ท่ามกลางแรงกดดันจาก “ม็อบราษฎร” นัดชุมนุม ประท้วงบนถนนมานานกว่าสี่เดือน เพื่อปักธง 3 ข้อเรียกร้อง มุ่งเน้นโฟกัสประเด็น “นายกฯลาออก และแก้ไขรัฐธรรมนูญ” เป็นหลักทำให้ “ประเทศ” ต้องเผชิญอยู่ใน “ภาวะเปราะบาง” สุ่มเสี่ยงต่อเหตุการณ์ความขัดแย้งรุนแรงซ้ำรอยอดีต ถ้าฝ่ายรัฐบาลยังดื้อดึงใช้อำนาจบริหารโดยไม่ฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน จนนำไปสู่การเปิดประชุม “รัฐสภาสมัยวิสามัญ” ที่ไม่ต้องมีการลงมติในระหว่างวันที่ 26-27 ต.ค.2563เพื่อเป็นการหารือชี้แจงในการหาทางออกให้ประเทศครั้งนี้ ที่มี ส.ส. ต่างลุกเสนอทางออกเสนอ 2 ประเด็น คือ “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560” ตามที่พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล 1 ญัตติ พรรคร่วมฝ่ายค้าน 5 ญัตติ รวมถึง “ไอลอว์” มีการล่า 1 แสนกว่ารายชื่อ เข้าเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชน 1 ญัตติ ดำเนินการควบคู่กับ...“การตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์” ที่มี “สถาบันพระปกเกล้า” ออกแบบ 2 แนวทาง คือ โครงสร้างที่หนึ่ง...คณะกรรมการปรองดองสมานฉันท์ 7 หรือ 5 ฝ่าย ประกอบด้วย ฝ่ายที่มีอำนาจตัดสินใจ หรือตัวแทน ครม. ส.ส.รัฐบาล ส.ส.ฝ่ายค้าน วุฒิสภาฯ ตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุมถ้าขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ย่อมไม่สมบูรณ์ ในการพูดคุยหาทางออกให้กับประเทศนี้ทันทีโครงสร้างที่สอง...“คณะกรรมการ” ประกอบด้วย คนกลางตามที่แต่ละฝ่ายเสนอให้เป็นกรรมการ หรือประธานรัฐสภา สรรหาบุคคล หรือตั้งประธานคณะกรรมการ คัดเลือกทาบทามบุคคลมาเป็นคณะกรรมการ...ในการใช้กลไกรัฐสภา หรือองค์กรภายนอก เปิดเวทีพูดคุยกันหาทางออกของประเทศทว่า...รูปแบบ “คณะปรองดอง-สมานฉันท์” เคยตั้งขึ้นมาหลายครั้ง “ยามเกิดวิกฤติการเมืองไทย” ตั้งแต่กลุ่มพันธมิตรฯ นปช. กปปส. และกลุ่มราษฎร แม้แต่ในปี 2548 มีคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) โดยมีอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน เป้าหมายหาทางออกด้วยสันติวิธีสู่สมานฉันท์ชายแดนใต้สมัย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกฯ มีคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ภายใต้ความขัดแย้ง “พฤษภา 53” มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต แต่มีบางส่วนไม่ยอมรับในปี 2554...“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ได้ตั้งคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) สานต่อ คอป. มีมติ ครม.อนุมัติงบกลาง 2 พันล้านบาทเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง “พฤษภา 53” และถูกฝ่ายค้านยื่น ป.ป.ช. ตรวจสอบการใช้อำนาจโดยมิชอบตามมา...คราวนั้นเอง...“ฝ่ายนิติบัญญัติ” มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ที่ให้ “สถาบันพระปกเกล้า” ทำงานวิจัยเพื่อสร้างความปรองดองแห่งชาติ ที่มีข้อเสนอเรื่อง “นิรโทษกรรมคดี” ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองทั้งหมดกระทั่งถูกนำสอดไส้บรรจุใน “พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ...” กลายเป็นชนวนเหตุการณ์ “ชุมนุมกลุ่ม กปปส.” ที่รู้จักกันว่า “นิรโทษกรรมสุดซอย” นำสู่การรัฐประหารปี 2557 โดยมี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ” หน.คสช. และ “รัฐบาลชุดนี้” ก็สร้างความปรองดองหลายครั้งเช่นกันดังนั้นใน 15 ปีมานี้ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรง ต่างมีการหยิบยก “กรรมการปรองดอง และการสมานฉันท์” มาเกือบทุกยุครัฐบาล แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ยั่งยืน คราวนี้ก็ถูกนำมา “ปัดฝุ่น” ซ้ำอีกครั้ง จนถูกมองว่า “แค่เป็นเกมซื้อเวลา” ที่ไร้หลักการแก้ปัญหาความขัดแย้งหรือไม่... ทำให้แนวทางฝ่าวิกฤตินี้ทุกฝ่ายต่างจับจ้องกันอย่างใกล้ชิด รศ.ดร.วิทยาธร ท่อแก้ว ประธานหลักสูตรนวัตกรรมการสื่อสารทางการเมืองและการปกครองท้องถิ่น สาขาวิชานิเทศศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์ว่า แนวทาง “สภาผู้แทนราษฎร” ใช้กลไก “ตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์” เพื่อหาทางออกให้ประเทศนี้ส่วนผลออกมาแบบใด คงประเมินไม่ได้ จนกว่ามีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด “ปฏิเสธแข็งกร้าว” ไม่ขอร่วมวงพูดคุยที่จะสะท้อนให้เห็นว่า “เวทีนี้ยังมีปัญหาขัดแย้งในตัวกันอยู่” เมื่อเป็นเช่นนี้ ส.ว. ส.ส. หรือฝ่ายรัฐบาล ต้องติดตามรับฟังปฏิกิริยา “การไม่ตอบรับ” ที่อาจมีสัญญาณเรียกร้องผลักดันออกมาเพิ่มเติมตามระบอบประชาธิปไตยถ้าแนวทางนี้ไม่สามารถเดินต่อไป “สภาฯ” ก็อาจหยิบยกขึ้นมาผ่านกลไกกฎหมายรัฐธรรมนูญ เช่น อภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือมีการเรียกร้องให้เปิดวาระประชุม 2 สภาอีกครั้ง เพื่อตั้งต้นแก้ปัญหากันใหม่ จนให้สามารถไปด้วยกันได้ เพราะบางครั้งการตั้งคณะกรรมสมานฉันท์ อาจยังมีข้อติดขัดที่ต่างฝ่ายมีเหตุผลของตัวเองกันอยู่ก็ได้แม้แต่ “แก้รัฐธรรมนูญ” ยังต้องรับฟังเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนด้วย เพื่อให้เกิดจุดสมดุลอย่างยั่งยืน เพราะ “ระบอบประชาธิปไตย” มีกลไกแก้ปัญหาด้วย “การพูดคุย” ดำเนินตามขั้นตอนกลไกกรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในการขับเคลื่อนคลายปมความขัดแย้งของปัญหา ที่ไม่สามารถเร่งรีบตามใจบุคคลใดได้ด้วยซ้ำยกเว้นเปลี่ยนแปลงรวดเร็วได้ ด้วยการใช้กำลังความรุนแรงล้มล้างและยึดอำนาจกันเท่านั้นตอกย้ำหากเป็น “ประเทศอริยะ” ที่ประชาธิปไตยเจริญแล้ว ถ้ามีข้อบกพร่องต่อการบริหารบ้านเมืองเพียงเล็กน้อย อาจเกิดจากการทุจริตคอร์รัปชัน จนไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ในประเทศได้ และการบริหารราชการแผ่นดินก็ไปไม่ได้เช่นกัน มักไม่จำเป็นต้องโหวตในสภาฯ แต่รัฐบาลก็ไขก๊อกลาออกแสดงความรับผิดชอบแทนแต่ว่า “การเมืองไทย” ยังจำเป็นต้องใช้ “กลไกสภาฯ” ที่ต้องรับฟังการเมืองนอกสภาฯด้วย เพราะหลายครั้ง “สภาฯ” ไม่ฟังผู้มาออกเรียกร้องบนถนน มักนำไปสู่รูปแบบที่ไม่ใช่เป็นไปตามครรลองระบอบประชาธิปไตยเสมอ ดังนั้น “ผู้ปกครองบ้านเมือง” ก็ต้องสดับรับฟังทุกฝ่าย เพื่อวิเคราะห์ คิดใคร่ครวญและลงมือทำอย่างเป็นธรรมส่วน “ผู้ชุมนุม” สามารถออกมาประท้วงตามกรอบกฎหมายได้เสมอ แต่ “ข้อเรียกร้อง” จะถูกรับฟังมากเพียงใด ต้องประเมินประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ดังนั้นทางออกที่ดี คือ “แต่ละฝ่าย” ต้องฟังทุกเสียงของประชาชน ถ้ามี “กลไก” ทำให้เกิดความเข้าใจต่อกันได้ ก็ต้องดำเนินการกันไปด้วยการลดทิฐิทั้ง 2 ฝ่าย ถ้า “เวทีใดยอมรับไม่ได้” ก็ชี้แจงด้วยเหตุผล “มีข้อบกพร่องประการใด” ด้วยการส่งตัวแทนพูดคุยกัน ทั้งนอกรอบ และในรอบสภาฯ ในการหากระบวนการให้ 2 ฝ่ายยอมรับกันให้ได้ เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข เพราะ “มิติของระบอบประชาธิปไตย” ถูกสร้างกลไกหัวใจสำคัญ คือ “ทุกฝ่ายต้องยอมรับฟังกัน” เท่านั้นเองหากไม่ยอมรับกันจริงๆ ก็อาจใช้กลไกของ “การเลือกตั้ง” ในการพิจารณาไม่เลือกบุคคลไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชนเข้ามาบริหารประเทศอีกต่อไปก็ได้ประการต่อมา...การเปิดประชุม “รัฐสภาสมัยวิสามัญ” ในระหว่างวันที่ 26-27 ต.ค.2563 ประเมินว่า ยังไม่ถูกใจต่อผู้เรียกร้อง แต่ว่า “รัฐบาล และสภาฯ” ก็เปิดช่องทาง “การปรองดอง” ไว้แล้ว เมื่อป็นเช่นนี้ ก็ต้องทดลองเดินเข้าสู่กระบวนการนี้ไปก่อน ถ้าไม่ถูกใจก็ออกมาชักชวนประชาชนทั้งประเทศเห็นด้วยหรือไม่เพราะหาก “ประชาชน” เห็นด้วยว่า “กระบวนการนี้ไม่ชอบมาพากล” ก็อาจออกมาทักท้วงเรียกร้องอย่างมืดฟ้ามัวดินให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ แต่ถ้าคนเห็นด้วยพอใจกับ “เวทีปรองดองนี้” ก็คงไม่มีใครต้องการออกมาชุมนุมเป็นแน่ สิ่งนี้จะเป็นตัวสะท้อนชี้วัดความต้องการของคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศได้อีกทางก็ได้สุดท้าย...ยังมีข้อดีหลายฝ่ายต่างมีความคิดเห็นตรงกัน...“เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ” ทั้ง ฝ่ายชุมนุม ฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาล ส่วนผลจะออกมาแบบใด ต้องปล่อยให้เป็นไปตาม “กลไกสภาฯ” ทำหน้าที่ด้วยการนำ “เสียงประชาชนส่วนใหญ่” และนำประเด็นของ “คณะกรรมการปรองดองสมานฉันท์” เข้ามาประกอบการพิจารณาครั้งนี้ด้วยย้ำว่า...ถ้าทุกคนคำนึงถึงผลประโยชน์ของ “ชาติบ้านเมือง” เป็นหลัก แม้มีอุปสรรคใหญ่หลวงมากเพียงใด ก็ยอมมีทางออกให้แก่ประเทศไทยได้อยู่เสมอ.