แนวความคิด “รัฐราชการรวมศูนย์” ยังฝังแน่นอยู่ในระบบการปกครองประเทศไทย มีตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจน ได้แก่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น คณะกรรมาธิการพิจารณามาหลายรอบแล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อยุติเกี่ยวกับการถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น จะทำอย่างไรบางฝ่ายเสนอให้ประชาชนเข้าชื่อเพื่อยื่นถอดถอน แต่บางฝ่ายเห็นว่าที่ผ่านๆมา วิธีการดังกล่าวไม่สามารถถอด ถอนสมาชิกหรือผู้บริหารท้องถิ่นระดับใหญ่ได้ ถอดถอนได้แค่ อปท.เล็กๆเพียงไม่กี่แห่ง แม้รัฐธรรมนูญจะบัญญัติว่า ประชาชนมีสิทธิเข้าชื่อยื่นถอดถอนสมาชิกหรือผู้บริหารได้มีรายงานข่าวว่ามีหน่วยราชการแห่งหนึ่งได้เขียนเพิ่มเติมในร่าง พ.ร.บ.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ มีอำนาจสอบสวน และสั่งปลดสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ แต่หลายฝ่ายไม่เห็นด้วย เพราะขัดหลักการปกครองตนเองของประชาชน ซึ่งก็คือการปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งยังขัดต่อหลักการประชาธิปไตย เพราะสมาชิกสภาหรือผู้บริหารท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ให้ข้าราชการส่วนภูมิภาคที่มาจากการแต่งตั้งของกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจสั่งถอดถอนได้ ไม่มีประเทศประชาธิปไตยที่ไหนในโลกทำกัน ประเทศประชาธิปไตยไม่มีข้าราชการปกครองในส่วนภูมิภาคด้วยซ้ำประเทศประชาธิปไตย ที่พัฒนาแล้ว แบ่งการปกครองประเทศเป็นเพียง 2 ระดับ ได้แก่การปกครองส่วนกลาง และการปกครองส่วนท้องถิ่น มีไทยเพียงประเทศเดียวที่มีถึง 3 ระดับ คือส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้ส่วนกลางส่งข้าราชการส่วนภูมิภาค มาเป็นผู้กำกับควบคุมการปกครองท้องถิ่นอีกชั้นหนึ่งกลายเป็นสาเหตุสำคัญ ทำให้การปกครองส่วนท้องถิ่นอ่อนแอ ล้าหลัง ไม่รู้จักโตขัดหลักการปกครองตนเองของประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตย ทำให้การปกครองระบอบประชาธิปไตย ในระดับชาติอ่อนแอและไม่รู้จักโต เป็นระบบที่เรียกกันว่า “รัฐราชการรวมศูนย์”รัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายยอมรับ เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เช่นรัฐธรรมนูญ 2540 บัญญัติว่าการกำกับดูแล อปท. ต้องทำเท่าที่จำเป็น เพื่อประโยชน์ของประชาชนหรือของประเทศ และต้องไม่กระทบถึงสาระสำคัญ “แห่งหลักการปกครองตนเอง ตามเจตนารมณ์ของประชาชน” นี่คือสาระสำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่น.