การประชุมสมัยวิสามัญของ “รัฐสภา” ... เพื่อแก้ปัญหา “วิกฤติชาติ” ระหว่างวันที่ 26-27 ตุลาคม 2563 บันทึกไว้ว่า...ประธานรัฐสภา “ชวน หลีกภัย” ได้ขอให้สถาบันพระปกเกล้าไปคิดถึงกลไกสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ เพื่อให้ประเทศเคลื่อนสู่อนาคตได้... ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส บอกว่า เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะสถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันทางวิชาการเพื่อประชาธิปไตยในสังกัดรัฐสภา โดยมีประธานรัฐสภาเป็นประธานคณะกรรมการสถาบันโดยตำแหน่ง จึงนับว่ามีความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงตามข่าวกล่าวว่า ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า มีความหนักใจพอสมควรในภาระที่ได้รับมอบ เพราะการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในท่ามกลางความแตกแยกที่ฝังรากลึกเป็นเรื่องยากสุดๆ ...บ่อยครั้งความพยายามปรองดองสมานฉันท์ยิ่งทำให้แตกร้าวกันมากขึ้นเพราะมาพูดถึง “ปัญหา” ที่ทำให้ “แตกแยก” ยิ่งพูดยิ่งกล่าวโทษกัน ยิ่งก่ออารมณ์ ยิ่งแตกแยกมากขึ้น ฉะนั้นเบื้องต้นต้องทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างการแก้ปัญหาในอดีต กับการรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดีเปิดหัวใจเพื่อรับฟังเสียงสะท้อนปัญหา ที่สำคัญ...“การพัฒนาไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่คือการรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี” ผู้รู้เอ่ย “วจนะ” ข้างต้นเพราะ “ปัญหา” เป็นอดีตที่มีรากยาวไกล มีผู้คนและองค์กรเกี่ยวข้องมากหลายเมื่อใช้การแก้ปัญหาเป็นตัวตั้ง จึงนำไปสู่ความขัดแย้ง บาดหมางและทะเลาะกันวุ่นวาย อีนุงตุงนังไปหมด จับต้นชนปลายไม่ได้ ทำให้ออกจากหลุมดำของความขัดแย้งไม่ได้นี่คือที่เรียกว่า...ติดอยู่ในอดีตจนเคลื่อนสู่อนาคตไม่ได้ต่อเนื่องถึงว่า...“อดีตไม่มีพลังที่จะดึงประเทศออกจากหลุมดำแห่งวิกฤตการณ์ปัจจุบันต้องใช้พลังอนาคตมาดึงประเทศออกจากวิกฤติ อนาคตยังไม่มีจำเลย จึงสามารถร่วมมือกันได้ นี่เป็นที่มาของคำกล่าวว่า การพัฒนาคือการรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี”ตัวอย่างหนึ่งที่จะยกมาให้เรียนรู้ “มหาวิทยาลัยมหิดล” ย้อนหลังไป 40 ปี มี ศาสตราจารย์นายแพทย์ณัฐ ภมรประวัติ ซึ่งเป็นคนเก่งมากเป็นอธิการบดี อธิการบดีสั่งให้ตั้งเครือข่ายวิชาการขึ้น 3 เครือข่าย มีเครือข่ายหนึ่งประกอบด้วยสมาชิกประมาณ 40 ท่าน เมื่อเริ่มประชุมประธานก็ถามว่า... “ใครคิดว่ามีปัญหาอะไรบ้าง” สมาชิกแต่ละคนจึงพูดถึงปัญหาๆๆ หนักเข้าปัญหาท่วมท้นจนเคลื่อนต่อไปไม่ได้“สังคมไทยไม่ค่อยเรียนรู้ หลักการเรื่องรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี จึงไม่มีแรงเคลื่อนสู่อนาคต”ตอกย้ำแนวคิด...“สมัชชาประชาธิปไตย” เครื่องมือการรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ ย้ำว่า สมัชชาประชาธิปไตยเป็นการประชุมของสมาชิก เป็น ตัวแทนจากทุกภาคส่วน ของสังคมไทย ซึ่งสามารถร่วมกันกำหนดได้ว่าสังคมไทยมีทั้งหมดกี่ภาคส่วน เช่น 100 แล้วศึกษาว่าแต่ละภาคส่วนมีกลไกอะไรที่จะเลือกตัวแทนภาคส่วนละ 5-10 คน ไปเป็นสมาชิกสมัชชาประชาธิปไตยวิธีนี้ “สมัชชาประชาธิปไตย” จะมีสมาชิกที่เป็นผู้แทนครบทุกภาคส่วนของสังคมมากกว่าองค์กรอื่นๆ แม้แต่สภาผู้แทนราษฎรซึ่งค่อนข้างประกอบด้วยคนประเภทเดียวคือ... “นักการเมืองที่มีความเชี่ยวชาญในการหาเสียงและได้รับการเลือกตั้ง” “การที่มีสมาชิกที่มีความหลากหลาย สะท้อนความหลากหลายของสังคม ทำให้ที่ประชุมสมัชชาประชาธิปไตยลดความเป็นข้างเป็นขั้ว ลดอิทธิพลของเงินที่เข้าไปมีบทบาทสำคัญอย่างในทางการเมือง ทำให้ที่ประชุมสมัชชาประชาธิปไตยมีความชอบธรรมสูง...เป็นกลไกที่คนไทยจะรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเพื่อบ้านเมืองได้อย่างอิสระ กว้างขวางด้วยความเป็นกลาง โดยใช้ทางสายกลางคือความเป็นเหตุเป็นผลโดยไม่แบ่งข้างแบ่งขั้ว” ถึงตรงนี้...“สมัชชาประชาธิปไตย” เป็นกลไกการรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี...ไม่ย้อนกลับไปทะเลาะกันในเรื่องอดีต “ประชาธิปไตย”...ที่สมบูรณ์เป็นความใฝ่ฝันของทุกฝ่าย เป็นสิ่งใหม่ที่ดี เป็นอนาคต ไม่มีจำเลย ไม่มีอะไรจะต้องทะเลาะกัน มีแต่รวมตัวร่วมคิดร่วมทำในสิ่งดีๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต“กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม” คือ “หัวใจของประชาธิปไตย”...นโยบายสาธารณะที่ดีเป็นปัญญาสูงสุดของชาติใดชาติหนึ่ง เพราะกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ และกำหนดว่า ประเทศจะทำหรือไม่ทำอะไรและทำอย่างไรนโยบายสาธารณะที่ดี หมายถึง “วัฒนะ”... นโยบายสาธารณะที่ไม่ดีหมายถึง “หายนะ”“สมัชชาประชาธิปไตยไม่เป็นการเมือง คนดีๆมีความสามารถเป็นจำนวนมากที่ไม่ถนัดที่จะร่วมกับการเมืองที่แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย สามารถที่จะเข้าร่วมกับสมัชชาประชาธิปไตยได้อย่างสะดวกใจ สมัชชาประชาธิปไตยจึงเป็นกลไกที่คนไทยทั้งชาติจะสามารถร่วมทำเพื่อบ้านเมืองได้”จึงเป็นกลไกเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง ตรงข้ามกันกลไกรัฐทั้งทางราชการและการเมืองที่เปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาน้อย บ้านเมืองจึงไม่มีพลังก้าวสู่อนาคตที่ควรงดงามย้ำว่า “ระบบรัฐสภา” ที่มีสมัชชาประชาธิปไตยผ่านสถาบันพระปกเกล้า...เป็นเครื่องมืออีกอย่างหนึ่งจะมีสมรรถนะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เป็นการนำ “พลังทางสังคม” และ “พลังทางปัญญา” เข้ามาบรรจบกับพลังทางการเมืองเกิดเป็น “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา”...ทำให้ทำสิ่งยากๆ หรือทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ ทั้งหมดเหล่านี้นำไปสู่กรอบการทำงาน พุ่งเป้าไปที่คำว่า “ประชาธิปไตย” หมายถึง การที่ประชาชนทุกคนมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาบ้านเมืองของตนอย่างหลากหลาย ซึ่งรวมถึงการตัดสินใจเชิงนโยบายในระดับต่างๆ อันมีผลทำให้เกิดสังคมสันติสุขโดยสรุป สมัชชาประชาธิปไตยมีหน้าที่ดังนี้ หนึ่ง...ระดมความคิดอย่างกว้างขวางถึงหลักการในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันจะทำให้บ้านเมืองมีความเจริญอย่างแท้จริง หรือมีความเป็นอารยะ สอง...เสนอชื่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จากตัวแทนทุกภาคส่วนของสังคม สาม...ให้การยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนเสนอรัฐสภามีมติต่อไป สี่...ติดตามการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และช่วยแก้ไขอุปสรรคติดขัดให้ปฏิบัติได้ด้วยดี“สังคมปัจจุบัน” ต่างจาก “สังคมโบราณ” โดยสิ้นเชิง โดยเป็นระบบซับซ้อนที่ยากต่อการเข้าใจและบริหารจัดการ การใช้อำนาจหรือใช้เงินไม่ได้ผล วาทกรรม บริภาษสกรรม หรือการใช้ความรู้สำเร็จรูปตายตัว ก็ไม่ได้ผลกระบวนการสมัชชาประชาธิปไตยใช้เครื่องมือใหม่คือ การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ในสถานการณ์จริง กระบวนการนี้ทรงพลังในการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานมหาศาล ที่ยิ่งทำยิ่งรักกันมากขึ้น ยิ่งเชื่อถือไว้วางใจกันมากขึ้น ยิ่งฉลาดมากขึ้นและฉลาดร่วมกัน เกิดปัญญาร่วม ...อัจฉริยภาพกลุ่มที่สำคัญจะเกิด “นวัตกรรม” ทำให้ฝ่าความยากไปสู่ความสำเร็จ และทุกคนมีความสุขประดุจบรรลุนิพพาน ต่างจากวิธีการใช้อำนาจ ที่นำไปสู่ความบีบคั้น ความขัดแย้ง แตกแยก ความด้อยปัญญา วิกฤติชาติคาดหวังกันว่า “ความปรองดองสมานฉันท์” ของคนในชาติจะเกิดขึ้นได้ในไม่ช้านี้.อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องสภา พิจารณาลงมติ ร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน. 7 ฉบับ (ชมสด)