ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้นมะม่วงในหลายพื้นที่อยู่ในระยะออกดอกและติดผลอ่อน กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนเกษตรกรให้หมั่นสำรวจใต้ต้น ลำต้น และช่อดอก เนื่องจากเป็นช่วงที่ตัวเต็มวัยของด้วงงวงเจาะเมล็ดมะม่วงจะออกจากแหล่งหลบซ่อนมายังช่อดอกมะม่วงเพื่อหาอาหารและผสมพันธุ์ในรอบปีหลังจากผสมพันธุ์ 3-4 วัน จะเริ่มวางไข่ที่ผลอ่อนของมะม่วง โดยตัวเต็มวัยเพศเมียจะกัดผิวมะม่วงเป็นแผลขนาดเล็กและวางไข่ หลังจากนั้นจะขับถ่ายของเหลวออกมาเพื่อปิดผิวมะม่วงบริเวณที่วางไข่แล้ว เมื่อไข่ฟักเป็นตัวหนอนจะชอนไชเข้าไปกัดกินเมล็ดมะม่วงและเจริญเติบโตอยู่ภายในเมล็ดจนกระทั่งเป็นตัวเต็มวัยทั้งนี้ ร่องรอยการเข้าทำลายของด้วงงวงเจาะเมล็ดมะม่วงจะสังเกตได้ยาก เมื่อผลมะม่วงมีขนาดใหญ่ ช่องแผลหรือร่องรอยการทำลายจะปิดสนิทและเชื่อมติดกัน จนกระทั่งไม่สามารถมองเห็นได้ผลมะม่วงที่ร่วงหล่นใต้ต้นจนแห้ง เศษใบมะม่วงที่ทับถมใต้ต้นและในดินจะกลายเป็นแหล่งหลบซ่อนอาศัยของตัวเต็มวัยของด้วงงวง เจาะเมล็ดมะม่วงได้นานข้ามปีดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นทำความสะอาดแปลงปลูก เพื่อไม่ให้มีแหล่งบ่มเพาะศัตรูทำลายมะม่วงสำหรับแนวทางการป้องกันและแก้ไข ต้นมะม่วงที่อายุมากกว่า 15 ปี ต้องหมั่นตรวจดูด้วงงวงเจาะเมล็ดมะม่วงที่หลบซ่อนอยู่ตามรอยแตกของเปลือก หมั่นทำความสะอาดสวน โดยตัดแต่งกิ่ง กำจัดวัชพืช เศษซากพืช และเก็บผลมะม่วงที่ร่วงหล่นหรือเศษซากเมล็ดไปทำลายนอกแปลง และควรใช้ชีวภัณฑ์ คือ เชื้อราเมธาไรเซียม ป้องกันกำจัดศัตรูพืชในดินหากพบการทำลายปริมาณมาก ให้ใช้สารเคมี อิมิดาคลอพริด แบบน้ำ อัตรา 15-20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร แบบผง อัตรา 5-10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ แลมป์ดา–ไซฮาโลทริน อัตรา 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์บาริล 80% อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารจับใบราดสารเคมีบนดินในรัศมีทรงพุ่มและพ่นบริเวณลำต้นของมะม่วงหลังจากตัดแต่งกิ่ง และให้พ่นสารเคมีบริเวณช่อมะม่วงที่ติดผลอ่อนทุก 7 วัน จนถึงระยะห่อผลมะม่วง...ถ้าไม่ห่อผลมะม่วงต้องพ่นสารจนผลมะม่วงเจริญเติบโตในระยะเข้าไคล และควรสลับชนิดของสารเคมีเพื่อป้องกันแมลงดื้อยา.สะ–เล–เต