เมื่อวานนี้ผมเล่าถึงตำนาน “72 ปี ห้างเซ็นทรัล” มาจบที่กำเนิด เซ็นทรัล ลาดพร้าว เมื่อ พ.ศ.2526 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นศูนย์การค้าใหญ่ที่สุด โออ่าทันสมัยที่สุด มีทั้งโรงแรม และศูนย์การประชุมทันสมัยรวมอยู่ด้วยแล้วผมก็ทิ้งท้ายว่า เซ็นทรัล ลาดพร้าว เป็นทั้ง “โชคลาภ” และ “ทุกขลาภ” ของเครือเซ็นทรัลเพื่อที่จะมาเฉลยต่อในวันนี้ในแง่ของโชคลาภก็คือ เซ็นทรัล ลาดพร้าว ประสบความสำเร็จอย่างสูงยิ่ง ทำรายได้ให้แก่กลุ่มเซ็นทรัลสูงสุดใน พ.ศ.ดังกล่าวความดังและความ “ใหญ่” ได้มาตรฐานของศูนย์การประชุม บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ทำให้กระทรวงการคลัง เลือกเซ็นทรัลลาดพร้าว เป็นสถานที่สำหรับจัดการประชุมประจำปี “ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ” ครั้งที่ 46 พ.ศ.2534 ในประเทศไทยการประชุมระดับโลกนี้ ปกติจะจัดที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา แต่ทุก 3 ปี จะออกไปจัดที่ประเทศสมาชิกเป็นการสลับฉากเมื่อประเทศไทยขอเป็นเจ้าภาพพร้อมกับยื่นเอกสารประกอบเกี่ยวกับสถานที่จัดประชุม คือบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ที่ว่านี้แก่ธนาคารโลก ก็ได้รับฉันทานุมัติในทันทีแต่พอกระทรวงการคลังเริ่มเตรียมการโดยส่งสารไปเชิญชาติสมาชิกทั่วโลกให้มาประชุมในบ้านเราพร้อมกำหนดไว้ว่าจะประชุมในเดือนตุลาคมปี 2534ก็มีข่าวแพร่สะพัดไปว่าเซ็นทรัล ซึ่งจะหมดสัญญาการเช่าพื้นที่ลาดพร้าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ขอต่อสัญญาและร่ำลือกันว่าได้ใช้คำพูดในทำนองว่าหากไม่ต่อประเทศไทยจะจัดการประชุมธนาคารโลกไม่ได้ เพราะห้องประชุมจะอยู่ที่นี่ทำให้หัวหน้ารัฐบาลขณะนั้นคือนายกฯ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ โกรธมาก หาว่าแบบนี้ข่มขู่กัน หันไปสั่งให้กระทรวงการคลังจัดสร้างศูนย์ประชุมแห่งใหม่ทันทีสร้างอย่างเร่งด่วนให้แล้วเสร็จภายในเวลาประมาณปีเศษๆ ก่อนการเป็นเจ้าภาพการประชุมธนาคารโลกให้จงได้เป็นที่มาของการสร้าง ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งกระทรวงการคลังก็สามารถสร้างได้เสร็จทัน สามารถจัดการประชุมธนาคารโลกได้อย่างยิ่งใหญ่แต่รัฐบาลที่เข้ามาจัดการประชุมกลับมิใช่รัฐบาลของ “น้าชาติ” พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ...เพราะคงจะจำกันได้ว่าท่านถูกรัฐประหารไปในเดือนกุมภาพันธ์ของปี 2534 นั้นเองประเทศไทยได้ คุณ อานันท์ ปันยารชุน มาเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมธนาคารโลกระหว่างวันที่ 1-15 ตุลาคม 2534 และได้รับคำชื่นชมจากผู้เข้าประชุมกว่า 10,000 คน จากประเทศสมาชิกธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ว่าจัดการประชุมได้อย่างยอดเยี่ยมการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอย่างกะทันหัน และไม่คาดฝัน น่าจะเป็นผลดีต่อห้างเซ็นทรัลในโอกาสต่อมา เพราะรัฐบาลน้าชาติที่เคยโกรธเซ็นทรัล และสั่งให้สร้างศูนย์สิริกิติ์ฯแทนบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ลาดพร้าว หลุดจากอำนาจไปเรียบร้อยดูเหมือนว่า “ทุกข์” ของเซ็นทรัลกรณีลาดพร้าวจะเลือนหายไปหลังจากนั้น และในที่สุดก็ได้ต่อสัญญากับการรถไฟฯ และยังคงประกอบกิจการมาจนถึงปัจจุบัน ผมเองยังแวะไปเดินเล่นบ่อยครั้งจากนั้นเป็นต้นมาธุรกิจของเซ็นทรัลก็เจริญรุ่งเรืองอย่างไม่หยุดยั้ง มีการขยายสาขาไปต่างจังหวัดคือที่เชียงใหม่เป็นสาขาแรก เมื่อ พ.ศ.2535 แล้วก็ตามมาด้วยจังหวัดโน้นจังหวัดนี้ จนกระทั่งถึงประเทศโน้น ประเทศนี้ ดังที่เราได้ยินข่าวมาอย่างต่อเนื่องความสำเร็จของ “เซ็นทรัล” เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจยิ่ง...แน่นอนย่อมมาจากผู้บริหารชุดต่างๆที่มากไปด้วยฝีมือและวิสัยทัศน์ และสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นอย่างเป็นระบบไม่มากนักที่ธุรกิจแบบครอบครัวและก็เป็นครอบครัวใหญ่จะ “สามัคคีปรองดอง” รวมพลังการบริหารธุรกิจขนาดยักษ์ได้ถึงขนาดนี้ผมขอแสดงความยินดี ในความสำเร็จของตระกูล “จิราธิวัฒน์” อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็มีความในใจอะไรบางอย่างที่อยากจะฝากไปถึงผู้หลักผู้ใหญ่ของตระกูลในยุคนี้ ซึ่งจริงๆแล้วก็อยากจะฝากต่อไปถึงคนรวยทุกๆคนของประเทศไทย ไม่ว่าจะติดอันดับเท่าไหร่ของฟอร์บส์ก็ตามเผอิญเนื้อที่หมดอีกแล้ว ขออนุญาตเก็บความในใจถึงคนร่ำรวยทั้งหลายของผมไปขยายความต่อในฉบับวันจันทร์ ก็แล้วกันครับ!“ซูม”อ่านข่าวเพิ่มเติม- เหะหะพาที : 72 ปี กลุ่ม “เซ็นทรัล” หนึ่งในตำนาน “ห้างไทย”