กรณีนายอรรถพล ตรึกตรอง อดีตเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ในขณะดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และได้รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อดำเนินคดีกับนายการุณ สกุลประดิษฐ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งปลัด ศธ. และนายประเสริฐ บุญเรือง ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองปลัด ศธ. ข้อหาร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยวันที่ 28 พ.ค.2562 ในการประชุมคณะกรรมการ สกสค.นายการุณ ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุมพิจารณาวาระการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สกสค.โดยที่ไม่มีหนังสือมอบอำนาจเป็นการเฉพาะจากประธานคณะกรรมการ สกสค.อีกทั้งนายการุณ ยังมอบให้นายประเสริฐทำหน้าที่แทนปลัด ศธ. จึงเสมือนหนึ่งว่าในที่ประชุมมีผู้ดำรงตำแหน่งปลัด ศธ.สองคน และมีการลงคะแนนซ้ำกันสองคน อีกทั้งไม่ยอมให้มีการเปิดเผยคะแนน และไม่ยอมให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติของนายณรงค์ แผ้วพลสง ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่ออีกคน ที่ไม่ได้ยื่นหลักฐานแสดงวุฒิการศึกษานอกจากนี้ ยังได้ออกเลขคำสั่งคณะกรรมการ สกสค.ที่ 2/2562 แต่งตั้งนายณรงค์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สกสค. โดยที่ไม่มีการรับรองมติในที่ประชุม และไม่มีการประกาศผลตามข้อบังคับ ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เพื่อให้นายอรรถพล ไม่ได้รับการเลือกและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สกสค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ม.ค.2565 ที่ผ่านมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้พิจารณาคดีหมายเลขดำที่ อท 55/2564 และคดีหมายเลขแดงที่ อท 10/2565 โดยจากการพิจารณาหลักฐานและข้อกฎหมายต่างๆรอบด้าน ศาลได้พิพากษาให้มีการยกฟ้องคดีดังกล่าว ส่วนที่นายอรรถพลมีคำขอบังคับให้นายการุณ และนายประเสริฐ ร่วมกันชำระค่าเสียหายต่อจิตใจ ชื่อเสียงจำนวน 19,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เรื่องดังกล่าวถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญานั้น เนื่องจากศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูล อันมีผลเป็นการไม่รับคดีส่วนอาญาไว้พิจารณาแล้ว ศาลจึงไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งโดยลำพังไว้พิจารณา ถือเป็นการปิดฉากคดีข้อขัดแย้งระหว่างผู้บริหาร ศธ.ที่ใช้เวลามายาวนานหลายปีในที่สุด.