ก่อนที่ฝ่ายค้านจะเปิดอภิปรายเพื่อไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีอีก 10 คน ในวันที่ 19 ก.ค. สวนดุสิตโพลได้เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นประชาชน พบว่ามีถึง 83.38% เห็นว่าถึงเวลาอภิปรายแล้ว คนส่วนใหญ่อยากให้อภิปรายเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อย่าเล่นการเมืองมากไป 46% เชื่อว่าอาจนำไปสู่การยุบสภาสะท้อนถึงความเห็นประชาชนเกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สุดที่รัฐสภาใช้ เพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐบาล ซึ่งเป็นมาตรการที่หนักสุด อาจทำให้นายกฯหรือรัฐมนตรีพ้นตำแหน่ง แต่นักวิเคราะห์การเมืองไทยเชื่อว่า การอภิปรายเป็นเพียงเครื่องมือในการต่อรองทางการเมือง เป็นเพียงพิธีกรรมไม่สามารถล้มรัฐบาล หรือบีบ บังคับให้นายกรัฐมนตรียุบสภา เพื่อให้ประชาชนตัดสิน จะเลือกฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านในการเลือกตั้งใหม่ การอภิปรายไม่ไว้วางใจมีแต่ในระบบรัฐสภา ระบบประธานาธิบดีไม่มี เมื่อการอภิปรายสิ้นสุดลงและมีการลงมติ รัฐบาลจะเป็นผู้ชนะเสมอ เพราะรัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภาแต่ระบบรัฐสภาของไทยในปัจจุบัน คือระบบแห่งความสับสน เพราะมีพรรคที่มี ส.ส.ในสภาถึง 26 พรรค ก่อตั้งรัฐบาลผสมเกือบ 20 พรรค จากผลพวงของสูตรหาร ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วย 500 รัฐบาลเกือบ 20 พรรค ไม่มีเสียงข้างมากที่ชัดเจน มีความกังวลเป็นรายวัน สภาจะล่มเพราะไม่ครบองค์ประชุมหรือไม่รัฐบาลผสมเกือบ 20 พรรค ต้องตกอยู่ในอาการหวาดผวา การประชุมสภาจะครบองค์ประชุมหรือไม่ สภาจะล่มหรือไม่ ร่างกฎหมายสำคัญของรัฐจะถูกคว่ำหรือไม่ การอภิปรายไม่ไว้วางใจคราวหน้า นายก รัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีจะถูกลอบแทงข้างหลัง หรือไม่ ขณะที่ประชาชนต้องการให้การอภิปรายสามารถล้มรัฐบาลได้จริงแม้แต่อังกฤษหรือสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นแม่บทของระบบรัฐสภา ก็มีปัญหาการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคฝ่ายค้านไม่สามารถโค่นนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน เพราะเป็นเสียงข้างน้อย พรรครัฐบาลจึงต้องเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจหัวหน้าพรรค ตามด้วยการตบเท้าลาออกจากรัฐมนตรีหลายคน นายกฯจึงยอมจำนนบอริส จอห์นสัน ผู้ชอบเป็นข่าวอื้อฉาวยอมลาออก แต่ไม่ใช่ลาออกจากนายกฯ แต่ลาออกจากหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม เพื่อให้มีการเลือกใหม่ จากผู้เสนอตัวถึง 11 คน ส่วนใหญ่เป็นรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรี ผู้ชนะจะเป็นนายกฯคนใหม่ แต่การแก้วิกฤติแบบนี้อาจไม่ใช้ในไทย เพราะไม่มีลูกพรรคกล้าล้มนายกรัฐมนตรี.