เมื่อเร็วๆนี้นักดาราศาสตร์จากศูนย์ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ฮาร์วาร์ด-สมิธโซเนียน ในสหรัฐอเมริกา รายงานการสังเกตการณ์สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นก๊าซยักษ์ที่มีขนาดราวๆดาวพฤหัสบดีหรือใหญ่กว่านั้น ได้ถูกดาวฤกษ์แม่ของมันกินเข้าไป ซึ่งดาวฤกษ์ดังกล่าวแลคล้ายดวงอาทิตย์ที่พองตัวขึ้นตามวัยที่ผ่านมา นานหลายยุคสมัย กระทั่งในที่สุดร่างของมันก็พองใหญ่จนกลืนกินดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่ใกล้กันเหตุการณ์ที่ดวงดาวสวาปามกินกันเองนี้ เกิดขึ้นในกาแล็กซีทางช้างเผือกเมื่อ 10,000-15,000 ปีที่แล้วใกล้กับกลุ่มดาวนกอินทรี (Aquila) ไม่ใช่แค่การแทะหรือกัดเล็มกินเท่านั้น ทว่าเป็นการเขมือบ ครั้งใหญ่ก็ว่าได้ นักดาราศาสตร์เผยว่า นี่เป็นภาพตัวอย่างของช่วงเวลาอันมืดมน ในสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับโลก ของเรา เมื่อดวงอาทิตย์วิวัฒนาการเปลี่ยนไปเป็นดาวยักษ์แดง และในช่วงที่การเติบโตพองตัวพุ่งกระฉูดของดวงอาทิตย์มันจะดูดกลืนดาวพุธ ดาวศุกร์ รวมถึงโลก โดยระบุว่าโลกน่าจะประสบกับชะตากรรมนี้ ในอีกประมาณ 5,000 ล้านปีข้างหน้า แน่นอนว่าเราคงไม่มีโอกาสได้อยู่เห็นความหายนะสุดท้ายของโลกแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีสัญญาณของดาวฤกษ์ดวงอื่นค่อยๆกัดกินดาวเคราะห์ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่สังเกตเห็นการกลืนเหยื่อแบบชั่วพริบตาเพียงอึกเดียวของดาวฤกษ์ ซึ่งการสังเกตนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2563 นักดาราศาสตร์เห็นการระเบิดที่สว่างจ้าขณะหอดูดาวพาโลมาร์ของสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนียสแกนดูท้องฟ้า.