“อนุทิน” บลัฟกระแสข่าวซื้อเสียงดุหัวละ 7.5 พันบาท บอกมาใครทุ่มซื้อจะซื้อเขาควายไปครอบให้ ยัน ภท.ไม่เคยทำ ชี้การเมืองสู้ดุเดือดทุกรอบ แต่ขอให้สู้กันในเกม เล่นตามกติกา “ศุภชัย” ตั้งแท่น ยื่นฟ้อง กกต.ฟัน กก.บห.พรรคสีส้มยกชุด ฐานเพิกเฉยปล่อยลูกพรรคใส่ร้ายป้ายสี หน.พรรค ภท. “รุทธพล” แทงกั๊กรอจังหวะเปิดรายชื่อ 10 สส.สีเทา โบ้ยไม่ได้กลั่นแกล้งหวังผลการเมือง “อ.เจษฎ์” อ้างข่าวกรองชี้เงินไหลเข้าระบบเลือกตั้ง 1 แสนล้าน พบเบิกเงินสดลอตใหญ่กว่า 1.6 แสนล้าน รวมเม็ดเงินสะพัดผิดปกติพุ่ง 2 แสนล้าน ดันอัตราซื้อเสียงเมืองกรุงพุ่ง 7.5 พัน ต่างจังหวัดเฉลี่ย 3-5 พันบาท “ธรรมนัส” เชื่อนักเลงคีย์บอร์ดปั่นยอดเว่อร์วัง ลั่นไม่จับมือพรรคแก้ ม.112 ทำลายเสาหลักบ้านเมือง “ผอ.กกต.กทม.” ส่ายหัวไม่น่าเป็นไปได้ หว่านเงินมโหฬาร 7.5 พันล้าน ยันไม่พบร้องเรียนเหตุทุจริตกระแสข่าวทุ่มเงินซื้อเสียงอย่างดุเดือดในการเลือกตั้งถึงหัวละ 7,500 บาท เป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามอง พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำงานในเชิงรุกเพื่อป้องปราม ขณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยืนยันไม่เคยทำ ขอให้แข่งขันกันตามกติกานายกฯ โปรโมต อย.เอ็กซ์โปก่อนถก ครม.เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 20 ม.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย เยี่ยมชมกิจกรรมประชาสัมพันธ์การจัดงานมหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพระดับประเทศ ประจำปี 2569 หรือมหกรรม อย. EXPO 2026 “From Local to Global” ที่นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข นำคณะผู้บริหารเข้าพบ ก่อนเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีรัฐมนตรีลาประชุมถึง 14 คน ฟุ้ง ภท.ลงพื้นที่ออร์แกนิกเน้นรับฟังนายอนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่หาเสียง แต่ไม่ขึ้นเวทีดีเบตจะเสียโอกาสว่า แล้วแต่จะคิดไม่ได้คิดอย่างนั้น เสนอวิสัยทัศน์ทุกอย่างที่จะทำงานและการลงพื้นที่แบบออร์แกนิกคือไม่มีรูปแบบ ไม่ได้คาดหวังอะไร ทำด้วยจิตใจที่อยากรับฟังเสียงจากประชาชนโดยตรง ไม่ใช่สื่อสารฝ่ายเดียว ทำให้เขาเข้าถึงตัวเราบอกในสิ่งที่เขาพึงพอใจและไม่พึงพอใจ อยากได้ไม่อยากได้ ไม่ได้หาเสียงอะไร โค้งสุดท้ายไม่มีไม้เด็ดอะไร ไม่ห่วงอะไร เราทำงานและใช้วิธีประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบ ให้ประชาชนรับทราบว่าพรรค ภท.เสนออะไรบ้างถ้าได้รับเลือกตั้งเข้ามา เป็นรูปแบบและสไตล์ของเขา แต่ไม่เคยประมาทใครอยู่แล้ว เป็นกำลังใจให้ผู้สมัครทุกคนทุกพรรค เมื่อถามว่าเพราะทุกพรรคมีโอกาสมาจับมือกันใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ให้พี่น้องประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ ใครทุ่ม 7.5 พันจะซื้อเขาควายให้เมื่อถามถึงกรณีการเรียกร้องให้พรรคการเมืองลงสัตยาบันไม่ซื้อเสียง หลังกระแสข่าวมีการใช้เงินซื้อเสียงสูงถึง 7,500 บาท นายอนุทินกล่าวว่า “หัวละ 7,500 บาท อุ้ย...ซื้อเขาควาย 700 บาทเอง ใครจ่าย 7,500 บาท บอกมาเลยเดี๋ยวจะซื้อเขาควายไปครอบให้เขา” การเมืองสู้กันดุเดือดทุกรอบอยู่แล้ว แต่ขอให้สู้ในเกมไม่มีปัญหาการต่อสู้การแข่งขันเป็นเรื่องงดงาม แต่ต้องให้ไปเป็นตามกติกา มีสปิริตซึ่งกันและกัน เมื่อถามย้ำว่าตัวเลข 7,500 บาทเป็นไปไม่ได้แน่นอนใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “ผมไม่รู้ ไม่กล้าบอกเพราะไม่เคยทำ เดี๋ยวจะมาหลอกให้ผมตอบว่าไม่ถึงหรอก...โธ่” ส่วนการทำประชามติยกร่างรัฐธรรมนูญว่า พรรค ภท.เราไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 ไม่ต้องไปอธิบายอะไรเพิ่มเติม เมื่อถามว่ามีบางพรรคบอกไม่ต้องเขียนล็อกไว้ เพราะมีเรื่องพระราชอำนาจแทรกอยู่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ใช่พรรค ภท.ใช่หรือไม่ พรรค ภท.ภูมิใจไทยพูดไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 และไม่แตะพระราชอำนาจพูดชัดอยู่แล้วตั้งแต่ตั้งพรรค ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องชี้แจงอะไรเพิ่มเติมแล้วภท.ตั้งแท่นเอาผิด กก.บห.ส้มยกชุดนายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรค ภท. กล่าวว่า กรณีนายจตุรงค์ หิรัญกาญจน์ อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความเท็จ กล่าวหานายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท.เป็นเครือญาติกับบริษัทอิตาเลียนไทย เราเรียกร้องให้พรรค ปชน.ตักเตือนและระงับการกระทำ ยังเพิกเฉย จะไปร้องต่อ กกต.ดำเนินคดีให้ถึงที่สุดกับหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค ปชน. ตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง และกฎหมายการเลือกตั้ง สส. มีโทษอาญาจำคุก 7-15 ปี เข้าข่ายความผิด ไม่ควบคุม กำกับดูแลไม่ให้สมาชิกกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ข้อบังคับ รวมถึงประกาศระเบียบต่างๆหลังมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง และถ้านายทะเบียนพรรคการเมืองแจ้งให้ระงับแล้วไม่ดำเนินการ มีโทษทางปกครอง กก.บห.พรรคจะถูกนายทะเบียนมีคำสั่งให้พ้นทั้งคณะ รวมถึงแจ้งความดำเนินคดีอาญากับนายจตุรงค์ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เอาข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบ ต้องทำให้เป็นเยี่ยงอย่างทำการเมืองให้สะอาดอย่างที่ปากท่านพูด“บวรศักดิ์” บี้พูดให้หมด รธน.จะแก้จุดใดนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีมีคนตั้งข้อสังเกตคำถามประชามติที่รัฐบาลส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่มีหลักประกันว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะไม่ไปแตะหมวด 1 หมวด 2 ว่า ขอให้คนที่พูดไปดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำถามที่ตั้งไปเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และจะเขียนล็อกแค่หมวด 1 หมวด 2 ไม่พอ จะเรื่องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต้องไปดูอีกหลายส่วนในรัฐธรรมนูญ เช่น หมวดที่ว่าด้วย ครม.เป็นพระราชอำนาจทั้งนั้น ถ้าอยากแน่ใจเนื้อหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้คนที่คิดจะแก้ไขออกมาให้สัมภาษณ์ เพื่อบันทึกเอาไว้ว่าจะแก้จุดใดบ้าง เมื่อถามว่าหมายความว่าพรรคที่ไม่ต้องการให้ล็อกการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 ให้ออกมาอธิบายว่าจะแก้ส่วนไหนบ้างใช่หรือไม่ นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ใช่ พูดมาให้หมดว่าจะไม่ปรับอะไรบ้าง ไม่ใช่เฉพาะหมวด 1 หมวด 2“รุทธพล” แทงกั๊กเปิด 10 สส.สีเทาพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรมกล่าวถึงกรณี 10 สส.เอี่ยวสแกมเมอร์ รอคณะทำงานสืบสวนหาข่าวได้ทำงานก่อนว่าพยานหลักฐานถึงแค่ไหน อย่างไร ทีมงานต่างๆทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำงานอยู่ ถ้าเปิดเผยไปจะโดนฟ้องคนแรก จึงไม่สามารถบอกได้ เมื่อถามว่าหากเปิดรายชื่อช่วงใกล้เลือกตั้งจะเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง พล.ต.ท.รุทธพลตอบว่า ไม่ได้กลั่นแกล้ง มีหลายเรื่องทำไปแล้ว แต่ไม่เป็นข่าว เพราะกลัวถูกเชื่อมโยงการเมือง เมื่อถามว่า 10 คน มีการสอบสวนไปแล้วกี่คน พล.ต.ท.รุทธพลตอบว่า อยู่ระหว่างดำเนินการ ไม่สามารถเปิดเผยก่อนได้ ไม่อยากติดคุกตอนแก่“ไชยชนก” แจงกระจายอยู่หลายพรรคเมื่อเวลา 16.50 น. ที่ถนนเยาวราช นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึง 10 นักการเมืองเกี่ยวข้องธุรกิจทุนสีเทาว่า ต้องให้ความเป็นธรรมกับพรรค ปชน.ที่ภาพลักษณ์เสียหายว่า นักการเมืองทั้ง 10 คน เกี่ยวข้องกับหลายพรรค ยังไม่สามารถลงรายละเอียดได้จนกว่าเอกสารหลักฐานจะผ่านการพิสูจน์ทราบตามกระบวนการกฎหมายเสร็จสิ้น ขณะนี้ใกล้แล้วเสร็จ เสร็จสิ้นแล้วจะแถลงต่อสาธารณะแน่นอน คงไม่ใช่ทั้ง 10 คนพร้อมกัน อยู่ที่ว่าใครเสร็จก่อนหลัง กระบวนการยุติธรรมจะพิสูจน์ทราบว่าเกี่ยวข้องกับพรรค ปชน.หรือไม่ เราไม่ได้นำคดีมาบีบทางการเมือง แต่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องทำมาแล้ว 2-3 เดือน มีมูลเหตุและเอกสารหลักฐาน หากไม่ดำเนินการจะถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่“ธรรมนัส”เชื่อนักเลงคีย์บอร์ดปั่นยอดร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและ รมว.เกษตรฯประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงกระแสข่าวมีการซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท ร.อ.ธรรมนัสร้อง “ห้ะ” ย้อนถามว่า มีด้วยหรือ มีคนไม่ปกติอย่างนี้ด้วยหรือ เมื่อถามว่า ครั้งนี้มีข่าวว่าซื้อเสียงกันหนัก เลยอาจทำให้ตัวเลขพุ่งสูง ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ถ้าใครทุ่มกันขนาดนี้ โอ้โห...บ้านเมืองพินาศแน่ แต่เชื่อว่านักการเมืองคงไม่มีใครทำแบบนี้ มีที่ไหนไปเล่นกันหัวละ 7,500 บาท เป็นนักเลงคีย์บอร์ดโจมตีกัน ทั้งนี้โค้งสุดท้ายพรรค กธ.จะมีไม้เด็ด พรรค กธ.เราทำโพลและดูโพลสำนักอื่นด้วย เรามั่นใจอยู่ 1 ใน 5 ตลอดทุกโพล ไม่มีหลุด ติด 1 ใน 5 เกือบทุกจังหวัด และมั่นใจเจาะพื้นที่ภาคใต้ได้ ไม่ได้เป็นไปอย่างที่บางโพลว่าพรรค กธ.ภาคใต้เป็นศูนย์ มั่นใจว่าเราอยู่ 1 ใน 3 ของสมการนั้น ไม่จับมือพรรคทำลายเสาหลักบ้านเมืองเมื่อถามว่า หลังเลือกตั้งจับมือกันได้ทุกพรรคหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า พรรคเรามีหลักการชัดเจน อะไรเกี่ยวข้องกับการทำลายเสาหลักของบ้านเมือง เราไม่เอาด้วย หากเป็นอย่างนั้นเลิกเล่นการเมืองดีกว่า เมื่อถามว่าพรรค ปชน.และพรรคปชป.ประกาศย้ำหลายครั้งว่าไม่ร่วมงานกับพรรคกธ. มีจุดยืนกับ 2 พรรคนี้อย่างไร ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า มีจุดยืนของตน ไม่ได้มีจุดยืนที่จะไม่เอาพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ถ้าพรรคใดพรรคหนึ่งมีนโยบายชัดเจนว่าเป็นผู้บริหารและทำลายบ้านเมืองมา การเข้าไปยุ่งบ่อนทำลายเสาหลักของบ้านเมือง ไม่เอาด้วย โดยเฉพาะการแก้มาตรา 112 ยืนยันไม่เอาด้วยเด็ดขาด การพูดกันล่วงหน้าจะจับมือกับพรรคนั้นพรรคนี้ รู้ได้อย่างไรจะได้เท่าไหร่ บางคนอยากเป็นนายกฯจนตัวสั่น คุณจะถึง 25 เสียงหรือเปล่า แต่เราถึงแน่ แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะหมวด 1 หมวด 2 ยืนยันไม่แตะ จะรณรงค์ไม่เห็นด้วยแก้หมวด 1 หมวด 2 “พิธา” รับฟังเสียงแรงงานไทยในปารีสเมื่อวันที่ 19 ม.ค.ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ไปที่ศูนย์วัฒนธรรมนานาชาติ (Centre International de Culture Populaire-CICP) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส พบปะและพูดคุยกับคนไทยในต่างแดนที่ตื่นตัวทางการเมืองเพิ่มสูงขึ้นเห็นได้ชัด พบข้อมูลสถิติการลงทะเบียนเลือกตั้งของคนไทยในฝรั่งเศสประมาณ 2,900 คน เพิ่มขึ้น 30% เทียบกับการเลือกตั้ง ปี 66 สะท้อนความตื่นตัวและความตั้งใจของคนไทยในต่างแดน มีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของประเทศต่อเนื่อง นายพิธาได้เปิดเวทีรับฟังปัญหาจากแรงงานไทยในฝรั่งเศส กำลังสำคัญของเศรษฐกิจหลายภาคส่วน อาทิ อุตสาหกรรมแฟชั่น ช่างเย็บผ้า พนักงานร้านอาหาร และหมอนวดแผนไทย แรงงานสะท้อนความท้าทายในการดำรงชีวิตและการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของรัฐไทยจากต่างแดน และเน้นย้ำว่าการเยือนยุโรปไม่ใช่เพียงพบปะผู้สนับสนุน แต่มารับฟังเก็บข้อมูลเชิงประสบการณ์ นำไปพัฒนานโยบายที่ปรับบทบาทรัฐจากการ “ดูแลเป็นครั้งคราว” ไปสู่การ “เชื่อมต่ออย่างยั่งยืน” เพื่อดึงศักยภาพของคนไทยทั่วโลก กลับมามีส่วนร่วมพัฒนาประเทศร่วมกันในระยะยาวเริ่ม 25 ม.ค.กลับมากู้เรตติ้งผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรค ปชน.ว่า ในวันที่ 25 ม.ค. พรรค ปชน.จัดคิวให้นายพิธาเดินทางกลับมาจากต่างประเทศเข้าร่วมเวทีปราศรัย “เชื่อในประชาชน” ที่พรรค ปชน. จัดขึ้นที่ห้างสรรพสินค้าสามย่านมิตรทาวน์ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. จากนั้นเวลา 17.00 น. นายพิธาจะเดินทางไปที่ตลาดแบล็คมาร์เกต BTS แพรกษา จ.สมุทรปราการ เพื่อไปปราศรัยใหญ่ ช่วยผู้สมัคร สส.สมุทรปราการหาเสียง“อ.เชน” ยกเครื่องแก้น้ำท่วมสุโขทัยเมื่อเวลา 10.00 น. ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุโขทัย จ.สุโขทัย นายยศชนัน หรือเชน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย (พท.) นำคณะลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส.สุโขทัยทั้ง 4 เขตหาเสียง โดยขึ้นปราศรัยว่ามาหาคนสุโขทัยเพื่อตอกย้ำว่าวันนี้สุโขทัยแดงทั้งแผ่นดิน ไม่ว่าพรรคจะโดนยุบกี่ครั้ง ทุกครั้งจะกลับมาอย่างแข็งแรง จิตวิญญาณไม่เคยเปลี่ยน พรรค พท.หัวใจคือประชาชน ขอสุโขทัยทั้ง 4 เขต พร้อมถือธงนำ ถ้าให้โอกาสยศชนันเข้าไปจะเปลี่ยนความฝันทุกคนให้เป็นจริง จะแก้หนี้ทั้งระบบ หนี้ครัวเรือน หนี้นอกระบบต้องหมดไป มั่นใจไม่กระทบวินัยการเงินการคลัง พรรค พท.หาเงินเป็น ไม่ได้ใช้เงินอย่างเดียว ส่วนการแก้ปัญหาน้ำท่วมสุโขทัยจะเตรียมทั้งระบบ เปลี่ยนสุโขทัยเป็นเมืองน่าอยู่ น้ำท่วมเกิดจากป่าต้นน้ำ แม่น้ำยมไม่มีฝายชะลอน้ำต้องฟื้นฟูป่าต้นน้ำและฝายชะลอน้ำยม น้ำมาถึงต้องผันน้ำออกไป ไม่ให้น้ำเข้าเมือง พื้นที่รับน้ำต้องได้ค่าตอบแทนคุ้มค่าช่วงทำเกษตรไม่ได้ เรื่องน้ำต้องยกเครื่อง ลงทุนครั้งใหญ่หลายคนพูดเรื่องน้ำ แต่มีกี่คนที่หาเงินเป็น ทำโครงการได้อย่างพรรค พท. จะขุดบ่อขนาดเล็กให้เกษตรกรมีน้ำใช้ได้ตลอดปี ลุย จ.ตากพลิกฟื้น ศก.ชายแดนต่อมาเวลา 13.20 น. ที่ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จ.ตาก นายยศชนันลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้ พ.ต.ท.พิษณุ พลบุตร ผู้สมัคร สส.ตาก พรรคพท. นายยศชนันกล่าวปราศรัยว่า มารายงานตัวฝากตัวเป็นลูกหลานคนตาก ครั้งนี้ประมาทไม่ได้ วันนี้เศรษฐกิจไม่ดี การเลือกตั้งครั้งนี้เดิมพันประเทศ ไทย ช้าไม่ได้ หากช้าจะไม่ทันลูกหลานจะเดือดร้อน 8 ก.พ. เป็นวันแห่งความหวังชาวตาก เลือกพรรคพท.ทั้ง 3 เขต เพื่อเปลี่ยนความหวังของประชาชนให้เป็นจริง ส่วนปัญหาชายแดนต้องให้ความสำคัญโดยเฉพาะอาวุธเถื่อน การอพยพเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย บางจุดที่คนลักลอบเข้ามาจะทำสิ่งกั้น ไม่ให้กลับเข้ามาอีก เช่นเดียวกับการค้าชายแดนเป็นสิ่งสำคัญ จะกลับมาฟื้นฟูให้เศรษฐกิจ จ.ตากกลับมาอีกครั้งกังวลทุ่มหนักซื้อเสียง 7,500 บาทจากนั้นนายยศชนันให้สัมภาษณ์ว่า มั่นใจการลงพื้นที่ จ.สุโขทัยและ จ.ตาก ที่ จ.ตาก รอบนี้มีโอกาสมากขึ้นพอสมควร ที่ผ่านมาสมัยรัฐบาลพรรค พท.ได้ผลักดันแก้ปัญหายาเสพติด ปัญหาชายแดน คอลเซ็นเตอร์ ประชาชนพึงพอใจ หลังจากนี้เตรียมลงพื้นที่ภาคอีสานให้มากขึ้น ชาวอีสานได้เจอกันแน่นอน พยายามจะไปให้มากที่สุด เมื่อถามว่าภาคอีสานต้องการจะเป็นแชมป์เหมือนเดิมใช่หรือไม่ นายยศชนันตอบว่า เป็นเรื่องที่ผลักดันนโยบายเฉพาะเจาะจงแต่ละพื้นที่อยู่แล้ว ทั้งผู้บริหารพรรค ผู้สมัคร สส.และหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่อีสานต่อเนื่อง สัปดาห์หน้าตนจะลงหลายพื้นที่ เพื่อสื่อสารแนวทางนโยบายพรรค พูดคุยกับประชาชน กระแสการซื้อเสียงหนักถึง 7,500 บาทต่อหัว น่ากังวล พรรคมีศูนย์คอยมอนิเตอร์ใกล้ชิด เกิดเหตุการณ์แบบนี้จะรายงานและทำงานร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำเป็นต้องรณรงค์ให้ประชาชนทราบ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือผลักดันนโยบายช่วยเหลือทุกคนอย่างยั่งยืน“มาร์ค” หาเสียงเขตบางนา–ประเวศเมื่อเวลา 07.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมนางการดี เลียวไพโรจน์ 2 แคนดิเดตนายกฯ พรรคปชป.และนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ กทม.ลงพื้นที่หาเสียงช่วย น.ส.วีร์ ศรีวราธนบูลย์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 23 บางนา-ประเวศ เบอร์ 17 ที่ตลาดเช้าซอยสุขุมวิท 101/1 (วชิรธรรมสาธิต) มีพ่อค้าแม่ค้า ประชาชนที่มาเดินตลาดทักทายให้กำลังใจและขอถ่ายรูปกับนายอภิสิทธิ์และคณะอย่างเป็นกันเอง เช่น กลุ่มแฟนคลับผู้สูงวัยที่มาขอถ่ายภาพให้กำลังใจใกล้ชิด บางคนบอกว่า “แอบรักคุณอภิสิทธิ์มาตั้งแต่สมัยยังเป็นหนุ่มๆ” ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดต่างพากันเรียก “นายกฯมาแล้วๆ” ส่งเสียงเชียร์อยากเห็นนายอภิสิทธิ์กลับมาดำรงตำแหน่งนายกฯอีกครั้ง นายอภิสิทธิ์กล่าวขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้ พร้อมรับฟังปัญหาปากท้องและข้อร้องเรียนต่างๆ เช่น ปากท้องค่าครองชีพ ข้อบัญญัติกรุงเทพฯเรื่องสัตว์เลี้ยง (แมว) ที่พรรคมีแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืนแฉเงื่อนไขให้ถ่ายรูปในคูหาจากนั้นนายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ว่า อยากขอโอกาสให้คนของเราทุกคน รอบนี้ใน กทม.เราได้คนรุ่นใหม่ หน้าใหม่เข้ามาเป็นกำลังสำคัญในระยะยาว กระแสข่าวซื้อเสียงหัวละ 7.5 พันบาทที่พูดกันมีอยู่เป็นระยะ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะไปหาพยานหลักฐานมา จึงอยากให้ กกต.ทำงานเชิงรุก เพราะว่าในอดีตที่ผ่านมา ส่วนใหญ่พอไปจับเอาหลังการเลือกตั้ง ผู้ซื้อเสียงได้เป็น สส.แล้ว พยานจะค่อนข้างกลัว อยากให้จับได้ก่อนเลือกตั้งจะดีที่สุด ตอนนี้ได้ยินมามากว่าคนซื้อเสียงจะขอให้ผู้รับเงินต้องถ่ายรูปเวลาที่ลงคะแนน อยากให้ กกต.เข้มงวดกวดขันเรื่องนี้ แม้เขาห้ามถ่ายแต่ส่วนใหญ่แล้วสามารถเอากล้องเข้าไป เพราะช่วงที่อยู่ในคูหาไม่ให้ใครเข้าไปยืนดูข้างหลัง จึงอยากให้ กกต.พิจารณา เพราะได้ยินมาเยอะมากว่า ขอให้ถ่ายรูปส่งยืนยันว่าได้เลือกแล้ว เมื่อถามว่า บ้านใหญ่ใช้ยุทธศาสตร์กระสุนสาดเงิน กังวลหรือไม่นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เราบ้านสีฟ้าเราอาศัยกระแส จะสู้กระสุนได้หรือไม่อยู่ที่ประชาชน อยากให้สู้ได้ เริ่มต้นทำให้บ้านเมืองสุจริตจริงๆรช.ปูดพบพิรุธเงินสะพัด 2 แสนล้านเมื่อเวลา 05.00 น. ที่ตลาดสะพาน 2 เขตวังทองหลาง กทม. พรรครักชาติ (รช.) นำโดย 2 แคนดิเดตนายกฯ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค นายเจษฎ์ โทณะวณิก นำทีมพรรค ช่วย 2 ผู้สมัคร สส.กทม.หาเสียง นายปณิธิ บวรวนิชยกูร เขต 5 และนายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว เขต 13 และลงพื้นที่ช่วยนายอดัม ชินรัตนพิสิทธิ์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 1 หาเสียงที่ตลาดตรอกหม้อ เขตพระนคร นายเจษฎ์ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวเม็ดเงินสะพัดในการเลือกตั้งว่า พรรคได้รับรายงานข่าวกรองถึงความผิดปกติทางการเงิน มีการนำเงินเข้าสู่ระบบการเลือกตั้งสูงถึง 100,000 ล้านบาท และยังมีกระแสข่าวเบิกถอนเงินสดจากธนาคารพาณิชย์ลอตใหญ่กว่า 160,000 ล้านบาท โดยไม่มีธนาคารใดออกมาปฏิเสธ เมื่อรวมตัวเลขแล้วอาจมีเม็ดเงินสะพัดจริงสูงถึง 200,000 ล้านบาท อัตราการจ่ายเงินซื้อเสียงที่สูงขึ้นอย่างผิดปกติพื้นที่ กทม. ราคาพุ่งสูงถึง 7,500 บาท/หัว ต่างจังหวัดเฉลี่ย 3,000-5,000 บาท/หัว เงินมหาศาลเหล่านี้คือเงินสีเทาจากธุรกิจผิดกฎหมาย และกลุ่มสแกมเมอร์ทั้งในและต่างประเทศคาใจ กกต.ไม่รู้ จี้กล้าแจกใบแดงด้านนายชัยวุฒิกล่าวว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีเครื่องมือ กฎหมาย และผู้ตรวจการเลือกตั้งกระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้เรื่องการซื้อเสียงที่เกิดขึ้นทุกหน่วยเลือกตั้ง ปัญหานี้เป็นที่รู้กันทั่ว แต่เหมือน กกต.ไม่รู้อยู่คนเดียว กกต.ต้องทำงานเชิงรุก หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าทุจริตต้องกล้าแจกใบแดงทันทีทสท.ปิดบันได 3 ขั้นปราบโกงเบ็ดเสร็จวันเดียวกัน นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) กล่าวถึงการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันว่าพรรคมียุทธศาสตร์บันได 3 ขั้น มุ่งเน้นปราบโกงเบ็ดเสร็จและเห็นผลจริง คือนำระบบข้อมูลหรือ Data มาใช้ตรวจสอบเข้มข้น พรรคมีแนวคิดสร้าง “ฮีทแมป” ให้หน่วยงานตรวจสอบแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากร นำข้อมูลสาธารณะมาผสานกับข้อมูลสื่อสารและพิกัดตำแหน่งจากโทรศัพท์มือถือ ตรวจพบพฤติกรรมน่าสงสัย เช่น กรณีประมูลงานภาครัฐ หากพบว่าตัวแทน 2 บริษัทที่ยื่นซองประมูลต่างกัน ระบบจะแสดงผลเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการฮั้วประมูลทันที ช่วยหน่วยงานปราบปรามทุจริต พุ่งเป้าตรวจสอบได้แม่นยำกว่าเดิมหลายเท่าทำฮีทแมปตรวจจับโกง–ล่อซื้อ“ขั้นที่ 2 ยุทธการล่อซื้อจับกุมขบวนการทุจริตให้สิ้นซาก มีแนวคิดให้ข้าราชการและตำรวจน้ำดีมาปฏิบัติภารกิจพิเศษ เปลี่ยนชื่อ นามสกุล ที่อยู่ใหม่เพื่อความปลอดภัย ให้ตั้งบริษัทนอมินีของรัฐทั่วประเทศ เพื่อส่งคนเหล่านี้แทรกซึมเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ทั้งเข้าไปเป็นผู้ซื้อในภาคเอกชนและเป็นผู้รับเหมาเข้าประมูลงานภาครัฐ เพื่อเก็บหลักฐาน เรียกรับเงินหรือผลประโยชน์มิชอบ แล้วจับกุมตามกฎหมายจะทำให้ผู้คิดจะโกงระแวงและไม่กล้าเรียกรับผลประโยชน์ และขั้นที่ 3 ไม้ตายสำคัญคือ ประกาศเปลี่ยนธนบัตรใบละ 1,000 บาท โดยออกธนบัตรแบบใหม่และบังคับให้ผู้ถือธนบัตรแบบเก่า ต้องนำมาแลกที่สถาบันการเงินเท่านั้น จะเชื่อมโยงกลับไปสู่บันไดขั้นที่ 1 คือการตรวจสอบด้วยฐานข้อมูล หากประชาชนทั่วไปนำเงินมาแลกในจำนวนสอดคล้องกับรายได้ทำได้ตามปกติ แต่นักการเมืองหรือข้าราชการที่ทุจริตคอร์รัปชันจนมีเงินเก็บมหาศาลจะไม่สามารถชี้แจงที่มาของเงิน หรือนำเงินจำนวนมากมาแลกคืนได้ เงินที่โกงกินกลายเป็นเพียงเศษกระดาษทันที“เสี่ยหนู” กอด “ดร.เอ้” ไว้เจอกันที่สภาฯเวลา 16.00 น. ที่เขตสัมพันธวงศ์ กทม.นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรค ภท.พร้อมแกนนำพรรค ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ไปลงพื้นที่ย่านตลาดสำเพ็งและเยาวราช ช่วยหาเสียงให้ น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา ผู้สมัครสส.กทม.เขต 1 บรรยากาศคึกคักพ่อค้าแม่ค้า ประชาชน นักท่องเที่ยวต่างชาติมาขอเซลฟี่ ขอให้เพิ่มเงินคนละครึ่งพลัส เฟส 2 มีแม่ค้ามาติดสติกเกอร์รูปหัวใจให้บางคนเรียกร้องให้จัดระเบียบสายไฟลงดิน ระหว่างเดินไปถึงถนนเยาวราช ได้เจอกับนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ (ทกม.) และทีมงานเดินหาเสียงอยู่ถนนฝั่งตรงข้าม นายอนุทินเห็นจึงตะโกนเรียกว่า “พี่เอ้ๆ” ที่หันมายิ้มโบกมือทักทายเดินข้ามถนนมาหา แล้วสวมกอดพูดคุยให้กำลังใจกัน นายสุชัชวีร์ขอให้นายอนุทินโชคดี ขณะที่นายอนุทินบอกขอให้ได้ไปเจอกันในสภาฯ ก่อนแยกย้ายกันไปเดินหาเสียงกกต.กทม.เสียงแข็งไม่มีซื้อเสียง 7.5 พันเมื่อเวลา 13.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผอ.การเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) กล่าวถึงกรณีหัวหน้าพรรครักชาติ ระบุ กทม.มีการซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท ว่าจนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับรายงาน แต่โอกาสที่จะเป็นไปได้มองว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน กรุงเทพฯ 4.5 ล้านคน โอกาสที่จะแจกคนละ 7,500 บาทเป็นไปไม่ได้ เพราะแค่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1 ล้านคนถ้าจ่าย 7,500 ล้าน ไม่น่าจะมี สส.หรือพรรคใดที่จะลงทุน เรื่องร้องเรียนทุจริตหรือซื้อเสียงในกรุงเทพฯขณะนี้ยังไม่มี ส่วนใหญ่ร้องป้ายหาเสียงกีดขวางการจราจร บดบังทัศนียภาพ การเลือกตั้งครั้งนี้เข้มข้น ทุกเขต เขตที่มีผู้สมัครน้อยสุด 12 คนและสูงสุด 19 คน ซึ่งเรามีผู้สังเกตการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ชุดเคลื่อนที่เร็ว คอยตรวจสอบอยู่แล้วบางกะปิยอดใช้สิทธิล่วงหน้าทะลักว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์กล่าวอีกว่า การจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 1 ก.พ. เวลา 08.00-17.00 น. แจกวัสดุอุปกรณ์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 ม.ค.ค่อนข้างพร้อมแล้ว หน่วยเลือกตั้งที่ผู้ลงทะเบียนขอให้สิทธิมากที่สุด เป็นการเลือกตั้งนอกเขต ที่เขตบางกะปิ มีผู้ลงทะเบียน 53,000 คน ใช้ห้างสรรพสินค้าตะวันนาเป็นสถานที่ออกเสียง ได้ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วพร้อมรองรับได้ ยังมี 7-8 หน่วยที่มีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าเกิน 10,000-20,000 คน จะปรับสถานที่ให้พร้อมไม่น่าจะเกิดปัญหา“รุทธพล” แจงเหตุพักโทษ “ทักษิณ”ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงการพักโทษของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ช่วงเดือน พ.ค.ว่า ต้องผ่านคณะกรรมการ 3 ชุดก่อน ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายหาก นายทักษิณรับโทษมา 2 ใน 3 แล้ว เป็นการพักโทษตามปกติ มีคณะทำงานเริ่มจากเรือนจำพิจารณาและกลั่นกรองระดับอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ก่อนส่งมาที่คณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณา ท้ายสุดอำนาจลงนามเป็นของปลัดกระทรวงยุติธรรม ส่วนที่ยังมีคดี 112 ที่อัยการอุทธรณ์ต่อ เป็นอำนาจคณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาอีกครั้ง กลไกการพักโทษไม่เหมือนกันกับครั้งแรก เพราะครั้งนี้เป็นไปตามกฎหมาย ต้องรอคณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณา อาจมีเหตุผลอะไรอย่างไร ต้องรอมติอีกครั้ง เมื่อถามว่าการได้รับการพักโทษไม่ใช่ใบสั่งทางการเมืองใช่หรือไม่ เพราะกรณีนายทักษิณอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง พล.ต.ท.รุทธพลปฏิเสธว่า ไม่ใช่ เป็นเรื่องข้อกฎหมายอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่