เหตุการณ์ที่ สนามบินสุวรรณภูมิ กรณีที่ผู้โดยสารเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศกลุ่มเสี่ยง ทั้งจาก ญี่ปุ่น และ สิงคโปร์ จำนวน 158 คน ไม่ยอมเข้ารับการกักตัวตามมาตรการด้านสาธารณสุข โดยผู้ที่รับผิดชอบ ยศ พล.ต. ซึ่งก็เปิดเผยชื่อในเวลาต่อมาว่าชื่อ พล.ต.โกศล ชูใจ ทำหน้าที่ กำกับควบคุมการบังคับใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นผู้อนุญาตให้กลับบ้านได้ โดยอ้างว่า ปรึกษาผู้ใหญ่แล้ว จนมีการตั้งคำถามว่า ผู้ใหญ่ใจดี คนนั้นคือใครเรื่องตัวเลขผู้โดยสารยังค่อนข้างสับสน เพราะในตอนแรกรายงานว่ามี 163 คน ในจำนวนนั้น 3 คนมีอาการไข้สูงผิดปกติ สืบกันไปสืบกันมา เอารายชื่อผู้โดยสาร จำนวน 158 คนมาเปิดเผยว่า เป็นใครที่ไหน ใช้เวลาไม่ทันข้ามวัน มีข่าวจากสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติว่าผู้โดยสารจำนวน 158 ราย มารายงานตัวและเข้าสู่กระบวนการกักตัวเรียบร้อยแล้ว จริงเท็จประการใดเป็นอีกเรื่องแต่งานนี้เข้าใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผอ.ศบค. คงอารมณ์เสียพอสมควร ถือว่า เป็นการท้าทายอำนาจตาม พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน เลยทำให้ฝ่ายปฏิบัติต้องรีบออกตัวตามหาผู้โดยสารที่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านเป็นการใหญ่ พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผบ.สส. ในฐานะผู้บังคับบัญชา ต้องตั้งกรรมการสอบและย้ายให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวถ้าจะว่ากันไปแล้ว ก็น่าเห็นใจคนที่มาทำหน้าที่เจรจา เนื่องจากไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ ไม่มีความรู้ที่จะตรวจสอบคัดกรอง พอมีผู้โดยสารมารวมตัวกันมากๆก็รู้สึกไม่ดี ครั้นจะให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการโดยใช้กำลังก็ยิ่งจะเป็นผลเสียใหญ่ แม้แต่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติเองก็คงแหยงพอสมควร มีแต่หน้ากากอนามัยอันเดียว ชุดก็ไม่มีใส่ป้องกัน เกิดมีผู้โดยสารที่ติดเชื้อโควิด-19 คงได้ระบาดกันไปใหญ่เช่นเดียวกับการตั้งด่านต่างๆทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่ ตำรวจ ทหาร รวมทั้งเทศกิจ มีแต่หน้ากากอนามัยอันเดียวเหมือนกัน จะให้ไปคัดกรองตรวจสอบวัดไข้ ใครจะไปเสี่ยง ขนาดคนใหญ่คนโต คนในรัฐบาลยังติดไวรัสกันงอมแงม นอกจากจะต้องรักษาตัวแล้ว คนรอบข้างจะต้องถูกกักตัวกันบานตะไท เดือดร้อนเป็นลูกโซ่ไม่รู้ว่า ยาแรงของ ศบค. จะใช้ได้ผลแค่ไหน และจะต้องถึงกับประกาศเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมง ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศไว้หรือไม่ ต้องจับตาภายใน 7 วันนี้ บางฝ่ายก็บอกไม่ทันแล้ว ไวรัสโควิด-19 ไปไกลแล้ว บางฝ่ายก็บอกว่า ห้ามออกจากบ้าน 24 ชั่วโมงได้ผลดีที่สุด แต่รัฐบาลต้องแจกข้าวแจกน้ำ แจกตังค์ให้ชาวบ้านด้วยอะไรก็ตาม ถ้าจะให้ได้ผล ให้มีประสิทธิภาพ ต้องขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติด้วย วันนี้ ประชาชน พร้อมที่จะร่วมมือในการฝ่าวิกฤติไวรัสโควิด-19 ไปได้แค่ไหน ยอมรับกติกาของสังคมได้แค่ไหนถ้ายอมปฏิบัติตามกติกาสังคมง่ายๆ สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง 2 เมตร ล้างมือบ่อยๆ ทำงานจากบ้าน ออกนอกบ้าน ให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ยอมเข้าระบบคัดกรอง กักตัว การเอาชนะโควิด-19 ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th