สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในไทยได้หวนกลับมาเป็นนิวไฮอีกครั้งจาก “ตัวเลขของการติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนพุ่งขึ้นรวดเร็ว” ทั้งผลตรวจในระบบนอกระบบทะลุหลัก 3-4 หมื่นรายติดต่อกันมาหลายวัน สร้างความโกลาหลให้ “ระบบสาธารณสุขเข้าวิกฤติ” เตียงรองรับผู้ป่วยหลายพื้นที่มีไม่พอ “ผู้คนกระสับกระส่ายกระหน่ำโทร.สายด่วน สปสช. 1330 ขอเข้ารักษาแบบ Home Isolation (HI) ระบบล่ม” จนปรากฏเป็นภาพเหตุการณ์ซ้ำรอย “คนติดเชื้อออกมานอนรอการรักษานอกบ้าน” เพราะเกรงนำเชื้อไปติดคนในครอบครัวทำให้ต้องเปิดช่องลงทะเบียนไลน์ออฟฟิเชียล สปสช. @nhso หรือคลิก https://lin.ee/zzn3pU6 และสแกน QR code ที่อยู่บนเว็บไซต์ สปสช. หรือคลิกที่ลิงก์ https://crmsup.nhso.go.th/#TicketHIการนี้วันที่ 26 ก.พ. “ทีมข่าวสกู๊ป” ได้สังเกตการณ์โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ “เปิดตรวจโควิดกำหนดคิว 300 คนต่อวัน” ที่มีประชาชนพาลูกหลานมากันแน่นเอี้ยดล้นเต็มจุดพักคอยท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าว บางคนออกจากบ้านแต่ตี 4-5 รอจนเที่ยงวันยังไม่รับเข้ารักษาตัว ทำได้แต่นั่งรอเรียกชื่ออย่างใจจดใจจ่ออย่างเช่น ผู้ปกครองคนหนึ่งพาลูกชาย 4 ขวบ มีอาการไข้สูงออกจากบ้านมา 7 โมง จนบ่ายโมงก็ยังไม่ได้รักษา แม้แต่ “ยาก็ไม่ได้กิน” ทำได้เพียงเช็ดตัว จนเด็กมีสภาพอิดโรย สาเหตุผู้ติดเชื้อโอมิครอนพุ่งขึ้นนี้ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า คาดการณ์ตั้งแต่เดือน ธ.ค.2564 โอมิครอนจะระบาดช่วง 3 สัปดาห์แรกนับจากปีใหม่ 2565 แล้วแพร่การติดต่อสู่ครัวเรือนอย่างเร็วจากปัจจัย 2 ประการ คือ ประการแรก...“สมาชิกครอบครัว” ออกทำงานนอกบ้านรับเชื้อกลับเข้าบ้าน ประการที่สอง...“เด็กไปโรงเรียน” เมื่อรับเชื้อจากเพื่อนก็นำเข้ามาหาผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุเช่นกันทว่าการระบาดขยายเป็นวงกว้าง “ช่วงวันวาเลนไทน์” จะเริ่มเห็นตัวเลขผู้ติดเชื้อโอไมครอนสูงเป็นทวีคูณ “ส่วนยอดที่เห็นอยู่ตอนนี้ค่อนข้างต่ำกว่าตัวเลขจริงมาก” เพราะภาครัฐยกเลิกการสนับสนุนการตรวจด้วยพีซีอาร์แล้ว “ผู้ใดประสงค์ตรวจต้องจ่ายเงินเอง” ทำให้โรงพยาบาลไม่แนะนำถ้าไม่เสี่ยงจริงเหตุจาก “ตรวจพีซีอาร์มีค่าใช้จ่ายสูง” แล้วเบิกเงินได้ครั้งละ 1,000 กว่าบาท “ไม่คุ้มทุน” กลายเป็นข้อจำกัดต่อ “ผู้รับบริการไม่มีเงินจ่าย” ทำให้การตรวจแบบพีซีอาร์ลำบากมากยิ่งขึ้น ในส่วน “การตรวจด้วยเอทีเค” ก็ไม่ถูกนับรวมเข้าจำนวนแสดงผลตรวจยืนยันผู้ติดเชื้อรายใหม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ และแถมประสิทธิภาพความแม่นยำมักหลุดรอดมากกว่า 50% นั้นก็คือ “ตัวอย่าง 100 คน สามารถตรวจจับผล 50 คน ส่วนที่เหลือหลุดไป” ฉะนั้นตัวเลขปรากฏออกมาจำเป็นต้องคูณสองอีกแล้ว “ผลเอทีเคบวกบางส่วน” ก็เข้าสถานกักตัวกันเองโดยไม่ถูกรายงานเข้าระบบด้วยเหตุเพราะ “ระบบไม่สนใจตัวเลขผู้ติดเชื้อที่มองเป็นอาการโรคไข้หวัด” อันเป็นเสมือนชักนำให้เป็นโรคธรรมดา ตรวจก็ได้ ไม่ตรวจก็ได้ เพื่อเปิดประเทศส่งเสริมกระตุ้นการท่องเที่ยว สนับสนุนด้านเศรษฐกิจดีขึ้นเท่านั้นไม่ใช่เรื่องผิดแต่ควรเปิดประเทศมีชั้นเชิง ที่มิใช่ลอกเลียนจากต่างประเทศได้ทั้งหมดดังนั้น “ยอดผู้ติดเชื้อปรากฏออกมาน่าจะต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างน้อย 2-3 เท่า” อีกทั้งตอนนี้ก็เริ่มเผยตัวเลขกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และคนมีโรคประจำตัว เข้าในโรงพยาบาลเพิ่มมากขึ้นแล้ว “พยายามยื้อชีวิตกันเอาไว้” เหตุนี้ถ้าต้องประเมินสถานการณ์ความรุนแรง จึงไม่อาจนับตัวเลขการเสียชีวิตได้โดยเด็ดขาด เน้นย้ำนับจาก “ตัวเลขผู้ป่วยหนัก” ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มสาว และเด็กเล็กจะเป็นตัวสะท้อนว่า “โอมิครอนดุร้ายมากขึ้นหรือไม่” แต่ไม่ควรตีขลุมว่า “ไม่ดุร้ายตั้งแต่ต้น” อ้างข้อมูลต่างประเทศการันตีมิได้ อันเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลไม่ละเอียด นำมาซึ่ง “การ์ดตก 100%” อย่าลืมว่าการระบาดโอมิครอนมีโอกาสดุร้ายกว่าเดิมได้เสมอตอกย้ำด้วย “โอมิครอนเจน 2 หรือ BA.2” มีตัวเลขเพิ่มขึ้น 30% กำลังเข้ามาแทนที่โอมิครอนเจน 1 หรือ BA.1 ตามหลักฐานทางการทดลองในสัตว์พบโอมิครอน BA.2 ติดต่อได้ง่ายกว่าโอมิครอน BA.1 ประมาณ 1.8 เท่ายิ่งกว่านั้นเชื้อสามารถขยายแตกตัวในร่างกายรวดเร็ว แล้วหลบหนีภูมิคุ้มกันทุกชนิดได้ดี ล่าสุดญี่ปุ่นมีการศึกษาในหนูแฮมสเตอร์ พบว่าเชื้อโอมิครอน BA.2 ก่อให้เกิดอาการป่วยหนักมากขึ้นกว่าโอมิครอน BA.1หนำซ้ำการระบาดโควิดไม่น่าจบเท่านี้ยังมี “เชื้อโควิดกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่” ในการผสมผสานทางพันธุกรรมระหว่าง “โควิดเดลตา” แม้แพร่ระบาดไม่ดีแต่มักทำให้ผู้ติดเชื้อป่วยหนัก แล้วมาผสมกับ “โควิดโอมิครอน” จนกลายเป็น “สายพันธุ์เดลตาครอน (Deltacron)” ที่ยกระดับติดง่าย แพร่เร็ว และอาการป่วยหนักขึ้นด้วย เบื้องต้นพบ “เดลตาครอนในอังกฤษ” แต่เชื้อยังไม่หลุดแพร่ระบาดมากนัก เพราะด้วย “อังกฤษ” แม้เปิดประเทศอิสระเสรีก็คง “มาตรการเข้มงวดกว่าเดิมมาก” ไม่ว่าจะประเมินตัวเลขผู้ติดเชื้อต่อวัน จำแนกตัวเลขผู้ป่วยมีอาการจนต้องเข้าโรงพยาบาลในความรุนแรงเป็นระดับขั้น ทั้งระบบทางเดินหายใจ และระบบอื่นเพื่อการใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิตในระดับต่างๆ ไม่ให้คนป่วยต้องครองเตียงในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน อันเป็นการสอดรับต่อความสามารถการรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลไม่เกินสภาพของระบบสาธารณสุข แล้วก็ไม่ได้ยึดตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างเดียว เพราะไม่สะท้อนสถานการณ์ความรุนแรงของโรคประเด็น “โควิดสายพันธุ์ลูกผสม” ประเทศไทยต้องเฝ้าระวังการระบาดอย่างใกล้ชิด แล้วสิ่งที่ต้องดำเนินการมาตรการนอกเหนือมากกว่าอังกฤษด้วยก็คือ “เตือนประชาชน” เพราะโควิดปัจจุบันสามารถแสดงอาการแบบมาตรฐาน คือทางระบบทางเดินหายใจ ไอ เจ็บคอ ไข้ ทั้งยังปรากฏอาการนอกมาตรฐานทางระบบอื่นอย่างเช่น อาการปวดหัว ท้องเสีย ปวดเมื่อย เพลียจัด ความดันโลหิตตก การเต้นหัวใจผิดปกติได้ อาการทางสมองอักเสบ ชัก ซึม ไม่รู้สึกตัว ที่ไม่ใช่ใช้ผลยืนยันเฉพาะเอทีเคอย่างเดียวแต่ควรต้องเป็นพีซีอาร์ แล้วการเก็บตัวอย่างก็ไม่จำกัดเฉพาะน้ำลาย สิ่งคัดหลั่งจากโพรงจมูก แต่ต้องนำอุจจาระ เลือดมาตรวจด้วย ประการต่อมา “การฉีดวัคซีนเด็กไม่เกิน 11 ขวบ” ต้องบอกแบบนี้ความสามารถวัคซีนป้องกันการติดเชื้อค่อนข้างจำกัดถึงเลวร้ายมาก เพราะหลายคนมีความหวังป้องกันอาการหนักกลับปรากฏเด็ก 11 ขวบ ฉีดวัคซีนแล้วมีผลข้างเคียง “แพ้จนข้อบวมอักเสบติดเชื้อรุนแรง” นำไปสู่การเสียชีวิตอันเป็นผลจากวัคซีนร้อยเปอร์เซ็นต์ย้ำในการพิจารณาการฉีดในเด็กไม่เกิน 11 ขวบ เป็นเรื่องที่หาคำตอบชัดเจนไม่ได้ แล้วมีคำถามตัวโตว่า “การฉีดวัคซีนในเด็กมีประโยชน์จริงหรือไม่” เพราะวัคซีนไม่สามารถป้องกันโควิดโอมิครอนได้แล้วเมื่อ “ป้องกันการติดไม่ได้ในเด็ก” ก็ยังสามารถแพร่เชื้อไปให้ผู้ใหญ่ในครอบครัวได้ดังที่ปรากฏเห็นอยู่ชัดเจนในขณะนี้เรื่องนี้ไม่ตอบชัดเจนว่า “ฉีดวัคซีนในกลุ่มเด็กไม่เกิน 11 ขวบได้ประโยชน์ป้องกันอาการหนักหรือเสียชีวิตได้หรือไม่” เพราะเด็กมักติดเชื้ออาการไม่หนักมากอยู่แล้ว ทั้งไม่มีข้อพิสูจน์ชัดเจนว่า “การฉีดวัคซีนสามารถป้องกันภาวะลองโควิดที่เกิดตามหลังโอมิครอนได้” ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม แน่นอนสิ่งที่เกิดขึ้นชัดๆ “ผลแทรกซ้อนของวัคซีนไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อไหนก็เกิดได้ทุกช่วงอายุ ไม่ว่าจะมีโรคประจำตัวหรือไม่ก็ตาม” เรื่องนี้แม้แต่ “อังกฤษ” ก็มีคำถามเพราะเด็กติดเชื้อมีอาการน้อยแล้วถ้าฉีดวัคซีนก็มีโอกาสเสี่ยง ผลข้างเคียงตายมากกว่าการป้องกันการติดเชื้อด้วยฉะนั้น “การให้ข้อมูลแก่ประชาชน” หน่วยงานภาครัฐต้องมีความโปร่งใสอันจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบในการนำวัคซีนมาใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น “อย่างสูงสุด” เป็นที่มาในการต้องฉีดวัคซีนเข้าชั้นผิวหนังซึ่งมีกลไกต่างกับการฉีดเข้ากล้ามสามารถลดอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้ความเข้มข้นการระบาดโอมิครอนเจน 2 สูงขึ้นเรื่อยๆ “ผู้บริหาร” ต้องมีความโปร่งใสในข้อมูลอันจะนำมาซึ่งการตัดสินใจปรับเปลี่ยนนโยบายต่อการปฏิบัติบนพื้นฐานความจริงได้ทันทีทันใด...