สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พบว่าความชุกของเด็กวัยเรียนที่น้ำหนักเกินมีสูงถึงร้อยละ 13.9ที่น่าตกใจ...สถิติที่ว่านี้เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าจากสถิติเมื่อปี 2538 ที่สำคัญ...“เด็ก” ที่อยู่นอกเขตเมืองเองก็มีแนวโน้มจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบเท่ากับสถิติเด็กน้ำหนักเกินในเมืองนั่นเพราะ “อาหารสุขภาพ...ราคาแพง...เข้าถึงได้ยาก” อีกทั้งสภาพแวดล้อมรอบบ้านและโรงเรียนไม่เอื้อต่อไลฟ์สไตล์ที่เฮลตี้เท่าที่ควร?รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 5 (พ.ศ.2557) ข้างต้นนี้สะท้อนสถานการณ์เด็กไทยที่แม้จะอ้วนแล้วน่ารัก น่าฟัด...แต่ซ่อนเงื่อนปัญหาเอาไว้ไม่น้อยเมื่อถามถึงปัญหาเร่งด่วนในภาวะโภชนาการเด็กวัยเรียนในไทย ส่วนใหญ่แล้วมักจะไปหล่นอยู่ที่ปัญหาความ “เตี้ย” หรือ “ผอม” เกินไปอันเนื่องมาจากการขาดสารอาหารที่เพียงพอ เช่น ไอโอดีน ธาตุเหล็ก นั่นจึงทำให้ “โรคอ้วน” ไม่เคยถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรการศึกษาของเหล่ากุมารแพทย์ แต่ในยุคสมัยที่อะไรๆก็อร่อยไปหมดแถมต่อแถวซื้อแป๊บเดียวก็ได้กิน ทั้งยังมีสิ่งเร้าความสนใจไม่ว่าจะเป็นเกมในแท็บเล็ต โลกโซเชียล ทีวี หรือบางคนต้องทุ่มเวลาไปกับการเรียนกวดวิชาผล...ทำให้เด็กมีกิจกรรมทางกายลดน้อยลง หาของกินประเภทเอาสะดวกไว้ก่อน ผลลัพธ์ก็คือน้ำหนักตัวที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นจนอาจกลายเป็น “โรคอ้วน” ในที่สุด“ปัจจัยพื้นฐานคือเรื่องอาหารการกินที่มีมากมาย เข้าถึงได้ง่าย มีการโฆษณาชวนเชื่อให้กิน วิถีชีวิตที่ไม่มีกิจกรรมทางกายเพราะต้องเรียนเยอะ จราจรติดขัด กลับถึงบ้านดึก นอนน้อย ไม่ปลอดภัย ไปวิ่งข้างนอกไม่ได้ เล่นข้างนอกไม่ได้ ดูแต่ทีวี ต้องเรียนให้มากขึ้นเพราะว่าเดี๋ยวต้องไปสอบ...”พุ่งเป้าไปที่ปัญหาที่สังคมมองเห็นเนิ่นนานมาแล้ว...เด็กกับชั่วโมงทีวี หรือติดจอที่มากขึ้นเรื่อยๆรศ.พญ.ลัดดา เหมาะสุวรรณ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ บอกว่า ปัจจัยสำคัญอันเป็นสาเหตุของอาการอ้วนในเด็กวัยเรียนนอกจากเรื่องอาหารการกินจะเป็นปัจจัยอันดับต้นๆที่มีผลต่อภาวะโภชนาการของเด็กแล้ว ยังมีเรื่องพฤติกรรมการนอนไม่พอที่กลายมาเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่การนอนไม่พอจะไปกระตุ้นให้ฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin hormone) ที่ทำหน้าที่ควบคุมความหิวออกมา ดังนั้น...โรคอ้วนจึงไม่ได้เกิดจากเพียงแค่ปัจจัยทางพันธุกรรม หากแต่เป็นสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่หล่อหลอมให้เกิดความเสี่ยงและอาการของโรค ชั่วโมงนอนที่ลดลงเรื่อยๆ...ถูกเชื่อมโยงกับพฤติกรรมโรคอ้วน ทำให้...ต้องให้ความสำคัญกับโรคอ้วนในเด็ก?“...กับผู้ใหญ่ที่โตแล้ว ควบคุมตัวเองได้ดี เมื่อรู้สึกทนไม่ได้กับน้ำหนักที่เกินมาของตัวเอง ก็แค่ปรับอาหารการกิน จัดตารางออกกำลังกายให้เสร็จสรรพ ก็พร้อมจะเปลี่ยนตัวเองให้กลับมามีน้ำหนักในเกณฑ์มาตรฐานพร้อมสุขภาพที่ลงตัว แต่กับเด็กที่ยังจัดการอะไรในชีวิตไม่ได้มาก...อาหารถูกบริการโดยผู้ปกครอง ร้านสะดวกซื้อ หรือรถเข็นข้างทางที่ล้วนแล้วแต่เป็นอาหารพลังงานสูง บวกกับค่านิยมเป็นต้นว่าเด็กอ้วนคือเด็กน่ารัก หรือมีอันจะกิน รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นการบริโภคที่ทำร้ายตัวเอง จะเทรนให้กลับมาผอมก็เหนื่อยจนหลายคนท้อใจ”รศ.พญ.ลัดดา ย้ำว่า คนในชนบทอ้วนมากขึ้น เมื่อก่อนอัตราส่วนเมื่อเทียบในเขตเมืองกับชนบท อาจจะห่างกันประมาณครึ่งหนึ่ง ตอนนี้มันใกล้เคียงกันเมื่อก่อนเราบอกว่าเด็กที่อ้วนคือเด็กที่รวย เด็กในเมืองที่มีของกินเยอะแยะ...ไม่จริงแล้ว แล้วอาจจะกลับกัน เด็กที่จนอาจจะอ้วนกว่าเด็กที่รวย เพราะอาหารที่ดีต่อสุขภาพมันแพง เข้าถึงยาก ผักผลไม้ที่ปลอดภัยแพง ในขณะที่ขนมราคาถูก ได้อาหารพลังงานสูงเยอะมาก แต่กิจกรรมทางกายมีน้อยลงปักธงเอาไว้เลยว่า “โรคอ้วน” เป็นพาหะสำคัญที่จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆตามมา...สังเกตว่าเด็กที่อ้วนจะมีโรค เช่น โรคกรน กรนแล้วหยุดหายใจทำให้ออกซิเจนในสมองตก ก็มีผลต่อสติปัญญาของเขาบางคนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเวลานอน โรคกระดูกข้อคดงอผิดรูป เพราะแบกรับน้ำหนักตัวมากเกินไป ก็เดินไม่สะดวกไม่ทันเพื่อน หรืออาการภูมิแพ้ ต่อมทอนซิลโต โตขึ้นมาอีกนิดเจอโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูงลองจินตนาการต่อไปอีกว่า...เด็กอายุ 4-12 ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ก็น่าตกใจไม่น้อย เพราะนอกจากเบาหวานชนิดที่ 1 ที่อาจติดมาจากกรรมพันธุ์จนกลายเป็นความเสี่ยงหนึ่งแล้ว ยังมีเบาหวานชนิดที่ 2 อันเป็นเบาหวานที่เกิดมาจากดื้อฮอร์โมนอินซูลินที่จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงหรือต่ำเกินไป กรณีเด็กคนหนึ่งที่อยู่ในความดูแล มีอาการของโรคเบาหวานชนิดโคม่า เพราะมีน้ำหนักตัวถึง 150 กิโลกรัม สุดท้าย...ต้องใช้วิธีผ่าตัดกระเพาะให้เล็กลง ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่ได้ผลที่สุดแต่ไม่ควรใช้กับเด็กอายุเท่านี้มากที่สุด นั่นเพราะร่างกายของพวกเขายังเติบโตได้อีกมากกล่าวได้ว่า “โรคอ้วน”...เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่นำไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้นๆของการเสียชีวิตของคนไทย...เนื่องจากการบริโภคอาหารไม่ดีต่อสุขภาพ การบริโภคน้ำตาลเกินความเหมาะสม หรือเกินกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ให้บริโภคน้ำตาลสูงสุดไม่เกิน 10% ของค่าพลังงานในแต่ละวัน คือ...ไม่เกิน 12 ช้อนชาต่อวันด้วยเหตุนี้ องค์การอนามัยโลกจึงได้กำหนด 9 เป้าหมายระดับโลก (9 global NCD targets) เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการแก้ปัญหากลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยหนึ่งในเป้าหมายนี้คือ...การควบคุมสถานการณ์โรคเบาหวานและภาวะอ้วนของประชากรไม่ให้เพิ่มขึ้นรศ.พญ.ลัดดา บอกอีกว่า แม้ว่าครอบครัวจะเป็นพื้นฐานที่ดีที่สุดในการเลี้ยงดู ปลูกฝังนิสัยการบริโภค...การขยับร่างกายให้กับเด็กสักคน แต่เมื่อพ้นจากรั้วบ้านก็เท่ากับว่าการช่วยดูแลนั้นสิ้นสุดลง โรงเรียนจึงกลายมาเป็นอีกหนึ่งหน่วยสำคัญในการจัดการเรื่องโภชนาการของเด็กวัยเรียน“เด็กบางคนกินข้าวเช้าถึงเย็นที่โรงเรียน พอเราจัดการที่ครอบครัวได้แล้ว แต่มาที่โรงเรียนไม่มีผักให้กินเลย บอกเด็กว่าอย่ากินของทอดนะ แต่โรงเรียนขายแต่ของทอด น้ำหวาน รอบโรงเรียนมีแต่ของแบบนี้ แล้วจะให้เด็กกินอะไรในโรงเรียน เราเข้าไปทำเรื่องอาหารกลางวัน...ทำโปรแกรม...มีเครื่องมือแต่เอาไปใช้หรือเปล่า”ที่สำคัญคือการแก้ปัญหาเรื่องโรคอ้วนในเด็กอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพเพียงอย่างเดียวเสมอไป ยังเกี่ยวพันกันกับปัจจัยแวดล้อมทั้งหมด “ความอ้วน” จึงผูกอยู่กับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ใหญ่ครอบประเทศ“ปัจจัยแวดล้อมเราส่งเสริมให้อ้วนหมดเลย ซึ่งหลายอย่างมันเกี่ยวกับนโยบายที่ไม่ได้มาจากกระทรวงสาธารณสุขอย่างเดียว เช่น กระทรวงการคลังต้องเก็บภาษีจากสินค้าให้ได้มากๆ ถ้าไปบอกขายอาหารที่ไม่มีประโยชน์ให้น้อยลง...เขาจะยอมไหม ถ้าภาพใหญ่ยังครอบอยู่ รถยังติดอยู่อย่างนี้...เด็กไม่มีเวลาออกกำลังกายจะไปไหนรอด การศึกษายังแข่งกันอยู่อย่างนี้... ต้องไปเรียนพิเศษมันก็ไม่มีเวลา”“ความอ้วน” ใช่ว่าอ้วนแล้วจะอ้วนเลย ยืนยันว่าทั้ง “เด็ก” และ “ผู้ใหญ่” เปลี่ยนตัวเองได้.