ในที่สุดวันนั้นก็มาถึง วันที่คนไทยภาวนาขออย่าให้เป็นความจริง แต่กลายเป็นจริงจนได้ เมื่อมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อโซเชียล อ้างว่าเป็นรายงานประจำปี 2561 ของ “เครดิตสวิส” ระบุว่า กลุ่มคนไทย 1% ของประชากรทั้งประเทศ ถือครองความมั่งคั่งของประเทศถึง 66.9% กลายเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับ 1 เป็นแชมป์โลกด้านความเหลื่อมล้ำรายงานระบุว่า เมื่อปี 2559 ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำด้านรายได้เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากรัสเซียและอินเดีย แต่ในปี 2561 ก้าวกระโดดขึ้นมาครองอันดับ 1 แซงหน้ารัสเซียที่กลุ่มคน 1% เคยถือครองความมั่งคั่ง 78% แต่ปีนี้ลดเหลือ 57.1% ตามด้วยตุรกี (54.1%) และอินเดีย (51.5%) ตัวเลขของไทยเมื่อปี 2559 อยู่ที่ 58%หน่วยงานของรัฐบาลปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง อ้างว่าข้อมูลที่เป็นมาตรฐานสากล ได้แก่ ข้อมูลของธนาคารโลก ซึ่งเป็นที่ยอมรับของ 110 ประเทศทั่วโลก ระบุว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำของไทยดีขึ้น เป็นอันดับที่ 46 ใน 73 ประเทศ บ้างก็อ้างว่าข้อมูลของเครดิตสวิส เป็นข้อมูลเก่าตั้งแต่ปี 2549 ทำไมจึงเพิ่งจะรายงานในปี 2561เมื่อไม่ยอมรับว่ามีปัญหา หรือยอมรับแต่อ้างว่าเป็นปัญหาที่มีอยู่ทั่วโลก เป็นเรื่องธรรมดา ก็อาจจะไม่ต้องแก้ไขใดๆ แต่ความจริงอย่างหนึ่งซึ่งจะต้องยอมรับก็คือ ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาที่มีมาช้านาน แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบางฉบับก็เน้นการแก้ไขความเหลื่อมล้ำ และในปัจจุบันนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของประเทศหลายคนก็ชี้ว่าความเหลื่อมล้ำคือปัญหาสำคัญแม้แต่รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ของ คสช.ก็บัญญัติไว้ว่าต้องขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เช่นเดียวกับยุทธศาสตร์ชาติก็ตั้งเป้าจะลดความเหลื่อมล้ำใน 20 ปี แต่ในภาคปฏิบัติที่เป็นจริง นโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลถูกวิจารณ์ว่าแก้ปัญหาแบบนักการตลาด แบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” จึง “รวยกระจุกจนกระจาย”นโยบายของรัฐบาลตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า ต้องสร้างกลุ่มคนรวยขึ้นมาเพื่อให้อุ้มชูกลุ่มคนจน เหมือนกับการเติมน้ำในเขื่อนให้ล้น ไหลทะลักออกไปสู่พื้นที่อื่นๆ ไม่มีระบบการกระจายรายได้ที่เหมาะสม ไม่ต้องปฏิรูประบบภาษีที่เป็นธรรม แต่กระจายรายได้สู่กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำด้วยวิธีการประชานิยม ชัดเจนสุดคือรายการแจกมโหฬารช่วงก่อนเลือกตั้งหลายหมื่นล้านความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ระดับโลกเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ที่จะนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำด้านอื่นๆอีกมาก รวมทั้งโอกาสที่จะเข้าถึงบริการของรัฐ โอกาสที่ลูกหลานคนจนจะได้รับการศึกษาสูงๆ เพื่อถีบตัวออกจากวงจรแห่งความยากจนที่ดักดาน หวังว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคการเมืองทั้งหลายจะแข่งกันเสนอแนวทางแก้ไขไม่จมปลักอยู่แค่แจกแจกแจก.