กรณี นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว นักเคลื่อนไหวทางการเมืองถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ดักรุมทำร้ายด้วยไม้คมแฝกอาการสาหัส หลายฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจับตัวคนร้ายโดยเร็วที่สุดและดูแลความปลอดภัยของประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นงานที่ท้าทายตำรวจ หากจับกุมคนร้ายไม่ได้ น่าจะเป็นประเด็นใหญ่การเมือง ไม่ใช่ครั้งแรกที่ “จ่านิว” ถูกทำร้าย ก่อนหน้าค่ำวันที่ 2 มิ.ย. ถูกรุมทำร้ายที่ป้ายรถเมล์ปากซอยรัชดาภิเษก 7 ครั้งนั้นอาวุธที่ใช้เหมือนแค่สั่งสอนตักเตือน คดียังไม่คืบหน้ามาครั้งนี้กลุ่มชายชุดดำรุมสกรัมหนักขึ้นกว่าเก่า ใช้ไม้คมแฝกมุ่งทำร้ายจนถึงชีวิตทั้ง 2 เหตุการณ์ยังไม่มีความคืบหน้า และไม่ทราบกลุ่มคนร้ายน.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ แม่ของนายสิรวิชญ์ยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เรียกร้องให้ตำรวจเร่งรัดจับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด เชื่อว่าสาเหตุของการถูกทำร้ายของลูกชายเกิดจากการแสดงออกทางการเมือง ซึ่งไม่ใช่เรื่องเงินกู้นอกระบบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ได้นิ่งเฉย สั่ง ผบ.ตร.เร่งรัดจับกุมตัวคนร้ายมาดำเนินคดีย้ำว่า “คดีนี้สั่งให้ ผบ.ตร.ติดตามดูแลเรื่องนี้อย่างดีที่สุด สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปเยี่ยมเยียนดูแลความต้องการของจ่านิว ต้องดูแลให้ดีที่สุด บอกว่าตนไม่ใช่ศัตรูของเขา ตอนนี้มีผลกระทบมากในสังคมของเราอยู่แล้ว การทำร้ายซึ่งกันและกันมันไม่ควรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แสดงความกังวลต่อการใช้ความรุนแรงกับผู้เห็นต่างทางการเมือง ขอให้ตำรวจและฝ่ายความ มั่นคง ร่วมกันคุ้มครองดูแลความปลอดภัยประชาชนทุกกลุ่ม ที่ใช้สิทธิและเสรีภาพแสดงความเห็นหรือจัดกิจกรรมใดๆภายใต้กรอบกฎหมายให้ใกล้ชิดมากขึ้นเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเรียนรู้ซึ่งกันและกันเปิดใจกว้างแสดงความคิดเห็นและรับฟังกันอย่างสร้าง สรรค์ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ปฏิเสธความรุนแรง และการใช้คำพูดที่ยั่วยุ สร้างความโกรธเกลียดกันทางสังคมรัฐบาลแสดงเจตนาชัดเจน เดินหน้าเร่งรัดจับกุมคนร้าย ทำความจริงให้ปรากฏและปฏิเสธความรุนแรงในสังคม ไม่เพียงแต่ฝ่ายรัฐบาลที่เอาจริงเอาจัง ฝ่ายค้านนำโดย ส.ส.เพื่อไทย ลงพื้นที่เกิดเหตุ เรียกร้องให้ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาให้ได้ จัดการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนและเรียกร้องให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองลบโพสต์เยาะเย้ยสะใจที่จ่านิวบาดเจ็บสาหัส ถือเป็นการซ้ำเติม แม้ผู้บาดเจ็บจะอยู่ฝ่ายตรงข้าม แต่เราต้องเห็นใจในฐานะที่เป็นประชาชน งานนี้คงหนีไม่พ้นตำรวจ หน่วยงานที่ต้องคลี่คลายข้อสงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนในสังคม เป็นความรุนแรงที่ไม่มีใครเห็นด้วย เป็นคำถามของคนในสังคมบางกลุ่มมองว่าเป็นฝีมือรัฐบาล เล่นงานนักเคลื่อนไหวที่คิดต่างสวนทางรัฐบาล และบางกลุ่มมองว่าน่าจะมี “มือที่สาม” สร้างสถานการณ์ เพราะพอมีเหตุเกิดขึ้นมีคนบางกลุ่มนำเรื่องนี้ขยายผลเป็นเรื่องการเมืองปลุก ระดมคนที่เห็นต่างรัฐบาลออกมาเคลื่อนไหวหากยิ่งปล่อยให้การสืบสวนคดีล่าช้า จะเป็นช่องให้กลุ่มฉวยโอกาส “สร้างวาทกรรม” ทำร้ายประเทศชาติ ตามสื่อโซเชียลทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าใครที่คิดหาประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ ล้วนแต่ไม่ได้เกิดเป็นผลดีต่อประเทศไทย มีแต่ทำให้เกิดความเกลียดชัง แตกแยกในสังคมมากขึ้นประเด็นที่ประชาชนทั่วไปให้ความสนใจกับเหตุทำร้าย “จ่านิว” รัฐบาลเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้หรือไม่ หรือมีคนบางกลุ่มสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเพื่อหวังประโยชน์ทางการเมือง เป็นเรื่องที่ตำรวจเร่งคลี่คลายคดีโดยเร็วที่สุดก่อนที่จะมีคนตกเป็น “เหยื่อโซเชียล” ล่าสุด ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย มายืนยัน นายวัน อยู่บำรุง ส.ส.กทม. ลูกชายที่ถูกโยงว่าไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องนี้ ฟันธงเป็นเรื่องการเมือง โยนว่ามีนายตำรวจบางคนให้ที่พักคนร้าย 2 ใน 4 คน บอกว่ารู้หมด อยากฝากไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ตั้งใจทำคดีตามมาด้วย พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบ.ตร. ออกมาใช้สิทธิส่วนตัวแจ้งความพนักงานสอบสวน บก.ปอท.ให้ดำเนินคดีผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลสื่อโซเชียลพาดพิงส่งลูกน้องไปดักรุมทำร้ายนายสิรวิชญ์ พล.ต.อ.จักรทิพย์ เรียกประชุมทีมสืบสวนให้ พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.น. นักสืบชั้นดีของ ตร.ที่เคยคลี่คลายคดีสำคัญ เป็นหัวหน้าชุดสืบสวนคดี พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบก.สส.บช.น. เข้าร่วมตำรวจพื้นที่มีข้อมูลว่า กล้องวงจรปิดจับภาพคนร้าย 4 คน แต่งชุดดำ สวมหมวกกันน็อกเต็มใบปิดบังใบหน้า ทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ ใช้รถ จยย. 2 คันเป็นพาหนะ คันแรกจอดหน้าปากซอยใกล้สะพานลอยตรงจุดเกิดเหตุ ส่วนรถ จยย.อีกคันจอดเลยไปไม่ห่างคนร้าย 2 คนอยู่ที่รถ เมื่อนายสิรวิชญ์หรือจ่านิวเดินมาถึงจุดเกิดเหตุ คนร้ายจุดใต้สะพานลอยวิ่งเข้าตีเป็นคนแรก คนร้ายอีก 2 คนที่จอดรถ จยย.รออยู่วิ่งมาช่วยรุมตีนายสิรวิชญ์จ่านิววิ่งหนีลงไปกลางถนนแต่คนร้ายไม่หยุด ทำให้รถที่วิ่งบนถนนหยุดรถชะงักดู แต่ไม่มีใครกล้าช่วย คนร้ายแยกย้ายขึ้นรถ จยย.หลบหนีไป โดยกลุ่มคนร้ายใช้เวลาก่อเหตุทั้งหมดไม่กี่นาทีตำรวจเชื่อว่าการกระทำครั้งนี้ กลุ่มคนร้ายเตรียมมาเป็นอย่างดี มีความชำนาญ อยู่ระหว่างการสืบสวนประเด็นที่ก่อนหน้าเคยถูกทำร้ายในพื้นที่ สน.ห้วยขวาง เป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่ ตำรวจยังไม่ฟันธงยังมุ่งสืบสวนทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องทั้งการเมือง ส่วนตัวและหนี้นอกระบบพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวกับ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ว่า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กำชับให้ความเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นคดีอะไรจะต้องจับคนร้ายให้ได้ ไม่แบ่งว่าสีไหนหรือใคร เมื่อทำผิดต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย คดีนี้ให้ พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. กับ พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.น.เป็นหัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวน ขอเวลาตำรวจได้ทำงานไม่ต้องห่วง จะนำคดีเก่าที่ สน.ห้วยขวางมาพิจารณา หาความเชื่อมโยง คดีของนายสิรวิชญ์เหมือนคดีทั่วไปที่เป็นระบบอยู่แล้ว มีความคืบหน้าพอสมควร ตอนนี้ไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ตรวจสอบ อาวุธ ส่วนใครจะพูดเรียกร้องจับไม่ได้ให้ลาออกได้ยินต้องทำใจ ใครจะพูดอะไรก็ได้ ตำรวจไม่หยุดทำงาน เพราะคดีมีความยากง่ายไม่เหมือนกัน พร้อมทำความจริงให้ปรากฏ” แม้คดี “จ่านิว” ที่ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุได้ แต่รัฐบาลและตำรวจแสดงท่าทีชัดเจนยืนยันจะทำความจริงให้ปรากฏ พร้อม “กระชากหน้ากาก” คนที่อยู่เบื้องหลังออกมาให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน สีไหนก็ตามหากคดีนี้เกี่ยวข้องกับการเมืองจริง ขอให้เป็นกรณีสุดท้าย นักเคลื่อนไหวทางการเมืองตกเป็น “เหยื่อการเมือง” และสังคมต้องช่วยกันตรวจสอบข้อมูลข่าวให้ดี อย่าตกเป็นเหยื่อทางการเมืองของกลุ่มที่เข้ามาใช้สร้างสถานการณ์ฉกฉวยหาผลประโยชน์คดีทำร้าย “จ่านิว” นักเคลื่อนไหว ทำให้สังคมแตกแยก เคลือบแคลงสงสัยลองคิดดูว่าการทำร้าย “จ่านิว” นักเคลื่อนไหว ในครั้งที่ 2 ที่เล่นงานหนัก ใครได้ประโยชน์ที่สุด แม้จะเป็นเรื่องยากที่ชี้ชัดปมขัดแย้งของคนไทยในช่วงนี้ ต้องรอจนกว่าได้ตัวคนร้าย ถึงจะได้มีความชัดเจนออกมาความกดดันอยู่ที่ตำรวจชุดสืบสวน เฟ้นหา “มือดี” ที่รุมตีจ่านิว.ทีมข่าวอาชญากรรม