองว่ามันคือข้อดี แต่พอมันผ่านไปนานๆ เข้า มันเริ่มเห็นข้อเสียมากกว่าข้อดี สุขภาพหนึ่ง แต่เรื่องอีกอย่างที่ผมเป็นห่วงตัวเอง คือผมไม่รู้ตัวเอง ผมไม่มีลิมิตไปเรื่อยๆ ยันเช้า ยันเที่ยง ยันบ่าย ตลบไปอีกวัน ชีวิตเราเกิดมาเพื่อเอนจอย เราคิดแค่นั้น จนวันหนึ่งเราเบื่อแล้ว ไม่เอาแล้ว เคยเบื่อมาหลายรอบนะ แต่ไม่เคยรู้สึกว่าเอาจริงเท่ารอบนี้มาก่อน นี่เดือน 6 ผมยังไม่กินเหล้าสักคำเลยปีนี้ ตั้งเป้าไว้เลย” จุดเปลี่ยนเป็นเพราะเฮิร์ตหรือมีปมอะไรเหมือนในตัวละคร “นนท์” หรือเปล่า?“คือมันก็มีนะ บางทีเราไปเที่ยว ก็ได้รู้จักคนโน้นคนนี้เราก็เอนจอยที่จะรู้จัก มีความสัมพันธ์กับคนโน้นคนนี้ไปเรื่อย เราคิดว่ามันสนุก เราสนุกเค้าสนุก จนมีหลายๆครั้งที่เราสนุกแต่เค้าไม่สนุก บางทีเราก็เจ็บเอง บางทีเห็นเค้าเจ็บเราก็เจ็บ หลายอย่าง ก็คิดว่าพอเถอะ พอดีกว่า ไม่เอาแล้ว”แล้วเราอยู่ท่ามกลางเพื่อนๆที่ยังปาร์ตี้ เราทำยังไง? “อู้หู ยากมาก คิดดูว่าเราเป็นไอคอนิกเรื่องแบบนี้สุดๆ แล้วพอวันหนึ่งเราหันหลังให้มัน แล้วอีกกี่ร้อยชีวิตที่เราชักชวนเค้าเข้ามา (หัวเราะ) ก็ต้องใจแข็ง ตอนแรกๆ เพื่อนๆก็ไม่เข้าใจ สบประมาททุกคน อาศัยหนัก แน่นไปเรื่อยๆ ตอนงานปีใหม่ช่องคืองานแรกๆ ก็เป็นการปฏิเสธที่ยากมาก อะไรก็ยากไปหมด แต่ก็ทำมาเรื่อยๆจนคนเห็นว่าเราไม่กิน ก็คิดว่าตอนนี้ตัวเองผ่านช่วงที่ยากที่สุดมาแล้ว คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรแล้ว พยายามหากิจกรรมอย่างอื่นทำแทน”แล้วตอนนี้ความสุขในการชีวิตของ “ไบร์ท” คืออะไร?“ความสุขเราตอนนี้ก็พยายามเติมเต็มตัวเองอยู่ คุยกับตัวเองเยอะมาก พยายามยอมรับตัวเองก่อนว่ามันไม่ดียังไงบ้าง ข้อเสียของเราที่เราเคยไม่รับฟังจากคนอื่นเลย ว่าอันนี้คือข้อเสียนะ ค้นหาตัวเองว่าความสุขของเราคืออะไรกันแน่ เราเกิดมาเพื่ออะไร เราอย่าใช้ชีวิตตามคำคนอื่น ดูตัวเองว่าเราต้องการอะไรกันแน่ โดยตัดเสียงคนอื่นออกไปให้หมด แล้วก็ทำมันซะ เช่นตอนนี้ผมก็พยายามหากิจกรรมทำเยอะมาก อยากต่อยมวยก็ไปต่อยมวย ไปยิงปืน ไปลองทำอะไรใหม่ๆบ้าง เชื่อไหมพอผม ออกจากวัฏจักรปาร์ตี้เนี่ย ผมมีเวลากับตัวเองเยอะขึ้นมาก” คุณพ่อคุณแม่แฮปปี้มั้ย เหมือนได้ลูกคนใหม่เลย?“จริงๆ ผมว่าเค้าแฮปปี้กับผมตั้งแต่ตอนผมเป็นเวอร์ชันที่แล้วแล้ว แต่เวอร์ชันนี้เค้าก็คงดีมากขึ้น ก็คงแฮปปี้มากขึ้น แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นคนดีขนาดนั้น ก็ยังมีหลายเรื่องที่เรารู้สึกว่ายังต้องทำให้ได้อยู่ เช่นเรื่องอารมณ์ ผมรู้สึกว่าตัวเองโมโหรุนแรงไปหน่อย แบบไม่มีเหตุผล แต่เวลาเรามีสติแล้ว เราก็คิดว่าเอ๊ะ ทำไมเรื่องแค่นี้เราถึงโมโหได้ขนาดนี้ ก็ค่อยๆหาคำตอบกับตัวเองไปตอนนี้กำลังคิดจะหาจิตแพทย์อยู่ ให้ช่วยจัดการกับอารมณ์เรา อยากจะเป็นคนที่ดีขึ้น”แล้วแฟนคลับที่ชอบความแบดบอยกร้าวใจของเราล่ะจะยังไง? “ผมรู้เลยว่าจุดขาย สิ่งที่คนชอบในตัวเรามันคืออะไรแบบนั้น แต่ผมไม่อยากเป็นอย่างนั้นแล้วจะให้ผมทำยังไง ผมรู้สึกว่ามันถึงเวลาของไบร์ทแล้วที่ต้องเติบโตแล้วนะ”แต่ตัวตนความเป็นเราก็เหมือนเดิม? “ใช่ ผมก็เป็นผมเหมือนเดิม คำพูดคำจายังเป็นผมเหมือนเดิม แค่ข้างในมันอาจจะไม่เหมือนเดิมแค่นั้นเอง”ในเรื่องมีจุดเปลี่ยนเพราะผิดหวังกับความรัก ชีวิตจริงเราเจอแบบนั้นหรือเปล่าเลยหยุด?“ไม่ เราไม่ได้เฮิร์ตกับความรักแต่กลายเป็นว่าเราอยากเป็นคนที่ดีขึ้นเพราะความรักต่างหาก คือไม่กี่เดือนมานี้ วันนึงพ่อผมพูดว่าเมื่อไหร่จะจริงจังสักที ก่อนตายพ่ออยากอุ้มหลานนะ 2 ประโยคแค่นี้เลย สิ่งแรกในหัวผมคือผมไม่จริงจังเหรอ เข้าใจว่าตัวเองเป็นคน จริงจังมาตลอดแต่ว่าสิ่งที่พ่อพูด พ่อไม่ได้พูดเล่น สิ่งที่เค้าพูดคือเค้าคิดมาดีมากแล้ว เราก็กลับมาคิดดู เออไม่ใช่นี่หว่า ความรักมันไม่ใช่การรับมา มันคือการให้ แบบให้ไปให้หมด ให้ไปแล้วให้อีก ก็เริ่มเข้าใจ จริงจังก็ได้ ไม่ได้จริงจังเพราะที่พ่อบอกเพราะพอพ่อพูดเสร็จก็ยังเป็นช่วงที่เราปาร์ตี้อยู่นะ ผ่านไปสักพักนึงมันถึงแฟลชแบ็กมาที่พ่อเคยพูด เลยถามตัวเองว่าต้องการอะไร อะไรคือเป้าหมายในชีวิต ผมพูดมาตั้งแต่เด็กพูดมาตลอดว่าผมอยากมีครอบครัวมาก อยากมีลูก อยากทำครอบครัวตัวเองให้ดีให้อบอุ่นมั่นคง เราต้องเปลี่ยนพฤติกรรมหลายๆเรื่องเลย”วัย 27 ของเราคิดว่าพร้อมหรือยัง?“ผมคิดว่าไทม์มิงแต่ละคนไม่เท่ากัน ของผมน่าจะถึงเวลาแล้วแหละ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำได้เลย เราต้องทำมันไปเรื่อยๆแต่สิ่งที่ขอบคุณตัวเองก็คืออย่างน้อยเราได้เริ่มแล้วแค่นั้นเอง”ตั้งเป้าอีกนานแค่ไหน? “จริงๆ เพอร์เฟกต์แพลนของผมคืออายุ 30 อยากจะมีครอบครัวแล้ว แต่ก็ไม่รู้อนาคตนะ แต่ถ้าเป็นตอนนี้คิดว่าประมาณนั้น ถามว่าเสียดายงานในวงการมันก็เสียดาย”แต่งงานแล้วก็ทำงานได้? “ใช่ หวังว่ามันเป็นอย่างนั้น ก็เลยเลือกที่จะเป็นนักแสดง เดินทางสายนักแสดงดีกว่าเพราะมันจีรังยั่งยืนสำหรับเรา ถ้าเรามีความสามารถก็ยังมีงาน” ความรักก็อินเลิฟกับสาวคนเดิม โบกี้–เฌอริสา?“คนเดิมครับ” คนนี้คบมานานแค่ไหน? “ก็เกือบๆปี” เค้ามีส่วนที่ทำให้เราคิดแบบนี้มั้ย? “ก็มีนะ เพราะเรื่องความรักเนี่ย เค้าเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความรักมาก สำหรับผมเวลามีคนถามว่าสิ่งสำคัญ 3 เรื่องแรกคืออะไร ผมก็จะตอบว่างาน เพื่อน ครอบครัว, งาน เพื่อน ความรัก คือความรักไม่เคยอยู่อันดับ 1 สำหรับผมเลยสักครั้งเดียว ไม่เคยออกมาจากปาก ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ความสำคัญ ณ วัยนี้ ผมควรจะทำงานก่อน พอทำงานเหนื่อยเครียด ผมก็ต้องเอนจอยกับเพื่อน แล้วเหลือเมื่อไหร่ค่อยเป็นความรัก อันนี้คือมายด์เซตผมทั้งชีวิตจนกระทั่งคนนี้เค้าเอาความรักมาเป็นอันดับ 1 ถ้าเค้าเจอผมสัก 2-3 ปีที่แล้วเราอาจจะไม่ได้คุยกัน เพราะผมจะบอกว่าติ๊งต๊องอะไรเนี่ย แต่มันมาในช่วงเวลาที่ผมกำลังรู้สึกแบบนี้พอดี ก็เลยคิดว่าการให้ความสำคัญกับความรักไม่ใช่เรื่องแย่นี่ ผมเคยมองว่ามันคือการกระทำที่โง่เขลา ดูเหมือนเด็ก ปั๊ปปี้เลิฟที่คิดว่าความรักคือทุกอย่าง แต่จริงๆมันไม่ใช่เลย พอผมเห็นเขาให้ความสำคัญกับความรักมากขนาดนั้น เหมือนในซีรีส์เรื่องนี้ก็พูดถึงความศรัทธาในความรัก กลายเป็นว่าเราอยากทำตัวให้ดีให้คู่ควรกับความรักที่เค้าให้”เหมือนนนท์ ตัวละครในเรื่องเลย?“ใช่ๆ มีความทับซ้อนกัน กลายเป็นว่าเราอยากทำ ไม่ใช่ว่าพอคบคนนึงแล้วเค้าขอให้เราเลิกกินเหล้า เลิกเที่ยว แล้วเราก็ทำ อันนั้นทำเพื่อความจำเป็น แบบนั้นพอมีโอกาส เราไม่ปล่อยให้หลุดมือหรอก เสือที่กรงมันไม่ได้ล็อกอะ มันพร้อมที่จะแวะออกไปอยู่แล้ว แต่พอเป็นครั้งนี้ เราอยากทำเอง ไม่ต้องล็อก ไม่ไป ไม่ต้องล่ามด้วย ไม่ไปไหนทั้งนั้น ณ ปัจจุบันเราคิดว่าเราเต็มที่ เราตั้งใจกับมัน อยากจะทำให้มันดี พอมาตั้งใจจริงๆว่าอยากจะเป็นคนที่ดีขึ้น ทำตัวให้มันดีคู่ควรกับเค้า กลายเป็นว่าเราเจอข้อเสียตัวเองแบบมหาศาล ทั้งเรื่องอารมณ์ความใจร้อน เรื่องอะไรหลายๆอย่าง ที่ผมคิดว่าผมเข้าใจมนุษย์มากๆแล้วแต่กลายเป็นว่าผมไม่เข้าใจอะไรเลย”แต่เรียกว่าเปลี่ยนเราได้เลยนะ? “เปลี่ยนเราได้ ก็เป็นจุดหนึ่ง หลายๆอย่างมันเข้ามาในเวลาใกล้เคียงกันหมด แล้วเป็นเวลาที่เป็นจุดพีกของความสำราญเลย พอมีชื่อเสียงมีเงินทอง ทุกอย่างของความสำราญมันคูณสิบ คูณร้อย แต่ไม่น่าเชื่อว่าเราจะมาคิดได้ในช่วงเวลาแบบนี้ จริงๆผมแบบเสพสุขกับเวอร์ชันนั้นต่อไปมันก็คงสนุกมากน่าดูอะ แต่ผมไม่เอาแล้ว พอแล้วดีกว่า”.เรื่อง: สุภลัคน์ วุฒิกรีธาชัยเม้าท์ชัด จัดทุกตอน ติดตามได้ที่ www.thairath.co.th/novel และ Facebook Fanpage : นิยายไทยรัฐคลิกอ่าน “คนดังนั่งคุย” เพิ่มเติม