กีฬา
100 year

สกู๊ปหน้า 1 : โป๊ปฟรานซิสเสด็จไทย รอบ 35 ปี นร.แปรอักษรปีติ

ไทยรัฐฉบับพิมพ์21 พ.ย. 2562 05:01 น.
SHARE

ในระหว่างวันที่ 20-23 พ.ย.นี้ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส องค์ประมุขแห่งนครรัฐวาติกันและศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เสด็จเยือนราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของรัฐบาลไทย และสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย

นับตั้งแต่ครั้งแรก...ในการเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 และครั้งนี้นับเป็นการสานต่อประวัติศาสตร์ในรอบ 35 ปี ที่เสด็จเยี่ยมคริสตชนไทย และชาวไทยกันอีกครั้ง

ในโอกาสเฉลิมฉลอง 350 ปี แห่งการสถาปนามิสซังสยามและฉลองครบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-วาติกัน อีกทั้งยังเป็นการจาริกเพื่อสันติภาพและการเสวนาระหว่างศาสนา ซึ่งพระองค์ทำพิธีมิสซาแบบสาธารณะ 2 ครั้ง คือ สำหรับบรรดาคริสตชนคาทอลิกทั่วประเทศและอีกครั้งเป็นพิเศษสำหรับบรรดาเยาวชน...

ที่จะมีขึ้นในการเสด็จเพื่อประทานโอวาทแก่บุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลคาทอลิก 4 โรงพยาบาล และเสด็จอวยพรผู้ป่วยผู้สูงอายุ ภายใน รพ.เซนต์หลุยส์ รวมถึงเสด็จทำพิธีบูชาขอบพระคุณ หรือพิธีมิสซา โดยสมเด็จพระสันตะปาปาทรงเทศน์ ที่สนามศุภชลาศัย

สร้างความปีติยินดีให้คนไทยและบรรดาคริสตชนคาทอลิก ต่างรู้สึกปลาบปลื้ม มีการจัดเตรียมงานรับเสด็จกันอย่างเต็มที่ ในโอกาสนี้คณะผู้ให้การต้อนรับได้คัดเลือกให้...“โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก”...เป็นตัวแทนจัดกิจกรรม “แปรอักษร” ในระหว่าง “พิธีมิสซา”

ที่มีนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-4 จำนวน 1,500 คน

ต่างร่วมแรงร่วมใจกัน...จัดกิจกรรม “แปรอักษร” ครั้งนี้ มีการซักซ้อมอย่างเข้มงวดผ่านพ้นไปแล้ว 11 ครั้ง...ที่มี ภัทรบุตร บุตรไทย หรือ “น้องอั้ม” ประธานชมรมเชียร์และแปรอักษร ภูริพัฒน์ วัชวงค์ หรือ “น้องริ” รองประธานเชียร์ กำกับดูแล โดย จันทร์เพ็ญ คุณวัฒนสุขสันติ และ ธีรพงษ์ สิงห์ทอง อาจารย์ให้คำปรึกษา

“น้องอั้ม” และ “น้องริ” เล่าว่า อัสสัมชัญ บางรัก ถูกคัดเลือกให้จัดกิจกรรม “แปรอักษร” ต้อนรับการเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ในพิธีมิสซา เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 35 ปี นับตั้งแต่ปี 2527 จากการรับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอลที่ 2 เสด็จเยือนประเทศไทย

ทำให้รู้สึกปีติยินดีและตื่นเต้นมาก ถือว่าเป็นโอกาสสูงสุดของชีวิต ได้ทำให้สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ซึ่งเป็นประมุขสูงสุดแห่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ที่มีความหมายในระดับความสำคัญของโลก

การแปรอักษรนี้...ต้องถูกยกระดับความสำคัญขึ้นทันที ที่ไม่ใช่เป็นกิจกรรมภายในโรงเรียน หรือขึ้นบนสแตนด์เชียร์ในงานจตุรมิตรสามัคคี แต่นี่มีความหมายระดับชาติ ทำให้ต้องคัดเลือกสตาฟฟ์ 24 คน มีความสามารถ ตั้งใจมุ่งมั่น ที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี...

เริ่มแบ่งหน้าที่สตาฟฟ์...คือ ฝ่ายพัสดุ...ดูแลอุปกรณ์ ฝ่ายดีไซเนอร์ และฝ่ายเทคนิค...ออกแบบรูปภาพแปรอักษร ทำเพลท 1 ต่อ 25 คือ 1 คน ถือแผ่นสี 25 แผ่น ในเวลาแปรอักษร แต่ละคนจะได้ชีตโค้ด (sheet code) บอกว่า ต้องเปิดแผ่นสีเป็นสีอะไรก็เปิดตามนั้น จะออกมาเป็นภาพตามที่ต้องการ ฝ่ายคอมพิวเตอร์...เช็กชื่อ ทำใบโค้ดรูปแบบแปรอักษร และ ฝ่ายสวัสดิการ...ดูแลน้องๆ เรื่องสุขภาพ อาหารการกิน...

ทว่า...การใช้ชีวิตช่วงนี้ต้องทุ่มเทอยู่กับการซ้อมแปรอักษรทุกวันทั้งประชุมพูดคุย ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ วางแผนออกแบบทุกขั้นตอนมีการทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อให้ออกมาในทิศทางเดียวกัน ด้วยรูปแบบการทำงานอย่างเป็นทีม สร้างสรรค์ให้ผลงานออกมาสมบูรณ์ที่สุด

เพราะกิจกรรมนี้ไม่มีในห้องเรียน ทุกคนต้องออกมาสังสรรค์จินตนาการร่วมกัน ที่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์...มีเหตุผลที่ต้องมาร่วมกิจกรรมครั้งยิ่งใหญ่นี้ด้วยกัน ซึ่งต้องใช้เวลาในการระดมจูนความคิดใหม่ โดยมี “โอแม็ก” หรือศิษย์เก่า เข้ามาให้คำแนะนำ...แต่สุดท้ายการตัดสินใจต้องขึ้นอยู่กับประธานเชียร์...

มีการเตรียมรุ่นน้องและรุ่นพี่ ตั้งแต่ ม.1-ม.3 ต้องขึ้นบนสแตนด์แปรอักษร 1,250 คน และสำรองรุ่นพี่ ม.4 จำนวน 250 คน กรณีมีเหตุสุดวิสัย ในช่วงก่อนฝึกซ้อมต้องจัด “กิจกรรมละลายพฤติกรรม” ทำความเข้าใจในการปฏิบัติตามคำสั่งผู้ควบคุม ป้องกันความผิดพลาด เพื่อให้งานนี้ออกมาอย่างสมบูรณ์สวยงามสมพระเกียรติที่สุด

แต่ว่า...การนำคนพันกว่าคน มาร่วมกันทำกิจกรรม...ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบางครั้งก็เกิดปัญหาอุปสรรค โดยเฉพาะเรื่องระเบียบวินัย เพราะน้องๆ อยู่ร่วมกันหมู่มาก มักมีความคิดพฤติกรรมคึกคะนอง ออกนอกลู่นอกทาง ทำให้ไม่มีสมาธิฝึกซ้อม ส่งผลต่อรูปแบบภาพแปรอักษร ไม่เป็นตามแบบแผนร้อยเปอร์เซ็นต์

ทำให้ต้องหาวิธีรีบปรับจูนดึงสมาธิ ความสนใจ กลับมาอยู่กับการฝึกซ้อมโดยเร็ว...หากปล่อยผ่านไปจะมีผลต่อวินัยเพราะหากเกิดอยู่ในช่วงพิธีการ...อาจเกิดเหตุภาพแปรอักษรผิดเพี้ยนทันที ดังนั้น ทุกครั้งหลังฝึกซ้อมเสร็จ...ทีมสตาฟฟ์ต้องประชุมสรุปภาพรวม...หาจุดบกพร่อง นำมาสู่การแก้ไข

ประเด็นสำคัญ...ในการทำงานกับคนหมู่มาก จะไม่สามารถบังคับใจคนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะบางครั้งอาจเหนื่อย ถูกกดดัน ทำให้ประสิทธิภาพความสามารถ ความตั้งใจลดลง ทำให้ทีมสตาฟฟ์ต้องใช้ความสัมพันธ์ระหว่างวัยที่ใกล้เคียงกันเป็นตัวเชื่อมช่วยสื่อสารให้กำลังใจ สร้างความเข้าใจต่อกัน จนสามารถเอาชนะใจผู้อื่นได้

“รูปแบบแปรอักษรทุกขั้นตอนมีความพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์เชื่อมั่น... พี่ๆ น้องๆ จะสามารถทำกิจกรรมนี้ช่วงพิธีมิสซาออกมาอย่างสวยงามแน่นอน เพราะทุกคนต่างทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ขยันฝึกซ้อมกันอย่างหนัก เพราะยินดีเต็มใจมาร่วมทำกิจกรรมนี้ เพื่อต้อนรับการเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ที่มีความสำคัญระดับโลกครั้งนี้”

จันทร์เพ็ญ เล่าต่อว่า การแปรอักษร โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2485 โดย มาสเตอร์เฉิด สุดารา บิดาแห่งการแปรอักษรของอัสสัมชัญและประเทศไทย ในการแข่งขันฟุตบอลรุ่นกลางชิงชนะเลิศ...ทีมโรงเรียนอัสสัมชัญ กับทีมโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย และแตกยอดออกไปยังสถาบันอื่น...

เดิมการแปรอักษรใช้เสื้อ...มีวิวัฒนาการขึ้นมาเป็นเพลท 1 ต่อ 9 ลงมือระบายสีกันเอง มาถึงปัจจุบันนำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยออกแบบ กลายมาเป็นเพลท 1 ต่อ 25 นี้ มีการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นพี่...สู่รุ่นน้อง มายาวนาน ที่ผ่านประสบการณ์งานใหญ่ๆมาแล้วมากมาย

ทำให้กิจกรรมแปรอักษรในการรับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ไม่ยาก...แต่ก็ไม่ง่าย เพราะมีความละเอียดของเนื้อหาภาพ และขั้นตอน ไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้น

ซึ่งรูปภาพที่ใช้ครั้งนี้...ต้องได้รับอนุญาตในความเหมาะสม จากคณะกรรมการสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทยก่อน จากนั้นก็นำมาปรับเข้ากับเพลทสี จนสรุปได้ภาพ 44 รูป ส่วนใหญ่เป็นภาพเรื่องราวสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงงานในศาสนพิธีต่างๆ และเสด็จเยี่ยมเด็ก เยาวชน

ในวันจริง...นักเรียนต้องขึ้นสแตนด์ในเวลา 10.00 น. เป็นต้นไปเริ่มภาพแรกแปรอักษร เวลา 12.00 น. คือ Welcome และภาพจะไหลไปตามลำดับใช้เวลา 1 ภาพต่อ 8 นาที ทุกคนต้องอยู่บนสแตนด์ไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง ไม่สามารถลุกเดินไปไหน...มาไหนได้ เพราะมีพี่เลี้ยงคอยแจกอาหาร ขนม น้ำ เป็นระยะ

สิ่งที่น่าเป็นห่วง...เรื่องสภาพดิน ฟ้า อากาศ อาจเป็นปัญหาต่อการแปรอักษร หากมีสภาพอากาศย่ำแย่เพียงใด...แต่กิจกรรมแปรอักษร ก็ต้องดำเนินการต่อไป เพราะทุกคนตั้งใจทำให้แก่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส แน่นอนว่าอุปสรรคนี้...ไม่ใช่ปัญหาที่จะทำให้เด็กอัสสัมชัญ บางรัก ย่อท้อต่อความลำบากแน่นอน

เพราะนี่คือความภูมิใจของเรา...ที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการรับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งคริสตจักรโรมัน คาทอลิก...ในรอบ 35 ปี ก่อนเสด็จต่อไปยังประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 23 พฤศจิกายนนี้.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โป๊ปฟรานซิสสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสโป๊ปฟรานซิสเยือนไทยโรมันคาทอลิกวาติกันโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์สกู๊ปหน้า1ข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้