นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับ “คนไทย” ที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ลอตแรก ในช่วงเดือน ก.พ.-เม.ย.2564 ภายใต้สถานการณ์ระบาดระลอกใหม่ ลุกลามแพร่กระจายเชื้อไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ “ตัวเลขผู้ป่วย” พุ่งสูงขึ้นรายวัน และไม่มีท่าทีคลี่คลายได้ในเร็ววันนี้ ด้วยเหตุนี้ “วัคซีน” ย่อมกลายเป็นแสงสว่างสุดท้าย ในการยับยั้งการแพร่ระบาดของ “โรคไข้มรณะ” ที่จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายได้ดีที่สุด เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติโดยเร็ว ดังนั้นตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.2564 ก็เริ่มมีรายงาน “การฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ให้สาธารณชน” ในหลายประเทศทั่วโลก ตัวอย่างเช่น...สหรัฐฯ จีน รัสเซีย สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป (อียู) สวิตเซอร์แลนด์ เซอร์เบีย แคนาดา เม็กซิโก บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินเดีย และสิงคโปร์ขณะที่ “ประเทศไทย” ครม.ก็มีอนุมัติจัดซื้อวัคซีนโควิด-19 จาก 3 บริษัท สำหรับประชาชน 33 ล้านคน คือ การจัดซื้อวัคซีนกับบริษัท แอสตราเซเนกา จำกัด จำนวน 61 ล้านโดส จะได้รับในเดือน มิ.ย. และอยู่ระหว่างพิจารณาเจรจาต่อรองการจัดซื้อจาก COVAX Facility อีกวัคซีน 2 ล้านโดส จะได้รับในเดือน ก.พ.-เม.ย.นี้ความหวังใกล้เป็นจริงสุด คือ การจัดซื้อจากบริษัท ซิโนแวค ไบโอเทค จำกัด (Sinovac Biotech) ผู้ผลิตในประเทศจีน 2 ล้านโดส คาดว่าได้รับวัคซีนลอตแรก...ปลายเดือน ก.พ. ประมาณ 2 แสนโดส ในเดือน มี.ค. 8 แสนโดส และเดือน เม.ย. 1 ล้านโดสเริ่ม “ฉีดวัคซีนเข็มแรก” ให้บุคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุขด่านหน้า จนท.ภาคสนามพื้นที่ควบคุมสูงสุด 2 หมื่นคน และกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อแทรกซ้อนสูง 1.8 แสนคน ในเดือน มี.ค. ฉีดอีก 8 แสนโดส ฉีดเข็มที่ 2 ให้ผู้รับวัคซีนในเดือน ก.พ. 2 แสนโดส และอีก 6 แสนโดสจะฉีดให้กลุ่มจังหวัดควบคุมสูงสุดเช่น...กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุขด่านหน้า ตามชายแดนภาคตะวันตก และภาคใต้ 6 หมื่นคน รวมถึงฉีดให้กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อแทรกซ้อนสูง 5.4 แสนคน ในเดือน เม.ย.ฉีดอีก 1 ล้านโดส จะฉีดเข็ม 2 ให้ผู้ได้รับวัคซีนในเดือน มี.ค.จำนวน 6 แสนคน ส่วนอีก 4 แสนโดสสำรองไว้กรณีการระบาดซ้ำแต่ก็ย้ำว่า...“วัคซีนทุกชนิด” ยังไม่สิ้นสุดการทดลอง ในส่วนที่ “ทั่วโลก” ได้รับการอนุญาตให้ใช้เป็นในกรณีฉุกเฉิน (EUA) 4 ชนิดจากผู้ผลิต 9 ราย เช่น mRNA, Viral Vector, Inactivated และ Sub unit proteinสำหรับ “ประเทศไทย” จะยอมรับการขึ้นทะเบียนตามประสิทธิภาพความชัดเจนของผลเฟส 3 มี 3 ชนิด คือไฟเซอร์ (Pfizer) โมเดอร์นา (Moderna) แอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ในส่วนวัคซีนของจีน และรัสเซียที่ขึ้นทะเบียนตั้งแต่ ก.ค.-ส.ค.2563 เป็นการขึ้นทะเบียนฉุกเฉินใช้ผลทดลองในเฟส 2 แต่ก็ไม่มีผลเฟส 3 เป็นทางการออกมา เรื่องนี้กลายเป็นความกังวลในประสิทธิภาพจริงของวัคซีนลอตแรกที่กำลังจะเข้ามาในไทยนี้ ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หน.ศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ ศูนย์จีโนมิกส์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้ข้อมูลว่า ตอนนี้มีนักวิจัยทั่วโลกคิดค้นผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 มากกว่า 140 ชนิดจำนวนนี้มี “วัคซีน” เข้าสู่การทดลองกับคนในเฟส 3 และได้รับอนุญาตให้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน 11 ชนิด และมีข้อมูลการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ระดับนานาชาติ ถูกระบุว่า “วัคซีน” มีประสิทธิภาพตรงตามหลักเกณฑ์การป้องกันได้ไม่ต่ำกว่า 50% คือ ไฟเซอร์ โมเดอร์นา กระตุ้นภูมิป้องกันได้ดี 95% แอสตราเซเนกา 70%ในส่วน “วัคซีนของประเทศจีน” ที่ประเทศไทยจัดหามาเตรียมฉีดให้ประชาชนในเดือน ก.พ.-มี.ค.2564 นี้ ก็ยังไม่มีผลสรุปการทดลองกับคนในเฟส 3 ถูกตีพิมพ์ในวารสารเป็นทางการ ทำให้สรุปไม่ได้แน่ชัดว่า มีประสิทธิภาพป้องกันโควิด-19 ได้หรือไม่ ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลถูกเปิดเผยจาก “ผู้ผลิต” ผ่านสื่อมวลชนต่างๆตอกย้ำอีกว่า...“ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ของประสิทธิภาพ” กลับปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา จนสร้างความสับสนให้สาธารณชน เช่น ในตุรกี มีผลการทดลองมีประสิทธิภาพอยู่ที่ 91% บราซิล มีประสิทธิภาพ 78% และสุดท้าย...ลดลงเหลือ 50% เหตุนี้จึงเกิดข้อกังขาถึงประสิทธิภาพต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้จริงหรือไม่ข้อมูลนี้ไม่ได้หมายความว่า “วัคซีนไม่ปลอดภัย” เพราะวัคซีนในเฟส 3 ต้องผ่านการทดลองในสัตว์เบื้องต้นถึงความปลอดภัยแล้ว ก่อนนำมาทดลองกับคนในเฟส 1 ดูหลักความปลอดภัยซ้ำในกลุ่มอาสาฯหลักสิบคน ในเฟส 2 ดูประสิทธิภาพในพันคน โดยเฉพาะเฟส 3 ต้องดูความปลอดภัย ควบคู่กับประสิทธิภาพในผู้ทดลองหลักล้านคนลักษณะทดลองในสถานการณ์จริง เพื่อให้ได้ผลประสิทธิภาพการป้องกันโควิด–19 ได้จริงๆ จริงๆ แล้ว...“ทั่วโลกเริ่มฉีดวัคซีนป้องกัน” ก็เป็นกระบวนการทดลองในเฟส 3 ดำเนินควบคู่กับการเก็บข้อมูลศึกษาประสิทธิภาพ และความปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลกำหนดไว้กันอยู่ตลอด แม้แต่ “ไฟเซอร์ โมเดอร์นา และแอสตราเซเนกา” ก็เป็นการวิเคราะห์ผลประสิทธิภาพในระหว่างการทดลองเฟส 3 เช่นกันด้วยสถานการณ์ระบาดโควิด-19 ทวีความรุนแรงเช่นนี้จะรอให้ผลการทดลองจบสมบูรณ์ต้องใช้เวลานานไม่ต่ำกว่า 8 เดือน ทำให้รอคอยนานขนาดนั้นไม่ได้ จึงนำวัคซีนมาใช้กันก่อน แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลผลสรุป “การทดลองวัคซีนของจีนในเฟส 3” ยกเว้น “ข้อมูลการแถลงผู้ผลิต” ที่เป็นข้อมูลยังไม่เพียงพอให้เกิดความน่าเชื่อถือได้เช่นนี้ต้องย้อนมาดูกรณี “จัดซื้อวัคซีนจากจีน” เบื้องต้นในการรับรองให้นำมาใช้กับคนไทยนี้ สิ่งที่เกิดขึ้น “กระทรวงสาธารณสุข” กลับมาให้ข้อมูลต่อสื่อเร็วไป กลายเป็นการกดดันให้เร่งอนุมัติ ทั้งที่ตามหลักการนำเข้า “วัคซีน” ควรอาศัยหลักอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์เสมอ แต่ไม่ใช่กดดันจาก “ผู้บริหาร” ให้เกิดการอนุมัติกันขึ้นเพราะ “กระบวนการจัดหาสั่งซื้อวัคซีน” เป็นหน้าที่ฝ่ายบริหารตัดสินใจได้ แต่การพิจารณาประสิทธิภาพของวัคซีนควรใช้ หรือไม่ควรนำมาใช้นี้เป็นกระบวนการอิสระ เชื่อว่า อย.กำลังทำเช่นนั้นอยู่เรื่องนี้กลายเป็นข้อกังขาเชิงการเปรียบเทียบกันขึ้นว่า “วัคซีนประเทศตะวันตก” มีผลสรุปประสิทธิภาพป้องกันชัดเจน แต่ว่า “รัฐบาล” กลับเลือกจัดซื้อวัคซีนของประเทศจีน จนถูกมองถึงเบื้องหลังว่ามีผลประโยชน์ต่อรองกันหรือไม่ เพราะมีกระแส “คนไทย” เข้าถือหุ้นกับบริษัทวัคซีนในจีนนี้อยู่ด้วยซ้ำโดยเฉพาะกรณี “รพ.เอกชน” ถูกเบรกนำเข้า “วัคซีนโมเดอร์นา” ยิ่งทำให้คนสงสัยมากขึ้น แต่เข้าใจว่า “นำเข้าวัคซีนต้องเป็นไปตามระเบียบข้อกำหนด” ฉะนั้นถ้าต้องการลดข้อสงสัย “ขั้นตอนจัดซื้อควรมีความโปร่งใส” ด้วยการเปิดเผยข้อมูล “ตัววัคซีน” ในการจัดซื้อสู่สาธารณชน เพื่อความเชื่อมั่นต่อผู้รับการฉีดได้ดีที่สุดอีกทั้งในช่วงโรคระบาดทวีความรุนแรงเช่นนี้ “ภาครัฐ” อาจต้องยืดหยุ่นกระบวนการช่องทางพิเศษ เพื่อให้กฎระเบียบเดิมคล่องตัวสอดรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ต่างประเทศ ที่มีกระบวนการ EUA ในการอนุมัติเร่งด่วนส่วน “วัคซีนแอสตราเซเนกา” แม้มีประสิทธิภาพป้องกันได้ดี แต่ต้องอาศัยถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับสยามไบโอไซเอนซ์ เป็นผู้ดำเนินการผลิตวัคซีนที่ใช้เวลานานอีก คาดว่าจะฉีดวัคซีนได้ในช่วง มิ.ย.2564 สิ่งที่กังวลใน “การฉีดวัคซีนให้คนไทย” ที่ต้องวางแผนแต่เนิ่นๆมี 2 เรื่อง คือ เรื่องแรก... “บุคลากร” ฉีดให้ประชาชน 33 ล้านคน ต้องดำเนินการฉีดให้ได้สัปดาห์ละ 1 ล้านโดส เพื่อทันต่อการกระตุ้นเข็ม 2 ที่มีระยะเว้นห่างกัน 3-4 สัปดาห์ต่อเข็ม เหตุนี้ผู้ฉีดวัคซีนอาจไม่เพียงพอ อีกทั้ง “การฉีดยา” เป็นวิชาชีพเฉพาะไม่สามารถทดแทนกันได้เรื่องที่สอง...“อาการผลข้างเคียง” การันตีได้ว่า “คนไทย” มีโอกาสพบ “ผู้แพ้วัคซีนสัปดาห์ละ 10 คน” เพราะตามข้อมูลมีการเกิดอาการผลข้างเคียงขึ้นแล้ว ในสหรัฐฯ และยุโรป มีการใช้ไฟเซอร์ และโมเดอร์นา ที่มีการแพ้วัคซีนด้วยอาการคัน หายใจลำบาก ความดันตก แต่ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน มีอัตราการเกิด 11 ต่อ 1 ล้านคนเช่นนี้ “รัฐบาลไทย” มีวิธีรับมืออย่างไร? เพื่อไม่ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ดังนั้นตอนนี้ “รัฐบาล” ต้องสื่อสารให้เข้าใจให้มากที่สุด โดยเฉพาะ “เรื่องความโปร่งใส” เพื่อความเชื่อมั่นให้คนหมู่มากออกมารับการฉีดนี้ ในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ตามเป้าหมายการป้องกันการระบาดในประเทศย้ำว่า...“วัคซีน” เป็นตัวเลือกบังคับให้ฉีดกันไม่ได้ ถ้าหาก “ประชาชนขาดความเชื่อมั่น” ก็ไม่ออกมาฉีดวัคซีนกัน ย่อมไม่เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ สุดท้ายก็หยุดยั้งการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ได้เช่นเดิม.