ปกติปีงบประมาณรายจ่ายประจำปีเริ่มวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปีจนถึงวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป แต่ปีนี้อยู่ในช่วงรอรัฐบาลใหม่ กว่าจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา การเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ต่อสภาผู้แทนราษฎรตามกรอบรัฐธรรมนูญกว่าจะพิจารณาเสร็จสิ้นและประกาศใช้ก็ช่วงต้นปี 2563การจัดทำงบประมาณแผ่นดินเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพื่อต้องการให้รัฐบาลวางแผนดำเนินการล่วงหน้า ทั้งวางแผนการใช้จ่ายและการหารายได้ จะทำให้สามารถคาดการณ์สภาพเศรษฐกิจโดยรวมในปีต่อไปได้ และเป็นเข็มทิศช่วยให้รัฐบาลบริหารการคลังได้มีประสิทธิภาพ ภายใต้ขอบเขตของงบประมาณที่จัดทำขึ้นหากรายจ่ายใดไม่สามารถจัดสรร งบฯให้แก่หน่วยงานใดของรัฐได้โดยตรง รัฐบาลจะใช้เทคนิคใส่ไว้ในรายการงบกลาง เพื่อความยืดหยุ่นการใช้งบฯ แต่งบฯรายการนี้จะถูกฝ่ายค้านตรวจสอบอย่างหนักทุกยุค เพราะบ่งบอกถึงการใช้จ่ายที่ไร้วินัย ช่วงหลังจึงกำหนดให้แสดงเหตุผลและความจำเป็นในการกำหนดงบกลางด้วยแต่การตรวจสอบเข้มข้นเช่นนี้ ไม่มีในรอบ 5 ปี เพราะฝ่ายนิติบัญญัติ คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีต้นกำเนิดจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ที่รัฐบาลเสนอเข้า สนช. ถูกวิจารณ์ว่าพิจารณาตามพิธีกรรม ทำตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เคยตั้งคำถามว่า รู้หรือไม่รัฐใช้เงินจัดซื้อจัดจ้างปีละเท่าไหร่ โดยตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาสำคัญไม่ใช่จำนวนเงินก้อนโตที่รั่วหายไปกับคำว่าสินบนเท่านั้น ถ้าอ้างอิงตามดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทยระบุว่าประมาณ 2–3 แสนล้านบาทต่อปี แต่ยังมีเรื่องระบบการจัดข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างอีกโดยงบประมาณปี 2561 งบลงทุน 20 เปอร์เซ็นต์ที่ต้องมีการจัดซื้อจัดจ้างจากงบประมาณปีละ 3 ล้านล้านบาท จะมีการจัดซื้อจัดจ้างเกิดขึ้นราว 9 แสนล้านบาทต่อปี และยังมีงบฯดำเนินงานที่มีค่าใช้จ่ายแฝงอยู่อีกราว 10 เปอร์เซ็นต์ มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์การต้านคอร์รัปชัน เสนอทางออกเพื่อป้องกันความสูญเสียซ้ำซากขอให้เปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง ป้องกันมิให้ใครปล้นสมบัติของชาติ อาจเป็นรูปแบบรัฐบาลดิจิทัล นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นเครื่องมือบริหารจัดการ และเปิดประมูลทุกโครงการ นำไปสู่การลดคอร์รัปชันได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับรัฐบาลกล้าตั้งงบประมาณประจำปีเพื่อสนับสนุนและเดินตามแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลหรือไม่.