บางครั้งการพบเห็นซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิล (fossil) ก็เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในแหล่งขุดค้นทางโบราณคดี ดังเช่นกรณีฟันฉลามยักษ์ที่ถูกพบโดยนายฟิลลิป มัลลาลี นักเสาะหาซากฟอสซิลมือสมัครเล่น เขาพบขณะกำลังเดินเล่นบนชายหาดแจน ยัค ห่างจากนครเมลเบิร์นในออสเตรเลียราว 100 กิโลเมตร โดยเผยว่า มีแสงกระทบเข้านัยน์ตาอย่างจัง เมื่อพิจารณาดูก็เห็นเป็นซากฟอสซิลฟันฉลามขนาด 1 ใน 4 โผล่ออกมาจากก้อนหินชายหนุ่มมีความตื่นเต้นมากและเชื่อว่านี่จะเป็นการค้นพบที่สำคัญ เนื่องจากฟันฉลามมีขนาดใหญ่อาจเป็นของฉลามยักษ์ เขาจึงแจ้งแก่ภัณฑารักษ์อาวุโสผู้ศึกษาซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์เลื้อยคลานแห่งพิพิธภัณฑ์วิกตอเรียเพื่อนำไปตรวจสอบ จนกระทั่งล่าสุดได้รับการยืนยันว่ากระดูกฟันที่มีความยาว 7 เซนติเมตรนี้ เป็นของฉลามที่สูญพันธุ์ไปแล้วชื่อว่า Carcharocles Angustidens ซึ่งเคยอาศัยอยู่ในมหาสมุทรแถบออสเตรเลียเมื่อ 25 ล้านปีก่อน และชอบล่าเพนกวินรวมถึงวาฬขนาดเล็กเป็นอาหารฟันของฉลามขนาดยักษ์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ดังกล่าวมีขนาดใหญ่กว่าฉลามขาวยักษ์ถึง 2 เท่า ที่สำคัญคือหาได้ยากและเป็น 1 ใน 3 ที่มาจากฉลาม Carcharocles Angustidens ที่มีอยู่ในโลก นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่พบใน ออสเตรเลีย ทีมนักบรรพชีวินวิทยาจากพิพิธภัณฑ์ได้กลับไปค้นหาเพิ่มเติมและพบซากฟอสซิลฟันฉลามเพิ่มมากกว่า 40 ซี่ ซึ่งมีทั้งฟันของฉลามยักษ์ Carcharocles Angustidens และฉลามหกเหงือก (Hexanchus) ปะปนกัน.