เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลจีน ประสบความสำเร็จในการเป็น “ตัวกลาง” ให้ประเทศอิหร่านและซาอุดีอาระเบียกลับมาเชื่อมความสัมพันธ์ทางการทูตดังเดิมโดยรัฐมนตรีต่างประเทศของสองประเทศ ลงนามข้อตกลงกันที่กรุงปักกิ่งของจีน ว่าจะนัดประชุมกระบวนการทางทูตภายในเวลา 2 เดือน หลังจากที่บาดหมางกันเป็นเวลานานกว่า 7 ปีความบาดหมางดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจาก “นะมีร์ อัล-นะมีร์” นักศาสนามุสลิมนิกาย “ชีอะห์” (นิกายหลักในอิหร่าน) ผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลซาอุดีอาระเบียและเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง ถูกประหารชีวิตในซาอุดีอาระเบียฐานไม่เชื่อฟังประมุข ดึงต่างชาติเข้ามาวุ่นวาย และจับอาวุธต่อสู้กับหน่วยงานความมั่นคงในปี 2559 การประหารชีวิตก่อให้เกิดการประท้วงเป็นวงกว้าง ทั้งในอิหร่าน อิรัก เลบานอน อินเดีย ปากีสถาน และตุรกีหลังการประหารชีวิตไม่กี่วัน กลุ่มผู้ประท้วง ได้บุกเข้าเผาทำลายสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียในกรุงเตหะรานของอิหร่าน ส่งผลให้กระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน และสั่งการให้เจ้าหน้าที่การทูตของอิหร่านทั้งหมดออกจากซาอุดีอาระเบียภายในเวลา 48 ชั่วโมงตอกย้ำความบาดหมางที่มีมายาวนานตั้งแต่เกิดการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านปี 2522 ที่รัฐบาลอิหร่านมีการแสดงจุดยืนต่อต้านสถาบันกษัตริย์ (ซาอุฯ) ว่า “ขาดความเป็นอิสลาม” ไม่รวมถึงอีกไม่กี่ปีต่อมา ที่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียแสดงท่าทีสนับสนุนกองทัพอิรักรุกรานอิหร่าน จวบจนประเด็นความแตกต่างของนิกาย ที่อิหร่านส่วนใหญ่เป็นชีอะห์ ขณะที่ซาอุดีอาระเบียส่วนใหญ่นับถือนิกายสุหนี่กลุ่มนักวิชาการมองว่า การลงนามข้อตกลงฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตอิหร่าน-ซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นเพียงก้าวแรก เพราะซาอุดีอาระเบียจะยังต้องระมัดระวังในเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน เพื่อไม่ให้ถูกหางเลขในเรื่องมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของรัฐบาลสหรัฐฯอีกทั้งอิหร่านกับซาอุดีอาระเบียยังมีความขัดแย้งด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะกรณีที่ทั้งสองประเทศสนับสนุนคู่ขัดแย้งคนละฝ่ายในสงครามเยเมน หรือความขัดแย้งในซีเรีย และอิรัก ทำให้ยังไม่สามารถเชื่อใจกันได้อย่างสนิทใจ ...แต่ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่ม และครั้งนี้ก็เป็นการเริ่มต้นที่ถือเป็นสัญญาณบวก.ตุ๊ ปากเกร็ด