นับแต่สหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการ “บุกเวเนซุเอลาเข้าจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร” เพื่อหวังเข้าไปบริหารแหล่งน้ำมันสำรองใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นประเทศเดียวในละตินอเมริกาที่มีหุ้นส่วนด้านยุทธศาสตร์เหนียวแน่นกับจีน กลายเป็นการสร้างแรงสั่นสะเทือนให้โลกแบ่งขั้วอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆเหตุการณ์นี้ยังกลายเป็นตัวอย่าง “การใช้กำลังฝ่ายเดียว” ที่สะท้อนให้เห็นการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีน เริ่มมีความเข้มข้นมากขึ้น และสร้างความท้าทายต่อประเทศไทยที่เคยวางตัวเป็นกลางในเวทีโลกอาจถูกบีบให้ต้องเลือกข้าง รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ มองว่า ตอนนี้ละตินอเมริกากำลังกลายเป็นสนามแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มหาอำนาจต่างแย่งชิงอิทธิพลด้านการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง ทั้งจีน รัสเซีย อิหร่านและสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีสไตล์การนำที่เน้นรวดเร็ว และแข็งกร้าว สิ่งนี้ยิ่งเร่งให้โลกก้าวเข้าสู่ภาวะความขัดแย้งหรือสงครามรอบใหม่เช่นนี้ส่งผลให้บริบทการเมืองระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และทิศทางก็มีความผันผวนซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม “ในการแปรรูปโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” ที่มีความเสี่ยงสูงอาจทำให้ระบบระเบียบโลกบิดเบี้ยว โดยสหรัฐฯจะเป็นผู้นำในการใช้กำลังทหารสนับสนุนการกระทำของตนชัดเจนมากยิ่งขึ้นความกังวลนี้สะท้อนในมุมมองของนักวิชาการอย่าง Fareed Zakaria ที่ชี้ว่าโลกอาจกำลังก้าวสู่ภาวะไร้ศูนย์กลาง ไร้ผู้นำทางคุณธรรม และจริยธรรม โดยกฎหมายระหว่างประเทศถูกตีความเพื่อรองรับการใช้กำลังและการแทรกแซง เช่น กฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 51 ระบุให้อำนาจใช้กำลังทางทหารเฉพาะป้องกันตนเองแต่ก็ไม่ได้เปิดทางให้ใช้กำลังแทรกแซง “เพื่อเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง” แม้การเลือกตั้งจะไม่ยอมรับความชอบธรรมของรัฐบาลนั้นก็ตาม “กรณีการจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา” สะท้อนว่าสหรัฐฯเตรียมใช้การตีความกฎหมายระหว่างประเทศสำหรับรองรับการปฏิบัติการทหารไว้แล้วคล้ายกับกรณีปานามาเมื่อปี 2532ถ้าย้อนดูในสมัยนั้น “รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกฯ ไทย” ก็มีท่าทีแข็งกร้าวกว่านี้โดยได้ร่วมประณามสหรัฐฯ ลงมติใน UNGA แสดงความเสียใจ และไม่ยอมรับการเข้าไปจับกุมผู้นำของประเทศอื่นหากมาดูในปัจจุบัน “ท่าทีของไทยกลับยังคงนุ่มนวลและคลุมเครือ” เน้นถ้อยคำสุภาพ การยับยั้งชั่งใจสะท้อนถึงความไม่แน่ชัดอาจนำไปสู่แรงกดดันจากจีนและรัสเซียที่มีความไม่พอใจสะสมมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วเพราะท่าที “จีนกำลังเพิ่มบทบาทในกัมพูชาที่อาจใช้มากดดันไทย” ทำให้ต้องเตรียมรับมือ แม้ว่ากระทรวงการต่างประเทศจะคุ้นเคยเวทีสหประชาชาติ แต่ยังขาดความเชี่ยวชาญเชิงลึกต่อประเทศมหาอำนาจย้ำท่าทีของหลายประเทศต่อ “กรณีสหรัฐฯจับกุมมาดูโร” ยังไม่ได้ให้การรับรองกับการกระทำนั้นจนกำลังบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตร “อาจผลักดันโลกเข้าสู่สงครามเย็น 2 ขั้ว” เพียงแต่จีนอาจหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าหันไปสร้างพันธมิตรกับยุโรปพร้อมใช้เวทีสหประชาชาติกดดันประเทศต่างๆ ให้ต้องเลือกข้างมากขึ้นอีกทั้งยังเลือกตอบโต้ “ด้วยการเพิ่มแรงกดดัน หรือแทรกแซงกิจการในไต้หวัน” พร้อมอ้างว่าสหรัฐฯก็ใช้วิธีแบบเดียวกัน ดังนั้นจีนจะใช้ยุทธวิธีแบบอยู่เบื้องหลังต่อต้านสหรัฐฯอย่างเงียบๆ คล้ายกรณีดัดหลังญี่ปุ่นโดยใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจ ไม่นำเข้าสินค้าพร้อมค่อยๆเสริมกำลังเพิ่มอำนาจต่อรองในระยะยาวซึ่งกรณีญี่ปุ่นเคยคัดค้านมาตั้งแต่ปี 2537-2540 “ในเรื่องการวางกำลังในทะเลจีนใต้” สุดท้ายก็ไม่มีใครบังคับกฎหมายได้ แม้ศาลระหว่างประเทศตัดสินว่าจีนถมทะเลผิดกฎหมายก็ยังยึดครอบครองเกือบเบ็ดเสร็จ ซึ่งเป็นตัวอย่างสำคัญที่ไม่ถูกพูดถึง เพราะกฎหมายระหว่างประเทศมีแต่บังคับใช้ไม่ได้ สุดท้ายก็ไม่อาจหยุดจีนได้เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า “กฎหมายระหว่างประเทศไม่อาจบังคับกับประเทศมหาอำนาจ” จนตอนนี้สหรัฐฯต้องเพิ่มกำลังในฟิลิปปินส์เป็นฐานทัพเกือบ 10 แห่ง เพื่อสกัดการขยายอิทธิพลของจีนตอกย้ำกรณีสหรัฐฯจับกุมมาดูโร “ชี้ชัดว่าโลกอยู่ยากขึ้นหากไร้พันธมิตร” โดยเฉพาะไทยที่ยังต้องถ่วงดุลสองขั้ว และไม่อาจเลือกข้างได้ แล้วยุทธวิธีการเข้าหาทั้ง 2 ขั้วของไทยก็ถูกมหาอำนาจมองออก “ยิ่งทำให้ไทยได้รับการยอมรับน้อยลง” ดังนั้นแม้ระยะยาวอาจปลอดภัย แต่ก็ต้องแลกกับโอกาส และผลประโยชน์บางอย่างไปสังเกตจาก “จีน” เริ่มแสดงท่าทีเหนือกว่าโดยเรียกไทยไปพบแทนที่จะเดินทางมาเจรจาเอง เพื่อช่วยคลี่คลายปัญหาไทย-กัมพูชา สะท้อนถึงสถานะอำนาจต่อรองของไทยอ่อนลง “เรื่องนี้คนทั่วไปอาจมองไม่ออก” แต่ในเชิงการทูตถือว่ามีนัยสำคัญจากวิธีการปฏิบัติของจีนต่อไทยไม่มีสถานะใกล้ชิดมีน้ำหนักพอในสายตาด้วยซ้ำเนื่องจากไม่พอใจเกี่ยวกับการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ “จีนรู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับการพัวพันหลายระดับ มีข้อมูล รายชื่ออยู่ในมือ” ทำให้ท่าทีของจีนแข็งขึ้นไม่ช่วยเหลือในกรณีกัมพูชา ขณะที่สหรัฐฯ ก็ไม่ไว้ใจร่วมมือกับไทยแถมกดดันเพื่อผลประโยชน์อย่างเช่นบีบให้ปล่อยเชลยกัมพูชา 18 คน ทั้งที่ไทยต้องการปล่อยทีละชุด“ปีนี้มีแนวโน้มผันผวนแปรปรวนมากขึ้น เพราะแม้จะมีสัญญาณบวกด้านเศรษฐกิจฟื้นตัว หรือบางสมรภูมิเริ่มชะลอการสู้รบ แต่ก็มีประเด็นความขัดแย้งใหม่ๆซ้อนเข้ามาทั้งในแอฟริกา เอเชีย และคาบสมุทรเกาหลี ทำให้ตอนนี้โลกอยู่ยากขึ้นหากไม่มีพันธมิตร ไม่เตรียมพร้อม หรือไม่มีทางเลือกในการรับมือที่ดี” รศ.ดร.ปณิธานว่าจริงๆ แล้ว “ระบบโลกกำลังเปลี่ยนรูปแบบใหม่” โดยสหรัฐฯ เป็นผู้ใช้อำนาจ และกำลังจัดระเบียบโลกใหม่ภายใต้ “อเมริกาต้องมาก่อน” หากไทยร่วมมือก็ได้ประโยชน์แต่หากไม่ร่วมก็เผชิญความลำบากมากขึ้น อย่างไรก็ดี ความท้าทายคือไทยต้องร่วมมือกับสหรัฐฯ ควบคู่กับรัสเซีย และจีนด้วย ซึ่งเป็นเทคนิคการทูตที่ทำได้ยากปัจจุบันมีเพียงบางประเทศทำได้ เช่น เวียดนาม อียิปต์ กัมพูชาที่บริหารความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ 2 ฝ่ายได้ดี เพราะเข้าใจระบบการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ยุคใหม่ โดยเฉพาะฮุน มาเนต ค่อนข้างมีความเชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสูงผ่านการศึกษาจากสถาบันชั้นนำอย่าง West Point และ Harvardขณะที่ผู้นำไทยกลับมีความเชี่ยวชาญเฉพาะ “ด้านการเมืองภายในประเทศเท่านั้น” เรื่องนี้กลายเป็นตัวสะท้อนช่องว่างในด้านความเข้าใจการเมืองโลกที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนเหตุการณ์นี้สะท้อนว่า “การรักษาจุดยืนเป็นกลางของไทยยากขึ้นทุกที” ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจนี้แม้จะเรียกร้องสันติภาพ แต่ไทยอาจถูกบีบให้เลือกข้าง เพราะโลกกำลังให้ความสำคัญกับกำลังทหารมากกว่ากฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามใหญ่ในอนาคต.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม