นับตั้งแต่ “การระบาดโควิด-19 ระลอก สาม” มีจุดเริ่มต้น “คลัสเตอร์สถานบันเทิง” สร้างความโกลาหลปั่นป่วนให้ “คนไทย” ต่างอกสั่นขวัญแขวนหวาดกลัวกันทั้งประเทศ เพราะมีตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันพุ่งขึ้นไม่หยุดตลอดช่วงเดือนที่ผ่านมานี้โดยเฉพาะ “พื้นที่ควบคุมสูงสุด” ไม่ว่า กทม. นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ที่พบการระบาดอย่างหนักอยู่มาก เหตุนี้ทำให้ “ประเทศไทย” ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากจาก “จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจนล้น” ส่งผลให้ “เตียงไอซียู” ตามโรงพยาบาลขนาดใหญ่ไม่เพียงพอรองรับได้ในส่วน “ยาใช้ในผู้ป่วยหนัก” ก็ร่อยหรอลงทุกที สะท้อนให้เห็นว่า “สถานบริการ และสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ” ทั้งสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ กำลังกลายเป็น “จุดอ่อน” มีโอกาสเสี่ยงแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ได้ง่าย เพราะหลายแห่งก็มักไม่ปฏิบัติตามกฎหมายให้เห็นกันอยู่บ่อยด้วยซ้ำศบค.จึงกำหนดให้เจ้าพนักงานมีอำนาจหากพบมี “สถานบริการ สถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ” อันมีลักษณะ “การติดเชื้อโควิด-19” ต้องปิดทันทีเบื้องต้น 2 สัปดาห์ ถ้า “มีการติดเชื้อเป็นวงกว้างควบคุมไม่ได้” ก็ให้อำนาจ “ผู้ว่าฯ” พิจารณาสั่งปิดเป็นโซน หรือหากแย่จริงขยายปิดทั้งจังหวัด และไม่นานนี้ “ศบค.มท.” ออกมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดในประเทศ ตามข้อกำหนดฉบับที่ 20 ในมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 กำหนดพื้นที่ออกเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและพื้นที่ควบคุมในการ “ปิดพื้นที่เสี่ยง” อาทิ สถานบริการ สถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะสถานประกอบกิจการอาบน้ำ สถานประกอบกิจการอาบอบนวด หรือสถานที่อื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน ที่เป็นข้อสั่งการให้ผู้ว่าฯทุกจังหวัด รวมทั้งกรุงเทพฯ ดำเนินการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคนี้ทว่าหากย้อนดูในช่วงหลายปีมานี้ “ธุรกิจเกี่ยวกับสถานบริการยามค่ำคืน” ค่อนข้างเจริญเติบโตใน “เมืองขนาดใหญ่” มีพัฒนาการให้บริการ “ใช้แสงสีเสียง และ บริการแบบอื่น” ตอบสนองความต้องการลูกค้ามากมาย จนเป็นที่ “นิยมของวัยรุ่น และคนทำงาน” เข้ามาพักผ่อนหย่อนใจกลายเป็นจุดสุ่มเสี่ยงมักเกิดปัญหายาเสพติด การทำร้ายร่างกาย การทำความผิดทางเพศ โชว์ลามกอนาจารกันมาอยู่แล้ว ในบางแห่งมี “กลุ่มอิทธิพลคนมีสีบางคน” เข้าเกี่ยวกับผลประโยชน์?ตามที่พูดคุยกับ “เจ้าหน้าที่ระดับสูงคณะกรรมการอำนวยการศูนย์อำนวยการประสานกำกับติดตามผลการดำเนินงานตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 (ศอ.กต.)” ให้ข้อมูลว่า ถ้าพูดถึงในเรื่อง “สถานบริการ” ค่อนข้างซับซ้อนเกี่ยวกับการตีความกฎหมายตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ในมาตรา 3 นิยาม “สถานบริการ” คือสถานที่ตั้งเพื่อให้บริการหวังประโยชน์ในทางการค้า เช่น สถานที่เต้นรำ รําวง มีอาหาร สุรา หรือเครื่องดื่มอื่น จัดให้มีการแสดงดนตรี หรือการแสดงอื่น และปิดหลัง 24.00 น. ปัจจุบันมีการเลี่ยงระเบียบ “เปิดเป็นสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ” มากมายอันเกิดจากการขาดองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่งในมาตรา 3 ทำให้ไม่มีใบอนุญาตประกอบการสถานบริการ โดยเฉพาะประกอบกิจการที่จำหน่ายอาหาร สุรา หรือเครื่องดื่มอื่น มีการแสดงดนตรี หรือการแสดงอื่น แต่ปิดก่อนเวลา 24.00 น.ลักษณะนี้ก็ไม่เข้าหลักสถานบริการมาตรา 3 (5) แล้ว ซึ่งต้องปิดทําการหลังเวลา 24.00 น. เพราะเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509ความจริงแล้ว “การเปิดเป็นสถานบริการทุกประเภท” ต้องมีการขออนุญาตตั้งสถานบริการตามกฎหมายกำหนดไว้ แต่เมื่อเป็นการ “หลีกเลี่ยงก็ไม่ต้องขออนุญาต” ทำให้มักเกิดปัญหาการบังคับใช้กฎหมายกับสถานประกอบการคล้ายสถานบริการตามมานี้นั่นหมายความว่ากฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ได้เฉพาะ “สถานบริการจดทะเบียนถูกต้อง” แต่ไม่อาจบังคับใช้ “สถานประกอบการคล้ายสถานบริการ” ที่มีอยู่จำนวนมากได้เพราะยังไม่มีการให้คำนิยามของ “สถานประกอบการคล้ายสถานบริการ” ไว้ในกฎหมายฉบับใด ทั้งยังไม่มีการนิยามไว้ใน พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ทำให้ต้องตีความในการบังคับใช้กฎหมายอันเกิดเป็นข้อต่อสู้ให้กับสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ และเป็นช่องว่างให้กับสถานประกอบการนี้มาตลอดกลายเป็นว่า “ผู้มีใบอนุญาต” ต้องปฏิบัติตามกฎหมายกำหนด แต่ “ผู้ไม่มีใบอนุญาต” กลับเปิดเสรี ไม่มีตัวกำหนดจับเวลาปิด แถมยังย้ายเปิดใหม่ ที่ไหนก็ได้ ทำให้ผู้มีใบอนุญาตเสียเปรียบผู้ไม่มีใบอนุญาตตามข้อมูลมีเขตพื้นที่อนุญาตให้มีสถานบริการ 50 จังหวัด และงดอนุญาต 26 จังหวัด ในส่วนกรุงเทพฯมี 3 เขต คือ เพชรบุรีตัดใหม่ พัฒน์พงศ์ และรัชดาภิเษก นอกเขตนี้ไม่สามารถตั้งเป็นสถานบริการได้ แต่เท่าที่มีการตรวจสอบสถานบริการ พบว่า สถานบริการมีใบอนุญาต 2-3 หมื่นแห่ง และไม่มีใบอนุญาต 2 แสนแห่งสาเหตุ “ไม่มีใบอนุญาต” มักเจอปัญหาเกี่ยวกับ “พื้นที่โซนนิ่ง ZONING มีอยู่จำกัด” ทำให้สถานประกอบการนี้ไม่อาจจดทะเบียนสถานบริการได้ ทั้งที่มีจุดประสงค์ต้องการทำให้ถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม เหตุปัญหาทั้งปวงนี้ทำให้มี “คำสั่ง คสช.ที่ 22/2558” ออกมาอุดช่องว่างข้อถกเถียงกฎหมายในการควบคุมสถานบริการ และสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ ในกรณี “ฝ่าฝืนกฎหมาย” ให้ผู้มีอำนาจตามกฎหมายเพิกถอนใบอนุญาต สั่งปิด และห้ามให้เปิดสถานบริการ หรือสถานประกอบการคล้ายสถานบริการห้าปีแต่เมื่อ “ออกคำสั่งแล้ว” ผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมายกลับไม่ทำตามคำสั่งนั้น “ผู้ปฏิบัติ” ก็ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ทำให้ต้องอุดช่องว่างด้วยการร่างออกเป็นคำสั่ง คสช.ที่ 46/2559 ดังนั้น ถ้าสถานบริการ หรือสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ “ฝ่าฝืนคำสั่ง” ต้องจําคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาทหนำซ้ำ...คำสั่ง คสช.นี้ยังมีการตั้งคณะกรรมการ 1 ชุด ประกอบด้วย กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน สำนักงาน ป.ป.ส. กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสรรพสามิต กรมควบคุมโรค และภาคีเครือข่ายต่างๆในการรับเรื่องร้องเรียน และจัดกำลังบูรณาการ ตรวจสอบเข้าจับกุม ในปี 2561 มีการสำรวจสถานบริการ 2.4 หมื่นแห่ง ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. 1,373 แห่ง ต้องเฝ้าระวัง 425 แห่ง สั่งปิด 5 ปี 154 แห่ง ปี 2562 สำรวจ 2.3 หมื่นแห่ง ฝ่าฝืนคำสั่ง 118 แห่ง เฝ้าระวัง 378 แห่ง สั่งปิด 5 ปี 64 แห่ง... ส่วนประเด็น “คำนิยาม สถานบริการ ตาม พ.ร.บ.สถานบริการฯ” ไม่สอดคล้องครอบคลุมถึงสถานประกอบการรูปแบบใหม่ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ก็มีการเสนอแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.สถานบริการฯให้เป็นไปตามเจตนารมณ์กฎหมาย ทั้งยังนำคำสั่ง คสช.ทั้ง 2 ฉบับ บรรจุลงไว้ใน พ.ร.บ.อันเกี่ยวกับการควบคุมสถานบริการนี้เบื้องต้นกระทรวงที่เกี่ยวข้องดำเนินการแล้ว แต่คงรอ “กระทรวงมหาดไทย” ที่พิจารณาดำเนินการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.สถานบริการฯ และกำหนดนโยบายให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ตามความใน พ.ร.บ. “สถานบริการ” หมายความว่า “สถานที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการโดยหวังประโยชน์ในทางการค้า”เพื่อครอบคลุมจัดระเบียบสถานบริการและสถานประกอบการอื่นเกิดขึ้นใหม่ ที่มักปรับรูปแบบบริการหลีกเลี่ยงไม่ให้มีลักษณะเข้าข่ายเป็นสถานบริการ ทำให้ไม่สามารถนำกฎหมายที่ว่านี้เข้าไปควบคุมได้ “สถานการณ์ระบาดโควิด-19” ที่มีประชาชน สายลับ หรือเครือข่าย ร้องเรียนเข้ามาให้ตรวจสอบกรณีสถานบริการกระทำผิดกฎหมายเป็นระยะเฉลี่ยเดือนละ 1-2 กรณี เบื้องต้นแจ้งให้หน่วยงานท้องที่ตรวจสอบก่อน ส่วนใหญ่มักรายงานผลว่า “ไม่มี” ทำให้ต้องให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงซ้ำเสมอส่งผลสรุปให้หน่วยงานพื้นที่ดำเนินการก่อน เว้นแต่ “ไม่ทำตามข้อเสนอแนะ” ก็บูรณาการจัดกำลังลงพื้นที่จับทันที อีกทั้ง “สถานบริการบางแห่ง” ถูกใช้คำสั่งปิดไปแล้ว “วิ่งเต้น” ขออนุญาตเปิดใหม่ก็มีด้วยย้ำว่า...สถานการณ์โรคระบาดเช่นนี้ “คำสั่ง คสช.2 ฉบับ” บังคับใช้อยู่ตลอด ที่มิใช่เป็นเพียง “เสือกระดาษ” แต่คงไว้ซึ่ง “บทลงโทษเฉียบขาด” แก่สถานบริการทุกประเภทที่กระทำผิดกฎหมาย.