ชีวิตนี้ทำอะไรต้องให้สุด...ถ้าไปไม่สุดก็คงไม่ใช่ “ปิ๊บปี้ & คุณแม่ลี” ก็เพราะความสุดๆในทุกด้านทั้งเยอะทั้งแน่นทั้งจัดเต็มอลังการงานสร้าง เลยหนุนส่งให้คู่แม่ลูกสุดเลิฟแห่งตระกูลพึ่งบุญพระ ขึ้นแท่นเป็น “คู่แม่ลูกที่มีสไตล์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่สุดในโลก” จากการจัดอันดับของสื่อต่างประเทศ โดยมียอดฟอลโลว์ไอจีหลักแสนเป็นเครื่องตอกย้ำความเปรี้ยงปร้างล่าสุด “ลูกปิ๊บปี้-ภัทรพล พึ่งบุญพระ” ยังชวน “คุณแม่ลี” ไปสร้างชื่อเสียงโด่งดังให้ก้องโลก โดยได้รับเชิญจากนิตยสารแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ระดับท็อปของแดนมังกร “YOHO! GIRL” ให้เป็นตัวแทนเซเล็บเมืองไทย ถ่ายภาพแฟชั่นขึ้นปกแมกกาซีนดังเป็นครั้งแรก พร้อมสัมภาษณ์เจาะลึกทุกแง่มุม เพื่อโปรโมตความสวยงามและทันสมัยของกรุงเทพฯ เมืองท่องเที่ยวในฝันอันดับต้นๆของชาวจีน งานนี้ “ปิ๊บปี้” เปิดใจให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวหน้าสตรีไทยรัฐถึงเบื้องหลังของโปรเจกต์โกอินเตอร์ ที่สร้างความภูมิใจให้สองแม่ลูก เพราะได้ทำหน้าที่เสมือนทูตวัฒนธรรมของไทยโปรเจกต์สร้างสรรค์ครั้งนี้เกิดขึ้นได้ยังไงบก.ฝ่ายแฟชั่นของนิตยสาร YOHO! GIRL ติดต่อปิ๊บมาทางอีเมล เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เขาบอกว่าอยากทำแมกกาซีนเล่มพิเศษเจาะเฉพาะแบงค็อก นำเสนอเรื่องราวไฮไลต์ทุกอย่างของกรุงเทพฯ เพื่อให้กลุ่มคนอ่านรุ่นใหม่ของจีนที่มีกำลังซื้อได้ติดตามอ่านนิตยสารเล่มนี้เป็นนิตยสารเก่าแก่ระดับท็อปของจีน ที่เป็นผู้นำด้านแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ทำเป็น 2 ภาษา คือจีนและอังกฤษ หลังจากส่งคอนเซปต์กันไปมาเป็นเวลาเดือนหนึ่ง เขาก็เซตทีมงานบินมาถ่ายทำที่ประเทศไทย หนักใจไหมกับการโกอินเตอร์ครั้งแรก เตรียมเสื้อผ้าหน้าผมจัดเต็มขนาดไหนเพื่อชาติตอนแรกทาง YOHO! จะเตรียมเสื้อผ้าแบรนด์นอกมาให้หลายเซต แต่ปิ๊บชอบดีไซเนอร์ไทย จึงขอเลือกเสื้อผ้าและแอคเซสเซอรีทุกอย่างเอง ซึ่งก็มาลงตัวที่แบรนด์ ANCHAVIKA ใช้เวลาแค่ 7 วัน ในการดีไซน์และตัดขึ้นใหม่เฉพาะทั้ง 7 ชุด ในคอนเซปต์ทวินเป็นแม่ลูกคู่แฝด เรามีความสุขกับการแต่งตัวทั้งแม่ลูก และรู้ว่าแฟนคลับชาวจีนชอบเราตรงที่ความเยอะ ปิ๊บขนแว่นตามา 200 กว่าอัน กระเป๋าก็ขนมาเต็มพรืด เสื้อผ้าเรียงเป็นตับจนทีมงานตกใจถ่ายทำกันที่ไหน เลือกโลเกชั่นยังไงตอนแรกอยากให้ไปถ่ายทำตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆของไทย แต่พอดีช่วงที่ทีมงานเข้ามาถ่ายทำเป็นฤดูฝนแล้ว ไม่สะดวกที่จะถ่ายทำแฟชั่นกลางแจ้ง โชคดีที่พี่ผึ้ง (สิริยส เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ช่วยประสานให้ใช้โลเกชั่นถ่ายทำที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี และโรงแรมพาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯแม่ลีตื่นเต้นไหม ต้องกล่อมนานไหมถึงยอมลูกปิ๊บไม่นานเลยครับ เป็นสิ่งที่คุณแม่ก็ชอบด้วย คุณแม่บอกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งสุดท้ายที่แม่ทำให้ได้ ในเมื่อลูกชอบแต่งตัวขนาดนี้ แม่ก็จะส่งเสริมลูกทุกทาง เพราะเราขายกันเป็นแพ็กคู่แม่ลูก และลึกๆแล้วคุณแม่ก็สนุกด้วยแหละ การแต่งตัวทำให้ชีวิตมีสีสันไม่น่าเบื่อ แฟนคลับชาวจีนคลั่งไคล้คู่แม่ลูกจากไทยแลนด์ขนาดไหนมีคนชอบเราเยอะนะครับ (ยิ้มปลื้ม) ไปไหนก็มีคนมาขอถ่ายรูปเราเยอะเลย ส่วนใหญ่จะติดตามเราแม่ลูกทางไอจี อย่างตอนไปเคาต์ดาวน์ที่ฮ่องกง ก็มีคนมาขอถ่ายรูปเยอะมาก ปีที่แล้วมีทีมโปรดักชั่นใหญ่ของจีนติดต่อมา อยากจ้างเราแม่ลูกเป็นพรีเซ็นเตอร์ถ่ายโฆษณาแนะนำเมืองไทย ผมเรียกไปคนละล้านบาท เขาตอบตกลงแล้ว แต่พอดีเป็นช่วงเดือนตุลาคม บ้านเรากำลังอยู่ในบรรยากาศโศกเศร้า เลยต้องปฏิเสธไป ตอนไปฝรั่งเศสเราไปช็อปปิ้งที่ห้างฯลาฟาแยตต์ ตอนนั้นมีการ์ดตัวใหญ่ๆคอยกั้นห้างฯไม่ให้คนเดิน เพื่อเคลียร์พื้นที่ให้ “เคต วินสเล็ต” มาเปิดไฟต้นคริสต์มาส แต่พวกคนจีนที่เป็นพนักงานขายแบรนด์เนมเดินไปบอกการ์ดให้ปล่อยเราเข้าไปในห้างฯ เพราะอยากถ่ายรูปกับเรา ไปที่ไหนก็จะมีแฟนคลับมากรี๊ดแบบนี้ รู้สึกภูมิใจ ถามจริงอะไรคือเสน่ห์ของ “ปิ๊บปี้-มาเธอร์ลี” ที่ทำให้คนชื่นชอบสไตล์ของผมกับแม่ลีคงไม่มีใครเลียนแบบได้ โดยเฉพาะเอกลักษณ์เรื่องทรงผม บางคนอาจจะมีความสุขที่ได้ทานอาหารอร่อยๆ แต่สำหรับปิ๊บและแม่ลี เรามีความสุขตอนได้แต่งตัวสวยๆแบบจัดเต็ม ผมจะมีความสุขมากตอนได้จัดชุดเป็นเซตให้แม่ลูกใส่คู่กันไปออกงาน ยิ่งพอไปไหนมีคนชอบเราเข้ามาทักมาขอถ่ายรูป มันรู้สึกอบอุ่นครับ ที่มีคนอยากกอดอยากถ่ายรูปกับเรา ไม่ได้ดีใจเพราะเราดังนะครับชีวิตนี้ทนอะไรไม่ได้มากที่สุดคนพูดจาโกหกปลิ้นปล้อน เกลียดที่สุดคือคนเฟก ไม่มีความจริงใจ ระยะหลังช่วง 5 ปีมานี้ รู้สึกเบื่อออกงาน จะออกเฉพาะที่สนิทกันจริงๆ ปีหนึ่งออกงานไม่ถึง 10 งาน ผมถือว่าเราก็โตมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปทนเฟกใส่กัน ถ้าเจอคนที่รักใคร่และจริงใจต่อกัน ก็จะถนอมมิตรภาพตรงนี้ไว้ย้อนกลับไปมองตัวเอง อะไรเป็นแบบแฟชั่นกูไม่น่าเลยสมัยก่อนยังแต่งตัวเป็นเฮียยกกระบังสูง และเก็บเนื้อเก็บตัว ปล่อยให้แฟนเราออกหน้าตลอด แต่หลังจากเลิกกัน ทำให้มาสนิทกับพี่แอน (อินทิรา ธนวิสุทธิ์) และพี่ผึ้ง พี่ทั้งสองเป็นแรงบันดาลใจให้ปิ๊บลุกขึ้นมาแต่งตัวเป็นตัวของตัวเองแบบทุกวันนี้ ตอนแรกมีเสียงเมนต์ว่า ทำไมปิ๊บแต่งเยอะแบบนี้ ไม่มีใครเตือนเหรอ แต่ทุกวันนี้เรานำเทรนด์แล้ว ถ้าวันไหนไม่เยอะถือว่าแปลก ขนาดเจ้าแม่แฟชั่นอย่างพี่แอนยังบอกโหปิ๊บเธอล้ำหน้าไปไกลมากเลย ความคิดอ่านเปลี่ยนไปเยอะไหม หลังค้นพบเอกลักษณ์ของตัวเองสมัยก่อนปิ๊บปิดตัวเองมาก ปิดตัวเองทั้งเรื่องแฟชั่น เรื่องเพื่อนฝูง คือไม่เอาใครเลย จะอยู่แต่บ้าน แต่พอเราได้ออกมาโลดแล่นในสังคม ถึงได้รู้ว่ามีคนรักเราเยอะ ทำให้มีความสุขจริงๆ ปิ๊บไม่แคร์ใครอีกเลย เพราะรู้ว่าคนที่รักเราอยู่ข้างเรา เสียงกระทบเข้าหูก็ยังมีมาเรื่อยๆ แต่ชีวิตเราต้องการแค่กัลยาณมิตรที่พร้อมอยู่เคียงข้างแล้วตอนนี้รูปแบบความรักของปิ๊บเป็นแบบไหนปิ๊บเคยรักแบบติดแฟนแจ แต่ทุกวันนี้รู้แล้วว่าควรรักแบบพอดีๆและให้อิสระ อย่าไปยึดติดมาก วันนี้รักพรุ่งนี้อาจเปลี่ยนใจก็ได้ มันไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน อย่าไปคาดหวังว่าจะต้องได้อย่างนั้นอย่างนี้ ต้องมีสเปซ ปล่อยวางและไม่คาดหวัง ที่เหลือก็เป็นตัวของเราเอง อายุ 40 แล้ว วาดฝันถึงอนาคตไว้ยังไงบ้างทุกวันนี้ปิ๊บเข้าไปช่วยพ่อแม่ดูแลกิจการโรงงานทำสี ปล่อยให้ท่านได้เกษียณอายุ อีกภาคหนึ่งก็ไปดูโครงการไลฟ์สไตล์มอลล์ “เมส ทองหล่อ” ของน้องชาย จากนี้ไปสำคัญที่สุดคือการดูแลสุขภาพ คุณแม่จะพูดตลอดว่า ลูกคนอื่นมีครอบครัวหมดแล้ว มีแต่ปิ๊บที่คุณแม่ยังห่วง ถ้าแม่ไม่อยู่แล้วใครจะดูแล ต้องดูแลตัวเองให้สุขภาพดี คุณแม่อยากให้ปิ๊บรักษาสุขภาพ และห่วงเรื่องช็อปปิ้งหนักเกินไป อยากให้ลดๆลงบ้าง อายุ 40 แล้ว ก็ตั้งเป้าอยากเปลี่ยนตัวเองที่สุดในเรื่องสุขภาพและนิสัยช็อปปิ้ง ผมยังมีแพลนอยากทำรายการซีรีส์แบบเรียลริตี้ไปออกอากาศในจีน ทำเป็นตอนๆให้คู่แม่ลูกเราไปถ่ายทำตามสถานที่แปลกๆของไทย ตอนละ 30 นาที กำลังหาคนเขียนบทดีๆให้อยู่.ทีมข่าวหน้าสตรี