สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. องค์กรหลักด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีของประเทศไทย เข้าสู่ “ยุคใหม่” หรือ “ผลัดใบ” อีกครั้งและนับเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ทศวรรษของ สวทช.ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งที่มี “คนนอก” ซึ่งโยกข้ามห้วยจากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) มาเป็นผู้นำองค์กร นั่นคือ “ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์” อดีต ผอ.สสวท.ที่กลายเป็น ผอ.สวทช.คนที่ 6 และนำทีมบริหารใหม่ อย่าง ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร มาเป็นรอง ผอ.สวทช. ดูแลสายงาน บริหารการวิจัยและพัฒนา หรือ ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ที่เชี่ยวชาญด้านอุทยานวิทยาศาสตร์ มาเป็น ผช.ผอ.สวทช. ดูแลด้านอุทยานวิทยาศาสตร์ เป็นต้น ผสมผสานกับทีมบริหารชุดเก่าอย่าง ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผอ.เนคเทค ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผอ.ไบโอเทค ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผอ.เอ็มเทค ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผอ.นาโนเทค และ ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติเป็นการผสมผสานที่หลายคนมองว่ามีความสมดุลในระดับหนึ่ง โดยมีเวลาพิสูจน์ฝีมือให้สังคมประจักษ์ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2565-2568 “ผมได้กำหนดนโยบายมุ่งขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาประเทศในภาคเศรษฐกิจและสังคมบนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในระยะแรก ปี 2565-2568 คือการนำความเชี่ยวชาญของ สวทช.ไปพัฒนาและแก้ปัญหาที่สำคัญของประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ รวมทั้งประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน หน่วยวิจัย และภาคประชาสังคมเพื่อร่วมกันยกระดับและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจหรือแก้ปัญหาสาธารณะที่สำคัญ โดยในระยะแรกมุ่งเน้นภาคเอกชนที่มีความพร้อมจะพัฒนาด้วยการวิจัยและหน่วยงานในพื้นที่ เช่น กรุงเทพมหานคร ที่สำคัญ คือขับเคลื่อนให้ภาคเอกชนมาใช้งานอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น โดยใช้เครื่องมือ โครงสร้างพื้นฐานและความเชี่ยวชาญที่ สวทช.มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งให้ภาคเอกชนที่มีความพร้อม สามารถสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ เข้าร่วมเป็นพันธมิตรในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) และร่วมสร้างผลงานวิจัยออกสู่ตลาดร่วมกัน ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา นายนะชิดะ คะสุยะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และนายทาเคโอะ คะโต้ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ นำภาคเอกชนญี่ปุ่นรายใหญ่กว่า 60 ราย ลงพื้นที่เยี่ยมชม EECi วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง เพื่อดูความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมและแสวงหาความร่วมมือวิจัย อาทิ ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ Industry 4.0 โรงงานต้นแบบไบโอรีไฟเนอรี่ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรจากการทำเกษตรสมัยใหม่ รวมถึงของเหลือทิ้งจากการเกษตร เช่น ชานอ้อย กากมันสำปะหลัง ทะลายปาล์ม แกลบ โดยนำไปผ่านกระบวนการทางชีวเคมีด้วยโรงงานต้นแบบไบโอรีไฟเนอรี่ เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพ เป็นต้น” ศ.ดร.ชูกิจ ผอ.สวทช. กล่าวถึงนโยบายเร่งด่วน นอกจากนี้ยังมีนโยบาย สร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ BCG เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากนโยบายขับเคลื่อน BCG ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม เพราะ BCG เป็นความประสงค์ของทั่วโลก หากไม่ทำจะเกิดผลเสีย ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การกีดกันทางการค้า และกลไกการป้องกันในเรื่องต่างๆ ดังนั้น BCG จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศในยุคปัจจุบันและอนาคต ที่สำคัญเรื่อง BCG จะเป็นโครงการเรือธง (Flagship Projects) ของ สวทช.เพราะ BCG เป็นเรื่องของปัจจุบันและอนาคต ที่สำคัญประเทศไทยมีรากฐานดีในเรื่อง BCG เป็นการขยายฐานจากสิ่งที่มี ไม่ว่าจะเป็น การแพทย์ สาธารณสุขไทยซึ่งมีไม่กี่ประเทศในโลกที่มีความเข็มแข็งและได้รับการยอมรับ ขณะเดียวกันด้านเกษตร ไทยเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญ มีความหลากหลายทางชีวภาพนอกจากนี้ จะเน้นให้ชุมชนต้องสามารถเข้าถึงงานวิจัยที่ใช้ได้จริง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม ก่อเกิดอาชีพ เพิ่มรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนได้อย่างยั่งยืน “สวทช.มีบุคลากรกว่า 3,000 คน โดยมากกว่า 70% เป็นนักวิจัย และเป็นนักวิจัยระดับปริญญาเอกมากกว่า 700 คน ถือว่ามากที่สุดในประเทศ และคือขุมพลังหลักของประเทศ ที่พร้อมผนึกกำลังความเชี่ยวชาญกับทุกหน่วยงาน เพื่อนำพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด” ผอ.สวทช.คนใหม่ ระบุขณะเดียวกัน สวทช.ในยุคนี้จะมีการสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้กับองค์กรเพื่อไม่ต้องพึ่งพาเงินทุนจากภายนอก โดยกระตุ้นให้ภาคเอกชนมาใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ (NQI) ของ สวทช. อาทิ เครื่องมือห้องปฏิบัติการ โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ศูนย์ทดสอบ และอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยให้เพิ่มมากขึ้น โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของนักวิจัย สวทช. เป็นเครื่องสร้างแรงจูงใจและสิทธิประโยชน์ต่างๆเป็นจุดเสริม และจะมีการปรับปรุงกลไกการขอรับทุนวิจัยและการบริหารทุนที่ได้รับจากหน่วยงานภายนอก เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ที่สำคัญ จะชะลอการลงทุนเครื่องมือและครุภัณฑ์ขนาดใหญ่ และเน้นให้เกิดการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด “ทีมข่าววิทยาศาสตร์” มองว่า นโยบายของ สวทช.ยุคใหม่จะดีหรือไม่ สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของระบบเศรษฐกิจ สังคมหรือไม่ คงไม่ใช่แค่การมีนโยบายสวยหรูบนแผ่นกระดาษเท่านั้น แต่ต้องสามารถนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและเกิดผลต่อเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างแท้จริงสำคัญสุดคือการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังเพื่อให้เห็นผลเร็วที่สุด ทั้งมีความต่อเนื่องให้สมกับการเป็นขุมพลังหลักในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ประเทศอย่างแท้จริง.