วันนี้เป็น วันสงกรานต์ ปีนี้รัฐบาลประกาศงดฉลอง ให้เป็นวันทำงานปกติ เพื่อเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 งดเว้นการรดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่ทุกกรณี เพื่อปกป้องพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ห่างไกลโควิด ใครอยากกราบไหว้พ่อแม่ ให้กราบไหว้ออนไลน์ก็แล้วกัน สะดวกสบายทุกกรณี อยู่ที่ไหนก็กตัญญูได้วันศุกร์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทำเซอร์ไพรส์ แต่งตั้งคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชนในศูนย์โควิด–19 เพื่อให้คำปรึกษาเสนอแนะการป้องกันและแก้ไขปัญหาธุรกิจเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มี คุณทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒน์ เป็นประธานคณะกรรมการเมื่อดูรายชื่อ คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านธุรกิจเอกชน ก็ยิ่งเซอร์ไพรส์ใหญ่ เพราะมีแต่ ประธานสภาธุรกิจเอกชน ที่เป็น “คนหน้าเดิม” ที่เคยให้คำปรึกษารัฐบาลมาไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยคณะแล้ว แต่รัฐบาลไม่เคยนำข้อเสนอแนะไปปฏิบัติ จนประธานสภาธุรกิจต่างบ่นท้อแท้ไปตามๆกัน แต่เมื่อรัฐบาลแต่งตั้งก็ต้องว่าไปตามเกมเห็นแล้วก็อดไม่ได้ เลยขอเสนอหน้าเสนอแนะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไว้ตรงนี้ ไม่ได้ต้องการอะไร แต่อยากเห็นประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้หลังวิกฤติโควิด–19 ท่านจะฟังหรือไม่ก็แล้วแต่ท่าน วันนี้ท่านเป็น ประธานคณะกรรมการ ไม่รู้กี่สิบคณะ คงรู้ดีว่า การบริหารประเทศ ด้วย ระบบคณะกรรมการ มีประสิทธิภาพหรือไม่การแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชนครั้งนี้ ทำให้ผมนึกถึงตอนที่ อังกฤษ ส่งคืน ฮ่องกง ให้กับ ประเทศจีน เมื่อปี 1977 หลังจากที่รับเกาะฮ่องกงคืนมาแล้ว รัฐบาลจีนสมัยนั้น ได้แต่งตั้ง คณะที่ปรึกษารัฐบาลฮ่องกง ขึ้นมาชุดหนึ่ง เป็นนักธุรกิจต่างชาติระดับใหญ่บิ๊กเบิ้มที่มีธุรกิจอยู่ในฮ่องกง หนึ่งในนั้นก็คือ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อให้คำแนะนำถึงการพัฒนาอนาคตของฮ่องกงเมื่อเห็นนายกฯ แต่งตั้ง 8 ประธานสภาธุรกิจเอกชนเป็นที่ปรึกษา ผมก็เลยเกิดไอเดียขึ้นมาอยากเสนอให้ นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ แต่งตั้ง นักธุรกิจไทยระดับอาวุโสที่ประสบความสำเร็จระดับโลก เข้ามาเป็น ที่ปรึกษารัฐบาลด้านธุรกิจ เหมือนอย่าง รัฐบาลจีน แต่งตั้ง เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ เป็น ที่ปรึกษารัฐบาลฮ่องกงด้านธุรกิจ ผมอยากให้นายกฯ ลองดู เจ้าสัวไทยวันนี้เก่งไม่แพ้เศรษฐีชาติอื่น แต่ละคนออกไปเทกโอเวอร์ธุรกิจในต่างประเทศเป็นว่าเล่น ที่สำคัญที่สุด เขาเป็นคนไทย ทำธุรกิจอยู่ในประเทศไทย มีฐานธุรกิจอยู่ในประเทศไทย ไม่ทำร้ายเศรษฐกิจไทยแน่นอน ไม่เหมือนนักธุรกิจต่างชาติที่ฟันกำไรแล้วทิ้งผมขอยกตัวอย่างกลางๆ เช่น 5 มหาเศรษฐีไทย ที่ นิตยสารฟอร์บส์ เพิ่งประกาศไปเมื่อต้นเดือนเมษายนนี้ก็แล้วกัน เพื่อให้นายกฯ เกิดไอเดีย แต่อย่าไปตั้งคนวิ่งเต้นหวังไปค้าขายก็แล้วกัน คนเหล่านี้เก่งกว่ารัฐมนตรีของท่านเยอะ ผมขอไล่ตั้งแต่อันดับ 1-5 เลยอันดับ 1.เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ อันดับ 2.คุณเฉลิม อยู่วิทยา เจ้าของกระทิงแดงที่ไม่มีใครในโลกนี้ไม่รู้จัก อันดับ 3.เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการเครือไทยเบฟ อันดับ 4.ตระกูลจิราธิวัฒน์ เจ้าของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล อันดับ 5.คุณสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานกรรมการบริหารกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี นี่คือ 5 อันดับแรกของเศรษฐีไทยตัวจริง และยังมีนักธุรกิจอาวุโสอีกมากที่ประสบความสำเร็จ ทำไมรัฐบาลจึงไม่เชิญคนเก่งเหล่านี้มาช่วยให้คำปรึกษารัฐบาล เพื่อพัฒนาประเทศชาติ ผมเชื่อว่าเขายินดีแน่นอน ประเทศยิ่งเจริญ เขาก็ยิ่งรวย รวยไปด้วยกันผมก็ฝากให้ นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ไปคิดเป็นการบ้านครับ ทีมประเทศไทย ต้องเป็น ทีมที่แข็งแกร่งอย่างนี้ เจรจาค้าขายเป็นสู้กับชาวโลกได้ ไม่ใช่ ทีมนักการเมือง ที่จ้องจะหาผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆเพื่อถอนทุน อย่างที่เป็นข่าวทุกวัน.“ลม เปลี่ยนทิศ”