“ปี พ.ศ.2563 จุดพลิกผัน (Tipping point) ทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทย” ราษฎรอาวุโส ประเวศ วะสี ให้ทัศนะว่า ปีนี้เป็นวิกฤติใหญ่ประเทศไทย“ในปีนี้วิกฤตการณ์ต่างๆจะมาบรรจบกันเป็นวิกฤติใหญ่ประเทศไทย นั่นคือ...หนึ่งความยากจนและความเหลื่อมล้ำสุดๆ ที่แก้ไม่ได้ สอง...วิกฤติเศรษฐกิจ ที่เชื่อมโยงกับความตกต่ำและผกผันของเศรษฐกิจโลก สาม... ความขัดแย้งทางการเมือง สี่...ภัยทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น ความแห้งแล้ง ฝุ่นจิ๋วในอากาศ อันแก้ไขไม่ได้ ห้า...ซ้ำเติมด้วยโรคระบาดโคโรนาไวรัส”ทั้งหมดจะผลักดันประเทศไทยไปถึง...“จุดพลิกผัน” พลิกผันเหมือนกระดานหก คือพลิกไปสู่ร้ายสุดๆ เช่น เกิดมิคสัญญีกลียุค หรือพลิกจากร้ายกลายเป็นดีอย่างกะทันหันก็ได้...คนโบราณจึงกล่าวว่า “วิกฤติเป็นโอกาส”คำถามสำคัญมีว่า ทำไม? วิกฤติจึงเป็นโอกาสประเวศ ย้ำว่า การที่บ้านเมืองหนึ่งบ้านเมืองใดเดินเข้าไปสู่สภาวะวิกฤติ เพราะเข้าไปสู่ความเชื่อและความคิดที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง หรือไม่มีประโยชน์จริง ที่ทางพระเรียกว่า “สีลัพพตปรามาส”ความเชื่อผิดๆจะนำไปสู่สภาวะวิกฤติและความรุนแรง เพราะสังคมไม่สามารถถอนจากความคิดเช่นนั้นได้ แต่เมื่อบ้านเมืองวิกฤติจนไม่มีทางไป หรือล่มสลายลงแล้ว สังคมไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่นนอกจาก พลิกความคิด ...การพลิกความคิดทำให้เปลี่ยนร้ายกลายเป็นดีอย่างกะทันหัน จึงกล่าวว่า “วิกฤติเป็นโอกาส”ยกตัวอย่าง ญี่ปุ่น และเยอรมนี แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านเมืองย่อยยับทุกๆทาง แต่หลังจากนั้นกลับเจริญอย่างรวดเร็ว ญี่ปุ่นกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในเอเชีย เยอรมนีในยุโรป ทั้งนี้ เกิดจากการ “พลิกความคิด” จากเผด็จการและการก่อสงคราม เป็นประชาธิปไตยและสันติภาพ ประเทศไทยก็มีตัวอย่างของการพลิกความคิด เช่น เมื่อคำสั่ง 66/2523 ออกมา การสู้รบระหว่างคนไทยด้วยกันในกรณีนักศึกษาปัญญาชนเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ จับอาวุธต่อสู้อำนาจรัฐยุติลงทันทีเพราะคำสั่ง 66/2523 คือ การพลิกความคิดว่านักศึกษาปัญญาชนเหล่านั้นไม่ใช่ศัตรู แต่เป็น “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” เมื่อไม่ใช่ศัตรูก็ยุติการสู้รบกันณ จุดพลิกผันประเทศไทย 2563 สังคมไทยจะพลิกความคิดอะไร... จึงจะสามารถเปลี่ยนร้ายกลายเป็นดีอย่างกะทันหัน ก็ต้องมาดูว่าความคิดอะไรที่นำประเทศไทยมาสู่จุดวิกฤติเช่นนี้“ประเทศไทยมีทรัพยากรมากมายและอยู่ในที่ตั้งอันเหมาะสมควรจะอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก”ทรัพยากรนั้นมีมากกว่าสิงคโปร์ มากกว่าญี่ปุ่น และมากกว่าสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งควรจะเป็นทุนให้คนไทยใช้เพื่อสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุด ที่คนไทยอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก“ความเป็นธรรมทางสังคม”...เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก หากสังคมมีความเป็นธรรม ผู้คนจะรักกันและรักส่วนรวม ถ้าขาดความเป็นธรรม คนจะไม่รักกันและไม่รักส่วนรวม“ธรรมชาติ” เป็นเช่นนั้น...แม้แต่ “สังคมสัตว์” ก็เป็นเช่นนั้น อย่างที่พอจะรู้กันอยู่แล้วว่า สังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำมากเป็นมาแต่โบราณ แต่ปัจจุบันเป็นไปอย่างสุดๆ จนประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงเป็นที่ 1 หรือที่ 3 ในโลก...ความเหลื่อมล้ำกับการขาดความเป็นธรรมอยู่ในกันและกัน อะไรที่เหลื่อมล้ำมากจะเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายรุนแรง ดังเช่น ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด...เกิดขึ้นเพราะพลังประจุไฟฟ้าก็ดี หรือพลังใต้และเหนือแผ่นพิภพไม่ได้ดุล ความเหลื่อมล้ำคือการเสียสมดุลอันนำไปสู่ความปั่นป่วนวุ่นวายรุนแรง ฉะนั้นสังคมไทยที่ว่ามีทรัพยากรมากมาย และควรจะอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ความไม่เป็นธรรมเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ฉะนั้นการอบรมทางศีลธรรมจึงไม่ได้ผล จะเห็นได้ชัดเจนว่าประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ พุทธศาสนาก็เป็นของดี แต่มีความเสื่อมเสียทางศีลธรรมเต็มไปหมด เพราะ “โครงสร้างแห่งความไม่เป็นธรรม” อันดำรงอยู่...ถ้าไม่ระวังสถาบันทางศาสนาก็ถูกดึงไปอยู่ในโครงสร้างนั้นด้วย ถ้าคิดเชิงโครงสร้างจะเข้าใจว่าทำไมเมื่อรัฐบาลอัดฉีดทรัพยากรเข้าไปในภาคเศรษฐกิจจำนวนมากจึงแก้ความยากจนไม่ได้ เพราะเมื่อทรัพยากรผ่าน “โครงสร้างแห่งความไม่เป็นธรรม” ก็กระจายออกมาอย่างไม่เป็นธรรม... “โครงสร้างแห่งความไม่เป็นธรรม” นี้มีหลายมิติเข้ามาถักทอกันอย่างซับซ้อนแน่นหนาผล...ทำให้ยากแก่การเข้าใจ โดยเฉพาะสังคมไทยขาดการคิดเชิงระบบและโครงสร้าง คิดแต่ว่าดีชั่วเป็นกรรมส่วนบุคคล จึงไม่เข้าใจโครงสร้างนี้และออกจากโครงสร้างไม่ได้ ตกอยู่ในสภาพ “คนไทยเหมือนไก่อยู่ในเข่ง” จิกตีกันร่ำไป แต่จิกตีกันจนเลือดตกยางออกหรือตาย ก็ออกจากเข่งไม่ได้เพราะ “เข่ง” คือโครงสร้างอันแน่นหนาที่กักขังไว้ แต่คนไม่ใช่ไก่ประเด็นนี้ ประเวศ วะสี ย้ำมุมมองอยู่เสมออย่างต่อเนื่องมานานหลายปีแล้ว...“การคิดเชิงอำนาจนำไปสู่โครงสร้างแห่งความไม่เป็นธรรม”“ระบบรัฐ” ก็เป็น “ระบบอำนาจรวมศูนย์” จึงได้ผลน้อยหรือไม่ได้ผลเลย ทำให้จัดการปัญหาต่างๆไม่ได้ เช่น ไม่สามารถจัดการการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ไม่สามารถจัดการการศึกษาอย่างได้ผล และธรรมชาติของระบบอำนาจกับการศึกษาขัดแย้งกัน...ระบบอำนาจรัฐคือระบบควบคุม “การศึกษาคือการเติบโตอย่างหลากหลายไม่มีที่สิ้นสุด ระบบการศึกษาที่ผิดที่ทำมาร้อยปีเศษทำให้ประเทศไทยอ่อนแอทุกทาง ที่สำคัญคือการศึกษาที่เน้นการท่องวิชา โดยไม่เอาความเป็นจริงของแผ่นดินไทยเป็นตัวตั้ง ได้สร้างคนไทยสี่ถึงห้าชั่วคน ซึ่งก็เท่ากับคนไทยทั้งหมดในปัจจุบัน ที่ไม่รู้ความจริงของประเทศไทย”ไม่ว่าเขาจะเป็นข้าราชการหรือนักการเมืองก็ตาม เมื่อไม่รู้ความจริงก็ทำให้ถูกต้องไม่ได้การคิดเชิงอำนาจทำให้ขาดปัญญา และเป็นต้นตอของโครงสร้างแห่งความไม่เป็นธรรมฉะนั้น...“การต่อสู้แย่งชิงอำนาจทางการเมือง ไม่ว่าใครชนะก็ไม่สามารถฝ่าโครงสร้างแห่งความไม่เป็นธรรมอันมหึมานี้ได้ หรือถูกดูดเข้าไปอยู่ในโครงสร้างอันไม่เป็นธรรมนั้นเสียด้วย”ทั้งหมดเหล่านี้เชื่อมโยงกันจะทำให้เราเข้าใจว่าทำไม? นับตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา การต่อสู้ทางการเมือง การปฏิวัติรัฐประหาร การเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ตั้ง 20 ฉบับแล้ว ไม่สามารถสร้างความลงตัวให้ประเทศไทย เพราะยังไม่ได้ พลิกความคิด ยังคิดเชิงอำนาจเหมือนเดิม เพียงแต่...ต่อสู้แย่งชิงกันว่าใครได้อำนาจพลิกความคิดจากคิดเชิงอำนาจสู่การคิดเชิงปัญญา...คิดด้วยข้อมูล ความรู้ ความจริง ความเป็นเหตุเป็นผล ออกจาก “เข่ง” ให้ได้ด้วยพลัง 5 ประการ หรือ “พละ 5”...พลังจิตสำนึก ถึงสังคมทั้งหมดไม่ใช่เฉพาะตัวหรือพรรคพวก, พลังทางสังคม จากการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำก้าวข้ามความแบ่งแยก, พลังทางความรู้ ที่เป็นความจริงและการใช้เหตุผล, พลังทางการคิดเชิงระบบ, พลังทางการจัดการโดยสรุปและรูปธรรมในการปฏิบัติ...“เมื่อบ้านเมืองวิกฤติจนไม่มีทางไป คนไทยต้องใช้เป็นโอกาสเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีฉับพลัน” ประเวศ วะสี กล่าวทิ้งท้าย.