แต่โบราณนานมา คราเมื่อบ้านเมืองเกิดเหตุเภทภัย...ผู้คนทั่วไปถ้าไม่โทษดินฟ้าอาเพศ ก็หาเหตุอื่นเป็นแพะ...ไม่เว้นกระทั่งพระ...พระที่ว่าไม่ใช่พระมหาสมปอง มหาไพรวัลย์ แต่เป็นพระพุทธรูปในหนังสือตำนานพระพุทธรูปสำคัญ พระนิพนธ์สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (มติชน พิมพ์ พ.ศ.2548) กล่าวถึงคติโบราณเกิดขึ้นในเขตล้านช้าง เนื่องด้วยพระพุทธรูป เกี่ยวข้องสืบมาถึงตำนานพระพุทธรูปพวกชาวล้านช้างเชื่อถือกันมาแต่โบราณว่า พระพุทธรูปสำคัญย่อมมีผี คือเทวดารักษาทุกพระองค์ ผู้ปฏิบัติบูชาจำต้องเซ่นสรวงผี เพราะถ้าผีนั้นไม่พอใจ ก็อาจบันดาลให้เกิดภัยอันตรายต่างๆหรืออีกอย่างหนึ่ง ถ้าผีที่รักษาพระพุทธรูปต่างพระองค์เป็นอริกัน ถ้าเอาพระพุทธรูปนั้นมาอยู่ไว้ใกล้ ก็มักเกิดภัยอันตราย ด้วยผีวิวาทกัน เลยขัดเคืองถึงผู้ปฏิบัติบูชาคตินี้ปรากฏขึ้นในกรุงเทพฯครั้งแรก ในรัชกาลที่ 1 เมื่อทรงสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โปรดให้เชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐาน เมื่อ พ.ศ.2327ครั้งนั้น โปรดให้เชิญพระบาง อันเป็นพระสำคัญคู่เมืองหลวงพระบาง แล้วตกไปอยู่เมืองเวียงจันทน์มาไว้ด้วยเจ้านันทเสน บุตรเจ้าล้านช้าง กราบบังคมทูลว่า ผีซึ่งรักษาพระแก้วมรกต กับผีซึ่งรักษาพระบางเป็นอริกันพระพุทธรูปสองพระองค์นั้น อยู่ด้วยกันในที่ใด มักมีเหตุภัยอันตรายอ้างอุทาหรณ์แต่เมื่อครั้งพระแก้วมรกตอยู่เมืองเชียงใหม่ กรุงศรีสัตนาคนหุต (ล้านช้าง) ก็อยู่เย็นเป็นสุข ครั้นพระเจ้าไชยเชษฐาเชิญพระแก้วมรกตมาไว้ด้วยกันที่เมืองหลวงพระบาง เมืองเชียงใหม่ก็เป็นขบถต่อกรุงล้านช้างแล้วพม่ามาเบียดเบียน จนต้องย้ายมาอยู่เวียงจันทน์ครั้นเชิญพระบางมาไว้ด้วยกันอีก ก็เกิดเหตุจลาจลต่างๆบ้านเมืองไม่ปกติมาจนเสียเมืองเวียงจันทน์แก่กองทัพกรุงธนบุรี ครั้นเชิญพระแก้วกับพระบางมาไว้ด้วยกันที่กรุงธนบุรี ไม่ช้าก็เกิดเหตุจลาจลรัชกาลที่ 1 ทรงพระราชดำริว่า เมื่อชาวล้านช้างนับถือกัน จึงโปรดให้ส่งพระบางคืนขึ้นไป ณ เมืองเวียงจันทน์ต่อมา ครั้งเจ้าพระยาบดินทรเดชา ขึ้นไปติดตามเจ้าอนุฯ ได้พระบางกับพระแซกคำ พระฉันสมอ ลงมากรุงเทพฯ รัชกาลที่ 3 ทรงทราบคติโบราณนี้ดี โปรดให้เชิญไปไว้ตามวัดนอกพระนครถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ได้พระจากล้านช้างอีกหลายพระองค์ แต่คนทั้งหลายมักกล่าวรังเกียจตามคติชาวล้านช้างอยู่ไม่สิ้น ปีใดฝนแล้งก็มักโทษกันว่า เพราะเชิญพระล้านช้างเข้ามาครั้นถึงปีมะเมีย พ.ศ.2401 เกิดดาวหาง ฝนแล้ง และความไข้เนื่องกันถึงสามปีเสียงคนทั้งหลายโทษว่าเพราะพระบางมาอยู่ในกรุงเทพฯ ร. 4 จึงโปรดให้เชิญขึ้นไปไว้ยัง ณ เมืองหลวงพระบางสมัยกรุงรัตนโกสิทร์ เกิดคติโทษพระพุทธรูป แต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เกิดคติเชื่อคำพยากรณ์คือดาวเดือนดินฟ้าจะอาเพศ อุบัติเหตุเกิดทั่วทุกทิศาน มหาเมฆจะลุกเป็นเพลิงกาฬ เกิดนิมิตพิสดารทุกบ้านเมือง พระคงคาจะแดงเดือดเป็นเลือดนก อกแผ่นดินจะบ้าฟ้าจะเหลืองจะรบราฆ่าฟันกันวุ่นวาย ฝูงคนจะล้มตายลงเป็นเบือ ทางน้ำก็จะแล้งเป็นทางบก เวียงวังก็จะรกเป็นป่าเสือ...เหตุเภทภัยร้ายๆที่ว่า คำพยากรณ์ วรรคต้นๆ เขาแต่งไว้อ่านยาก แปลความได้ว่า เพราะบรรดาผู้มีอำนาจทั้งหลายไม่ตั้งอยู่ในศีลในธรรมผมสรุปเอาเอง สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โทษพระ สมัยกรุงศรีอยุธยาโทษคน...คนที่เป็นผู้นำบ้านเมืองสมัยใหม่ เจอมาสารพัด ตอนนี้เจอทั้งโรคระบาด เจอทั้งน้ำท่วม ชาวบ้านทุกข์หนักเสียจนไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปโทษใคร.กิเลน ประลองเชิง