ไลฟ์สไตล์
100 year

สถานบันเทิงแพร่โควิด ลักลั่นเลี่ยงกฎหมาย

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
21 พ.ค. 2564 05:05 น.
SHARE

นับตั้งแต่ “การระบาดโควิด-19 ระลอก สาม” มีจุดเริ่มต้น “คลัสเตอร์สถานบันเทิง” สร้างความโกลาหลปั่นป่วนให้ “คนไทย” ต่างอกสั่นขวัญแขวนหวาดกลัวกันทั้งประเทศ เพราะมีตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันพุ่งขึ้นไม่หยุดตลอดช่วงเดือนที่ผ่านมานี้

โดยเฉพาะ “พื้นที่ควบคุมสูงสุด” ไม่ว่า กทม. นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ที่พบการระบาดอย่างหนักอยู่มาก เหตุนี้ทำให้ “ประเทศไทย” ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากจาก “จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจนล้น” ส่งผลให้ “เตียงไอซียู” ตามโรงพยาบาลขนาดใหญ่ไม่เพียงพอรองรับได้

ข่าวแนะนำ

ในส่วน “ยาใช้ในผู้ป่วยหนัก” ก็ร่อยหรอลงทุกที สะท้อนให้เห็นว่า “สถานบริการ และสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ” ทั้งสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ กำลังกลายเป็น “จุดอ่อน” มีโอกาสเสี่ยงแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ได้ง่าย เพราะหลายแห่งก็มักไม่ปฏิบัติตามกฎหมายให้เห็นกันอยู่บ่อยด้วยซ้ำ

ศบค.จึงกำหนดให้เจ้าพนักงานมีอำนาจหากพบมี “สถานบริการ สถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ” อันมีลักษณะ “การติดเชื้อโควิด-19” ต้องปิดทันทีเบื้องต้น 2 สัปดาห์ ถ้า “มีการติดเชื้อเป็นวงกว้างควบคุมไม่ได้” ก็ให้อำนาจ “ผู้ว่าฯ” พิจารณาสั่งปิดเป็นโซน หรือหากแย่จริงขยายปิดทั้งจังหวัด

และไม่นานนี้ “ศบค.มท.” ออกมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดในประเทศ ตามข้อกำหนดฉบับที่ 20 ในมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 กำหนดพื้นที่ออกเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและพื้นที่ควบคุมในการ “ปิดพื้นที่เสี่ยง” อาทิ สถานบริการ สถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ

สถานประกอบกิจการอาบน้ำ สถานประกอบกิจการอาบอบนวด หรือสถานที่อื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน ที่เป็นข้อสั่งการให้ผู้ว่าฯทุกจังหวัด รวมทั้งกรุงเทพฯ ดำเนินการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคนี้

ทว่าหากย้อนดูในช่วงหลายปีมานี้ “ธุรกิจเกี่ยวกับสถานบริการยามค่ำคืน” ค่อนข้างเจริญเติบโตใน “เมืองขนาดใหญ่” มีพัฒนาการให้บริการ “ใช้แสงสีเสียง และ บริการแบบอื่น” ตอบสนองความต้องการลูกค้ามากมาย จนเป็นที่ “นิยมของวัยรุ่น และคนทำงาน” เข้ามาพักผ่อนหย่อนใจ

กลายเป็นจุดสุ่มเสี่ยงมักเกิดปัญหายาเสพติด การทำร้ายร่างกาย การทำความผิดทางเพศ โชว์ลามกอนาจารกันมาอยู่แล้ว ในบางแห่งมี “กลุ่มอิทธิพลคนมีสีบางคน” เข้าเกี่ยวกับผลประโยชน์?

ตามที่พูดคุยกับ “เจ้าหน้าที่ระดับสูงคณะกรรมการอำนวยการศูนย์อำนวยการประสานกำกับติดตามผลการดำเนินงานตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 (ศอ.กต.)” ให้ข้อมูลว่า ถ้าพูดถึงในเรื่อง “สถานบริการ” ค่อนข้างซับซ้อนเกี่ยวกับการตีความกฎหมายตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ในมาตรา 3 นิยาม “สถานบริการ” คือสถานที่ตั้งเพื่อให้บริการหวังประโยชน์ในทางการค้า เช่น สถานที่เต้นรำ รําวง มีอาหาร สุรา หรือเครื่องดื่มอื่น จัดให้มีการแสดงดนตรี หรือการแสดงอื่น และปิดหลัง 24.00 น.

ปัจจุบันมีการเลี่ยงระเบียบ “เปิดเป็นสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ” มากมายอันเกิดจากการขาดองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่งในมาตรา 3 ทำให้ไม่มีใบอนุญาตประกอบการสถานบริการ โดยเฉพาะประกอบกิจการที่จำหน่ายอาหาร สุรา หรือเครื่องดื่มอื่น มีการแสดงดนตรี หรือการแสดงอื่น แต่ปิดก่อนเวลา 24.00 น.

ลักษณะนี้ก็ไม่เข้าหลักสถานบริการมาตรา 3 (5) แล้ว ซึ่งต้องปิดทําการหลังเวลา 24.00 น. เพราะเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509

ความจริงแล้ว “การเปิดเป็นสถานบริการทุกประเภท” ต้องมีการขออนุญาตตั้งสถานบริการตามกฎหมายกำหนดไว้ แต่เมื่อเป็นการ “หลีกเลี่ยงก็ไม่ต้องขออนุญาต” ทำให้มักเกิดปัญหาการบังคับใช้กฎหมายกับสถานประกอบการคล้ายสถานบริการตามมานี้

นั่นหมายความว่ากฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ได้เฉพาะ “สถานบริการจดทะเบียนถูกต้อง” แต่ไม่อาจบังคับใช้ “สถานประกอบการคล้ายสถานบริการ” ที่มีอยู่จำนวนมากได้

เพราะยังไม่มีการให้คำนิยามของ “สถานประกอบการคล้ายสถานบริการ” ไว้ในกฎหมายฉบับใด ทั้งยังไม่มีการนิยามไว้ใน พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ทำให้ต้องตีความในการบังคับใช้กฎหมายอันเกิดเป็นข้อต่อสู้ให้กับสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ และเป็นช่องว่างให้กับสถานประกอบการนี้มาตลอด

กลายเป็นว่า “ผู้มีใบอนุญาต” ต้องปฏิบัติตามกฎหมายกำหนด แต่ “ผู้ไม่มีใบอนุญาต” กลับเปิดเสรี ไม่มีตัวกำหนดจับเวลาปิด แถมยังย้ายเปิดใหม่ ที่ไหนก็ได้ ทำให้ผู้มีใบอนุญาตเสียเปรียบผู้ไม่มีใบอนุญาต

ตามข้อมูลมีเขตพื้นที่อนุญาตให้มีสถานบริการ 50 จังหวัด และงดอนุญาต 26 จังหวัด ในส่วนกรุงเทพฯมี 3 เขต คือ เพชรบุรีตัดใหม่ พัฒน์พงศ์ และรัชดาภิเษก นอกเขตนี้ไม่สามารถตั้งเป็นสถานบริการได้ แต่เท่าที่มีการตรวจสอบสถานบริการ พบว่า สถานบริการมีใบอนุญาต 2-3 หมื่นแห่ง และไม่มีใบอนุญาต 2 แสนแห่ง

สาเหตุ “ไม่มีใบอนุญาต” มักเจอปัญหาเกี่ยวกับ “พื้นที่โซนนิ่ง ZONING มีอยู่จำกัด” ทำให้สถานประกอบการนี้ไม่อาจจดทะเบียนสถานบริการได้ ทั้งที่มีจุดประสงค์ต้องการทำให้ถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม

เหตุปัญหาทั้งปวงนี้ทำให้มี “คำสั่ง คสช.ที่ 22/2558” ออกมาอุดช่องว่างข้อถกเถียงกฎหมายในการควบคุมสถานบริการ และสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ ในกรณี “ฝ่าฝืนกฎหมาย” ให้ผู้มีอำนาจตามกฎหมายเพิกถอนใบอนุญาต สั่งปิด และห้ามให้เปิดสถานบริการ หรือสถานประกอบการคล้ายสถานบริการห้าปี

แต่เมื่อ “ออกคำสั่งแล้ว” ผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมายกลับไม่ทำตามคำสั่งนั้น “ผู้ปฏิบัติ” ก็ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ทำให้ต้องอุดช่องว่างด้วยการร่างออกเป็นคำสั่ง คสช.ที่ 46/2559 ดังนั้น ถ้าสถานบริการ หรือสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ “ฝ่าฝืนคำสั่ง” ต้องจําคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท

หนำซ้ำ...คำสั่ง คสช.นี้ยังมีการตั้งคณะกรรมการ 1 ชุด ประกอบด้วย กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน สำนักงาน ป.ป.ส. กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสรรพสามิต กรมควบคุมโรค และภาคีเครือข่ายต่างๆในการรับเรื่องร้องเรียน และจัดกำลังบูรณาการ ตรวจสอบเข้าจับกุม

ในปี 2561 มีการสำรวจสถานบริการ 2.4 หมื่นแห่ง ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. 1,373 แห่ง ต้องเฝ้าระวัง 425 แห่ง สั่งปิด 5 ปี 154 แห่ง ปี 2562 สำรวจ 2.3 หมื่นแห่ง ฝ่าฝืนคำสั่ง 118 แห่ง เฝ้าระวัง 378 แห่ง สั่งปิด 5 ปี 64 แห่ง... ส่วนประเด็น “คำนิยาม สถานบริการ ตาม พ.ร.บ.สถานบริการฯ” ไม่สอดคล้องครอบคลุมถึงสถานประกอบการรูปแบบใหม่ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ก็มีการเสนอแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.สถานบริการฯให้เป็นไปตามเจตนารมณ์กฎหมาย ทั้งยังนำคำสั่ง คสช.ทั้ง 2 ฉบับ บรรจุลงไว้ใน พ.ร.บ.อันเกี่ยวกับการควบคุมสถานบริการนี้

เบื้องต้นกระทรวงที่เกี่ยวข้องดำเนินการแล้ว แต่คงรอ “กระทรวงมหาดไทย” ที่พิจารณาดำเนินการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.สถานบริการฯ และกำหนดนโยบายให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ตามความใน พ.ร.บ. “สถานบริการ” หมายความว่า “สถานที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการโดยหวังประโยชน์ในทางการค้า”

เพื่อครอบคลุมจัดระเบียบสถานบริการและสถานประกอบการอื่นเกิดขึ้นใหม่ ที่มักปรับรูปแบบบริการหลีกเลี่ยงไม่ให้มีลักษณะเข้าข่ายเป็น

สถานบริการ ทำให้ไม่สามารถนำกฎหมายที่ว่านี้เข้าไปควบคุมได้ “สถานการณ์ระบาดโควิด-19” ที่มีประชาชน สายลับ หรือเครือข่าย ร้องเรียนเข้ามาให้ตรวจสอบกรณีสถานบริการกระทำผิดกฎหมายเป็นระยะเฉลี่ยเดือนละ 1-2 กรณี เบื้องต้นแจ้งให้หน่วยงานท้องที่ตรวจสอบก่อน ส่วนใหญ่มักรายงานผลว่า “ไม่มี” ทำให้ต้องให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงซ้ำเสมอ

ส่งผลสรุปให้หน่วยงานพื้นที่ดำเนินการก่อน เว้นแต่ “ไม่ทำตามข้อเสนอแนะ” ก็บูรณาการจัดกำลังลงพื้นที่จับทันที อีกทั้ง “สถานบริการบางแห่ง” ถูกใช้คำสั่งปิดไปแล้ว “วิ่งเต้น” ขออนุญาตเปิดใหม่ก็มีด้วย

ย้ำว่า...สถานการณ์โรคระบาดเช่นนี้ “คำสั่ง คสช.2 ฉบับ” บังคับใช้อยู่ตลอด ที่มิใช่เป็นเพียง “เสือกระดาษ” แต่คงไว้ซึ่ง “บทลงโทษเฉียบขาด” แก่สถานบริการทุกประเภทที่กระทำผิดกฎหมาย.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19คลัสเตอร์ทองหล่อคลัสเตอร์สถานบันเทิงสถานบันเทิงสถานบริการอาบอบนวดใบอนุญาตผิดกฎหมายจัดระเบียบผู้มีอิทธิพลสกู๊ปหน้า 1

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 5 สิงหาคม 2564 เวลา 14:33 น.