จากปัญหาสภาวะฝนแล้งและการกระจายตัวของฝนไม่สม่ำเสมอ เป็นปัญหาสำคัญของการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทย ส่งผลให้ผลผลิตรวมของทั้งประเทศลดลงศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตร ประสบความสำเร็จในการศึกษาวิจัยพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ให้มีความทนทานต่อสภาพแล้ง มีอายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม ต้านทานต่อโรคทางใบ ได้พันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์ใหม่จำนวน 2 พันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมพันธุ์นครสวรรค์ 4 เป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมเดี่ยว สามารถเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 110-120 วัน เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์แท้ตากฟ้า 1 เป็นพันธุ์แม่ และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์แท้ Nei 452006 เป็นพันธุ์พ่อ ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 1,092 กิโลกรัมต่อไร่ มีความทนทานแล้งในระยะออกดอก เก็บเกี่ยวด้วยมือง่าย ปลูกได้ดีในพื้นที่ดอน ดินมีการระบายน้ำดี สภาพดินไม่เป็นกรดด่างมากเกินไปข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมพันธุ์นครสวรรค์ 5 เป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมเดี่ยว อายุค่อนข้างสั้น สามารถเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 95-100 วัน ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 1,176 กิโลกรัมต่อไร่ มีความทนทานแล้งในระยะออกดอก มีความต้านทานต่อโรคทางใบ ที่สำคัญ ต้านทานโรคใบไหม้แผลใหญ่และโรคราสนิม ฝักแห้งเร็ว มีความชื้นขณะเก็บเกี่ยวน้อยกว่าพันธุ์อื่นๆ ในขณะที่ต้นยังเขียวสด สามารถปลูกในพื้นที่หลังนาในเขตชลประทาน เหมาะสำหรับในพื้นที่มีการระบาดของโรคใบไหม้แผลใหญ่ในภาคเหนือของไทยนอกจากนี้ ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท กรมวิชาการเกษตร ยังได้ประสบความสำเร็จในการศึกษาวิจัยปรับปรุงพันธุ์ ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2 มีลักษณะเด่น ให้ผลผลิตฝักทั้งเปลือก 2,132 กิโลกรัมต่อไร่ และฝักปอกเปลือก 1,306 กิโลกรัมต่อไร่ เมล็ดมีสีขาวม่วง เป็นที่นิยมของผู้บริโภค คุณภาพเหนียวนุ่ม เหมาะกับการรับประทานฝักสด และปรับตัวได้ดีกับสภาพแวดล้อมโดยข้าวโพด 3 พันธุ์ใหม่นี้ ได้ผ่านการพิจารณาเป็นพันธุ์รับรองของกรมวิชาการเกษตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว.สะ-เล-เต