การประชุม ครม.วันอังคาร มีข่าวว่า คุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีคลัง ได้เสนอให้ ขึ้นภาษีบุหรี่ครั้งใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เพื่อประกาศใช้ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ ราคาบุหรี่ขายปลีกแพงขึ้นไปอีกซองละ 6–8 บาท ผมเขียนเรื่องนี้ช้าไปวันเดียว แต่หวังว่า นายกฯและครม. จะได้อ่าน นสพ.ไทยรัฐ ฉบับนี้ซึ่งพิมพ์จำหน่ายล่วงหน้าตั้งแต่เช้าตรู่วันอังคาร ซึ่งมีข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลในการขึ้นภาษีบุหรี่ และ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ จากประเทศที่ประสบความสำเร็จมาแล้วถึงแม้ ภาษีบุหรี่ใหม่ จะผ่าน ครม.ไปแล้ว แต่ก็ยังสามารถแก้ไขได้อีก ถ้ารัฐบาลมีความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ ไม่ใช่พ่อค้ายาสูบคุณลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยถึงโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ ว่า อาจไม่ใช่สิ่งที่กลุ่มผู้ค้าบุหรี่บางกลุ่มต้องการ เพราะกรมต้องคำนึงถึงหลักการ 4 เรื่องคือ ด้านสาธารณสุข ด้านเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ ด้านรายได้ของรัฐบาล และ ด้านการจัดการบุหรี่เถื่อน (บุหรี่เถื่อนไทยผู้ลักลอบขนส่วนใหญ่คือเจ้าของบุหรี่นั่นแหละ) ยังบอกไม่ได้ว่าจะเก็บ อัตราเดียว หรือ สองอัตรา แต่ในภาพรวม ภาระภาษีจะปรับเพิ่มขึ้น มีผลบังคับใช้ 1 ต.ค.ภาษีบุหรี่ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เก็บตามปริมาณมวนละ 1.20 บาท บวกกับภาษีอีก 20% สำหรับบุหรี่ที่ขายปลีกซองละไม่เกิน 60 บาท ถ้าขายเกินซองละ 60 บาท ภาษีจะเพิ่มเป็น 40% ในกฎหมายเดิมกำหนดว่า ตั้งแต่ 1 ต.ค.2564 ภาษีบุหรี่จะเหลืออัตราเดียวคือ 40% ซึ่งจะทำให้บุหรี่ทุกชนิดมีราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก จึงคาดกันว่ากรมสรรพสามิตอาจเพิ่มภาษีช่วงล่าง 20% ให้สูงขึ้น ให้รัฐเก็บภาษีได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นซองละ 6-8 บาทแต่การขึ้นภาษีบุหรี่แบบนี้ ไม่ได้ช่วยเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง วันก่อน นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานกรรมการ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ได้เสนอตัวอย่างจาก ฟิลิปปินส์ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงในการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์ จึงเสนอต่อไปยัง นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีคลัง พิจารณากฎหมายภาษีบุหรี่ฟิลิปปินส์ ปัจจุบัน เก็บภาษีเพียงอัตราเดียวแต่ ขึ้นภาษีทุกปี ตามข้อเสนอแนะในอนุสัญญาควบคุมยาสูบ ที่น่าสนใจก็คือ รัฐบาลฟิลิปปินส์นำเงินภาษีบุหรี่ที่เก็บได้เพิ่มขึ้นไปแบ่งให้กระทรวงสาธารณสุขถึง 85% เพื่อสร้างระบบประกันสุขภาพ และ แบ่งภาษีให้กับจังหวัดที่มีการปลูกใบยาสูบ 15% เพื่อพัฒนาเกษตรกรในการปลูกพืชทดแทนยาสูบและพัฒนาการเกษตรด้านต่างๆการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่แบบนี้ ทำให้รัฐบาลฟิลิปปินส์เก็บภาษีบุหรี่ได้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว รัฐบาลฟิลิปปินส์นำเงินรายได้จากภาษีบุหรี่ ไปเพิ่มประกันสุขภาพให้ประชาชนจากเดิม 4 ล้านกว่าครัวเรือนเป็น 14 ล้านกว่าครัวเรือน ช่วยให้ประชาชนได้รับการประกันสุขภาพดีขึ้น ขณะที่อัตราการสูบบุหรี่ก็ลดลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ปัจจุบันฟิลิปปินส์ขึ้นภาษีบุหรี่ 4% ทุกปี และ จัดสรรเงินภาษีบุหรี่ 5% แต่ไม่เกิน 2,460 ล้านบาท แบ่งให้กับจังหวัดที่มีการปลูกใบยาสูบ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเป็น โครงสร้างภาษีบุหรี่ที่ได้ประโยชน์ทั้งระบบ ที่สำคัญคือมีการขึ้นภาษีทุกปี รัฐได้ภาษีเพิ่มขึ้นทุกปี และ นำเงินภาษีบุหรี่ไปสร้างระบบประกันสุขภาพให้กับประชาชน รวมทั้ง นำไปช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกใบยาสูบ เพื่อเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นทดแทนผมคิดว่า โครงสร้างภาษีบุหรี่ไทย ควรปรับไปใช้แบบ ฟิลิปปินส์โมเดล ซึ่งจะได้ประโยชน์มากกว่า เพราะ ภาษีบาป ที่เก็บได้ รัฐได้ภาษีเพิ่มขึ้นทุกปี มีเงินเหลือไป เพิ่มประกันสุขภาพให้ประชาชนทุกปี และมีเงิน ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบทุกปี เป็นโมเดลที่ win win ด้วยกันทุกฝ่าย ยกเว้นพ่อค้าบุหรี่และผู้สูบบุหรี่ ที่รัฐบาลต้องการให้เลิกอยู่แล้ว.“ลม เปลี่ยนทิศ”