เพลิงนรกไหม้สำเพ็งวอด 8 คูหา ดับอนาถคากองเพลิง 2 ศพ เป็นลูกจ้างบริษัทขายส่งถุงพลาสติก ถุงกระดาษและกล่องใส่สินค้า ลูกจ้างแฉก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่การไฟฟ้ามาซ่อมหม้อแปลงขนาดใหญ่ หน้าอาคารต้นเพลิง หลังกลับไปไม่นานหม้อแปลงเกิดระเบิดดังสนั่น ไฟลุกลามไปตามสายไฟฟ้าเข้าสู่ตัวอาคารอย่างรวดเร็ว จนเพื่อนที่ทำงานอยู่ด้านในหนีออกมาไม่ทัน หลังเพลิงสงบพบศพน่าอนาถ ถูกพลาสติกหลอมพันร่างไว้ทั้งหมดต้องรอพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล แถมรถที่จอดริมถนนยังถูกไฟไหม้เสียหาย 5 คัน รถ จยย. 2 คัน และรถจักรยานอีก 1 คัน ค่าเสียหายกว่า 10 ล้านบาท การไฟฟ้านครหลวงยัน ถ้าเหตุเกิดจากหม้อแปลงระเบิดจริงจะชดเชยให้เจ้าของธุรกิจตามระเบียบ “ชัชชาติ” เตรียมประชุมร่วมการไฟฟ้านครหลวง เอาสายไฟที่ไม่ได้ใช้ออกจากพื้นที่เพราะติดไฟได้เหตุไฟไหม้ย่านสำเพ็งแหล่งการค้าใจกลางเมือง เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 26 มิ.ย. พ.ต.ท.พลวรรษ พรหมศร สว. (สอบสวน) สน.จักรวรรดิรับแจ้งเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ที่ตั้งบริษัท ราชวงศ์รุ่งเรือง จำกัด เลขที่ 157 ถนนราชวงศ์ แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กทม. และลุกลามไปอาคารข้างเคียง มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก รายงานผู้บังคับบัญชาพร้อมประสานรถดับเพลิงของอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทย 20 คันร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ ประกอบด้วย พล.ต.ต.สรเสริญ ใช้สถิตย์ ผบก.น.6 พ.ต.อ.จักรเพชร พลอยเพชรนิล รอง ผบก.น.6 เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) แพทย์นิติเวช รพ.จุฬาลงกรณ์ และอาสากู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญูที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้นรวมดาดฟ้า ประกอบกิจการขายกระเป๋าผ้า ถุงพลาสติก ถุงกระดาษ กล่องใส่สินค้าสำเร็จรูป ตั้งอยู่ริมถนนใจกลางย่านธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกสำเพ็ง พบกลุ่มควันและแสงเพลิงพวยพุ่งจากหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่บริเวณด้านหน้าอาคาร ก่อนลุกลามเข้าสู่ภายในตัวอาคารชั้น 2 ลามลงมาชั้นล่างที่เต็มไปด้วยสินค้าที่เป็น เชื้อเพลิงอย่างดี ทำให้เพลิงโหมกระหน่ำอย่างรวดเร็วลุกลามสร้างความเสียหายทั้งตึก จากนั้นยังลุกลามสร้างความเสียหายกับอาคารพาณิชย์ข้างเคียงอีก 7 คูหาอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังลามไปติดรถยนต์ของชาวบ้านที่จอดอยู่ด้านหน้าอาคารอีก 5 คัน รถ จยย. 2 คัน และรถจักรยาน 1 คัน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ช่วยกันวางหัวฉีดน้ำเข้าสกัดกั้นทุกด้านจำนวน 20 หัว รวมถึงขอสนับสนุนรถกระเช้าจากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานครมาช่วยระดมฉีดน้ำอีก 1 คัน ใช้เวลานานกว่า 3 ชม.เพลิงจึงสงบ มีชาวบ้านและอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยที่เข้าดำเนินการดับเพลิงควบคุมสถานการณ์สำลักควันไฟได้รับบาดเจ็บรวม 9 คน แยกย้ายนำตัวส่ง รพ.กลาง และ รพ.หัวเฉียวสอบสวน น.ส.จิตรา อัฐใจ อายุ 34 ปี ลูกจ้างบริษัทราชวงศ์รุ่งเรืองฯที่หนีตายออกจากอาคารได้อย่างหวุดหวิด ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณ 11.00 น. มีเจ้าหน้าที่การไฟฟ้ามาตรวจสอบและซ่อมแซมสายไฟที่พาดขนานไปกับบริเวณชั้น 2 ของอาคารพาณิชย์ละแวกเดียวกัน กระทั่งเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเดินทางกลับไป ตนและผู้ค้าอีกหลายคนสังเกตเห็นว่า บริเวณสายไฟที่หน้าร้านตนเกิดเสียงดังคล้ายไฟช็อต ทีแรกยังวิจารณ์กันอยู่ว่า เจ้าหน้าที่ไม่พันเก็บสายไฟให้เรียบร้อยหรือไม่ สักพักมีของเหลวไหลทะลักออกจากหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่บริเวณหน้าร้าน ก่อนมีเสียงระเบิดดังขึ้น 2 ครั้ง ทำให้ตนต้องรีบวิ่งข้ามถนนหนีตายไปอยู่ฝั่งตรงข้าม จากนั้นแสงเพลิงลุกลามจากหม้อแปลงไฟฟ้าเข้าสู่ตัวอาคารอย่างรวดเร็ว ขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรมเพื่อนร่วมงานอีก 2 คน เป็นชาย 1 คน และหญิง 1 คน ที่กำลังทำงานอยู่ในตึกต่อมาเวลา 16.00 น. หลังเพลิงสงบเจ้าหน้าที่เริ่มเข้าไปตรวจสอบภายในอาคารพาณิชย์เกิดเหตุ พ.ต.ท.พลวรรษ พรหมศร สว. (สอบสวน) สน.จักรวรรดิ พร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญูเข้าสำรวจพื้นที่เพลิงไหม้เพื่อดำเนินการกู้ร่างผู้เสียชีวิตที่ติดอยู่ในอาคารบริษัทราชวงศ์รุ่งเรืองฯ เบื้องต้นพบศพผู้เสียชีวิต 2 ราย รายแรกอยู่ที่ชั้นล่างด้านหลังตัวอาคาร ส่วนอีกรายอยู่ตรงทางขึ้นบันไดระหว่างชั้น 2 กับชั้น 3 ล่าสุดยังไม่สามารถพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลของผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ศพได้ เนื่องจากสภาพศพถูกพลาสติกจำนวนมากหลอมละลายห่อหุ้มร่างเอาไว้ทั้งหมด คล้ายการเลี่ยมอัดกรอบพระเครื่อง เบื้องต้นนำร่างสภาพดังกล่าวส่งให้แพทย์นิติเวช รพ.จุฬาลงกรณ์ ดำเนินการชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียดอีกครั้ง มีรายงานด้วยว่า สำหรับผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ศพ แน่ชัดแล้วว่าคือ น.ส.จิราพัช สุ่มมาก อายุ 52 ปี พนักงานแคชเชียร์ของร้านราชวงศ์รุ่งเรืองฯ และนายเพชร เดือม อายุ 34 ปี สัญชาติพม่า ลูกจ้างของร้าน ที่สูญหายไปไม่สามารถติดต่อได้หลังเกิดเหตุ นอกจากนี้มีรายงานด้วยว่า เจ้าของอาคารให้ข้อมูลพนักงานสอบสวนถึงมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ว่า น่าจะไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ส่วนเรื่องหม้อแปลงไฟฟ้าและสายไฟที่มักชำรุดบ่อยครั้ง ที่ผ่านมาแจ้งเจ้าหน้าที่การไฟฟ้านครหลวงมาซ่อมแซมเป็นประจำ แต่ยังไม่มีอะไรดีขึ้น เจ้าของอาคารและเจ้าของกิจการละแวกดังกล่าวที่ได้รับความเสียหาย อาจปรึกษานักกฎหมายเพื่อดำเนินการฟ้องร้องให้การไฟฟ้าฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามารับผิดชอบกับเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วยด้านนายโกศล ขาวสำอางค์ ผู้อำนวยการไฟฟ้าเขตวัดเลียบ การไฟฟ้านครหลวง (MEA) เผยว่า หลังจากทราบเหตุเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าตัดกระแสไฟในจุดเกิดเหตุทันที พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือและสำรวจความเสียหาย ประสานขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดกั้นจุดเกิดเหตุเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ว่าเกิดจากหม้อแปลงระเบิดจริงหรือไม่ หรือเกิดจากสาเหตุอะไร เนื่องจากหม้อแปลงไฟฟ้าทุกตัวมีระบบเตือนภัยและระบบป้องกันเพื่อตัดกระแสไฟ ขอเวลาตรวจพิสูจน์หาสาเหตุที่แท้จริงก่อน เพราะที่ผ่านมาในพื้นที่การไฟฟ้าเขตวัดเลียบยังไม่เคยเกิดเหตุเพลิงไหม้จากหม้อแปลงระเบิด นี่ถือว่าเป็นครั้งแรก สำหรับมูลค่าความเสียหายในส่วนการไฟฟ้า ค่าหม้อแปลงและสายไฟรวมประมาณ 5 ล้านบาท สำหรับอาคารที่ได้รับความเสียหายสิ้นเชิง 8 หลัง การไฟฟ้าตัดกระแสไฟทั้งหมด ส่วนอาคารใกล้เคียงจ่ายกระแสไฟฟ้าตามปกติแล้ว สำหรับผู้ได้รับผลกระทบขอให้รวบรวมรายละเอียดทรัพย์สินที่เสียหาย เพื่อติดต่อขอรับการเยียวยาเบื้องต้นได้ที่การไฟฟ้าเขตวัดเลียบ อย่างไรก็ตามหากพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากการไฟฟ้าฯจริงจะชดใช้ค่าเสียหายตามระเบียบกำหนดต่อมาเวลา 16.30 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่เกิดเหตุเผยว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่กู้ภัยควบคุมเพลิงได้ระดับหนึ่งแล้ว ความอันตรายอาจเกิดการถล่มของอาคาร เนื่องจากมีการฉีดน้ำแล้วพื้นอาคารตรงกลางยุบไปหมด ต้องดูแต่ละฝั่งที่เพิ่มน้ำหนักเข้าไป ต้องจำกัดคนไม่ให้เข้าไปบริเวณดังกล่าว ส่วนสาเหตุเกิดจากหม้อแปลงระเบิดลุกลามเข้าไปในตัวอาคาร ประกอบกับมีสายไฟ จำนวนมาก สังเกตได้ว่าเหลือแต่สายทองแดงซึ่งเป็นตัวการไฟลุกลาม บังเอิญในตึกมีพลาสติกทำให้เกิดไฟลุกลามเร็วมาก ต้องทบทวนหน่วยงานภาครัฐได้แก่ อุปกรณ์หม้อแปลง สายไฟด้านนอก กรุงเทพ มหานครมีนโยบายตัดสายทิ้งอยู่แล้ว ต้องรีบเร่งตัดสายที่ไม่ใช้เพราะติดไฟได้ ส่วนภายในอาคารเจ้าของต้องตรวจสอบเครื่องใช้ไฟฟ้าว่าอยู่ในมาตรฐานที่ดีหรือไม่ อาคารที่เสี่ยงเป็นอาคารที่มีเชื้อเพลิงภายในจำนวนมาก ใช้เก็บวัตถุไวไฟถามว่ากรณีคนแจ้งว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดหลายครั้งแล้วจนกระทั่งเกิดเหตุดังกล่าวต้องทำอย่างไร นายชัชชาติกล่าวว่า ตนจะประสานกับการไฟฟ้านครหลวง กรณีดังกล่าวถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่ต้องนำไปปรับปรุง และเป็นหน้าที่ที่การไฟฟ้าฯ ต้องช่วยดูด้วย ต้องประสานงานอย่างเข้มข้น กรุงเทพ มหานครจะให้แต่ละเขตสำรวจจุดเสี่ยงเพิ่มเติมและใช้แพลตฟอร์มที่มีช่วยแจ้งเหตุ ยืนยันว่ากรุงเทพ มหานครยินดีช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างเต็มที่ จะหารือกับการไฟฟ้าฯหลายเรื่องภายในอาทิตย์หน้า อาทิ ไฟดับตามถนน ไฟส่องสว่าง ความปลอดภัยเรื่องหม้อแปลง อย่างกรณีสายสื่อสารอยู่กับเสาไฟฟ้าปักอยู่ในพื้นที่ กทม. ถามกรณีรถที่เสียหาย นายชัชชาติกล่าวว่า อาจต้องแจ้งความกับเจ้าหน้าที่กรณีมีทรัพย์สินเสียหาย แต่ต้องดูรายละเอียดว่า กรุงเทพมหานครจะช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง ส่วนกรณีเกิดเหตุในพื้นที่สำเพ็งเป็นย่านเศรษฐกิจ ที่สำคัญจะให้ความเชื่อมั่นกับประชาชนอย่างไร ต้องมองไปที่อนาคต ต้องมองว่ากรณีดังกล่าวถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่เราต้องเอาไปปรับปรุงให้ดีขึ้น หวังว่าเหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นซ้ำซากอีก ตนเชื่อว่าการไฟฟ้านครหลวงมีศักยภาพดูแลชีวิตพี่น้องประชาชน เรานำกรณีดังกล่าวร่วมหารือถึงแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นต่อไปนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม รับทราบรายงานเกิดเหตุไฟไหม้ย่านตลาดสำเพ็งแล้ว เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานระดมกำลังฉีดน้ำดับเพลิงจนควบคุมเพลิงไม่ให้ลุกลามพื้นที่ใกล้เคียงได้แล้ว นายกฯเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก ขอให้ระมัดระวัง อย่าให้เกิดความสูญเสีย พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมกันนี้กำชับให้ทุกคนช่วยกันตรวจสอบระมัดระวังเพิ่มมากขึ้น โดนเฉพาะอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงนี้อากาศร้อน อาจทำให้เกิดเหตุไฟฟ้าลัดวงจรขึ้น และกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ โดยเฉพาะโครงสร้างของอาคารความเสียหายอื่นๆ ขอให้ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน พร้อมกับเร่งเยียวยาตามหลักเกณฑ์ต่อไป