หนังสือพิมพ์ทุกฉบับรายงานข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่ปิดตัวเองเพื่อปรับปรุงและขยายพื้นที่การให้บริการมาตั้งแต่ พ.ศ.2562 นั้น บัดนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยโรงเรียนเสียเจริญแล้ว...พร้อมจะกลับมาให้บริการตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน เป็นต้นไปผู้สื่อข่าวที่ได้รับเชิญไปเยี่ยมชมศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ “โฉมใหม่” กลับมาเขียนรายงานว่า “อลังการ” มาก...ทั้งสวยงามทั้งยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะพื้นที่ใช้สอยจาก 65,000 ตารางเมตร เป็น 300,000 ตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าเลยทีเดียวรายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ทันทีที่กลับมาเปิดใหม่เดือนกันยายนไปจนถึงสิ้นปีนี้ หรือปลายเดือนธันวาคม 2565 นั้น จะมีการจัดงานต่างๆ ประมาณ 50 งาน หรือ 50 อีเวนต์ด้วยกัน รวมทั้งงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดของประเทศไทย...ได้แก่ งานประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกหรือเอเปก (APEC) นั่นเองงานประชุมเอเปกจะเริ่มขึ้นระหว่างวันที่ 13-18 พฤศจิกายน และถ้าเป็นไปตามปกติก็จะมีผู้นำจาก 21 ประเทศ บวก 9 เขตเศรษฐกิจมาร่วมประชุมครั้งนี้ ซึ่งรวมถึงประเทศระดับบิ๊กๆอย่างสหรัฐอเมริกา, รัสเซีย, ออสเตรเลีย, แคนาดา, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ ฯลฯ ด้วยแต่เนื่องจากสถานการณ์ทั้งของโลกและของไทยเราด้วย ณ ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยปกตินัก เพราะระดับโลกมีทั้งสถานการณ์โควิด-19 และสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่วนในประเทศไทยเราการเมืองกำลังเข้มข้นมาก ถึงขั้นจะต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า “บิ๊กตู่” ซึ่งเป็นนายกฯรวมกันเป็นเวลา 8 ปีแล้วนั้น จะอยู่ต่อได้หรือไม่อย่างไร?ทำให้ยังไม่สามารถคาดเดาว่าทางด้านผู้ที่จะมาประชุมจะได้ระดับผู้นำ “เดี่ยวมือหนึ่ง” มาครบถ้วนหรือไม่...ส่วนของไทยเราในฐานะเจ้าภาพก็ยังต้องลุ้นอยู่ว่านายกรัฐมนตรีที่จะทำหน้าที่ในนามของรัฐบาลไทยนั้นจะเป็นบิ๊กตู่หรือไม่? อย่างไร?แต่ก็เอาเถอะ...ไม่ว่าแขกตัวจริงท่านใดจะมาหรือไม่มา...หรือเจ้าภาพตัวจริงจะใช่บิ๊กตู่หรือมิใช่บิ๊กตู่...ยังไงๆ ศูนย์การประชุมแห่งชาติ สิริกิติ์ ก็จะได้เป็น “สถานที่” สำหรับการประชุมอย่างแน่นอนครับในฐานะผู้ที่คุ้นเคยกับศูนย์การประชุมแห่งนี้และมีความหลัง ในฐานะที่เป็นหัวหน้าคณะทำงานของกลุ่มบุคคลที่ “ไปใช้บริการ” ของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เป็น “กลุ่มแรก” ของประเทศไทย...ผมจึงรู้สึกดีใจและตื่นเต้นมากที่ทราบข่าวว่าศูนย์ฯนี้จะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่และอลังการมากกว่าเดิมที่บอกว่าเป็นบุคคลกลุ่มแรกที่ไปใช้บริการศูนย์การประชุมแห่งนี้ก็เพราะผมเคยทำงานที่สภาพัฒน์ดังที่ทราบอยู่แล้ว และได้รับมอบหมายจากผู้บริหารระดับสูงยุคนั้นให้เป็นโต้โผการประชุมเปิดตัวแผนพัฒนาฉบับที่ 7 (พ.ศ.2535-2539) ในปี 2534ปกติสภาพัฒน์จะมีการสัมมนาใหญ่ก่อนใช้แผนพัฒนาฉบับต่างๆ โดยใช้ห้องประชุมของโรงแรมดังๆในกรุงเทพฯ หรือไม่ก็ไปที่พัทยาโดยเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนประมาณ 1,200 คนไปร่วมประชุมแต่เมื่อครั้งจะเปิดตัวแผนพัฒนาฉบับที่ 7 (พ.ศ.2535-2539) ทางกระทรวงการคลังต้องการจะ “ทดสอบ” ระบบการใช้งานต่างๆของศูนย์ฯว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง หากต้องรับมือกับผู้คนที่จะมาประชุมนับหมื่นคนระหว่างการประชุมธนาคารโลก จึงติดต่อมาที่สภาพัฒน์ขอให้ไปจัดสัมมนาที่นี่ และให้เชิญผู้ร่วมประชุมสัก 2,000 คนด้วยเหตุนี้ สภาพัฒน์ จึงได้ชื่อว่า เป็นองค์กรแรกที่ประเดิมใช้ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และผมที่ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะจัดการประชุม และประสานกับกระทรวงการคลัง จึงคุยได้เต็มปากว่า เป็น 1 ในคณะบุคคลที่มีโอกาสใช้ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เป็นคณะแรกผลการทดสอบจากการจัดประชุมครั้งนั้น ก็คือรุ่งขึ้น “ห้องนํ้า” ของศูนย์ฯส่งกลิ่นเหม็นมาก น่าจะมีปัญหาเรื่องท่อนํ้าหรืออะไรสักอย่าง หลังจากที่มีผู้คนไปใช้ห้องน้ำ 2,000 คนในวันเดียวกันกระทรวงการคลังจึงสั่งการให้ผู้รับเหมาปรับปรุงแก้ไขจนเป็นที่เรียบร้อย และไม่ส่งกลิ่นเหม็นเลยในการใช้ประชุมธนาคารโลก เมื่อ พ.ศ.2534 ซึ่งมีผู้เข้าประชุมกว่า 10,000 คน ในปีดังกล่าวหวังว่า บริษัท เอ็น.ซี.ซี. ในเครือเครื่องดื่มช้าง ผู้ดูแลศูนย์ฯปัจจุบัน คงจะทดสอบ “ห้องนํ้า” ชุดใหม่เรียบร้อยแล้วนะครับ.“ซูม”