ข่าว
100 year

หยุดเกมช่วงชิงอำนาจ : วัดใจรัฐบาลปรับโครงสร้าง ศธ.ปลดล็อกวังวนปฏิรูปการศึกษา "ปีหนูติดจั่น"

ไทยรัฐฉบับพิมพ์31 ธ.ค. 2562 06:01 น.
SHARE

อีกเพียงชั่วข้ามคืนก็จะผ่านพ้น “ปีหมูไฟ” 2562 ก้าวสู่ศักราชใหม่ “ปีหนูติดจั่น 2563” กันแล้ว

หลายเรื่องราวของการศึกษาชาติตลอดปี 2562 ยังคงได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ย่ำอยู่กับที่”

“ทีมการศึกษา” ขอใช้พื้นที่นี้สรุปการขับเคลื่อนงานการศึกษาปี 2562 ให้เห็นภาพก่อนที่เราจะเดินหน้าก้าวสู่ปีใหม่ 2563

หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค.2562 และจากนั้นอีกถึง 108 วัน หรือ 3 เดือนกว่า จึงจะจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 10 ก.ค.2562 มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมี นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คนที่ 61

ช่วงรอยต่อก่อนที่จะมีการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ก็ได้มีการส่งมอบข้อเสนอแนะการปฏิรูปการศึกษาให้กับรัฐบาลใหม่ก่อนจะสลายตัวไปในวันที่ 30 พ.ค.2562 ซึ่งหนึ่งในข้อเสนอนั้นคือ การส่งร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ... ฉบับใหม่ ให้รัฐบาลสานต่อ

ส่วนผลงานที่ถือว่าเป็นชิ้นโบแดงของ กอปศ.คือ การจัดตั้ง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ได้สำเร็จเมื่อปี 2561 และในปี 2562 ก็เริ่มเห็นผล สามารถจัดสรรเงินช่วยเหลือถึงตัวเด็กกลุ่มยากจนพิเศษกว่า 7 แสนคน พร้อมวางระบบการจัดสรรงบประมาณที่มุ่งเน้นที่ตัวเด็กและมุ่งเป้าลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยปี 2563 ได้รับเสียงสนับสนุนจากทุกฝ่ายให้อัดฉีดงบประมาณให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือหน่วยงานอื่นๆที่ทำงานด้านเด็ก

ขณะที่รัฐบาลก็สามารถทำคลอดกระทรวงน้องใหม่ด้านการศึกษาได้สำเร็จ คือ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เมื่อวันที่ 2 พ.ค.2562 โดยรวมกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดม-ศึกษาเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งการรวมกันบนกระดาษก็ดูจะราบรื่น แต่หากลงลึกถึงการทำงานของบุคลากรทั้ง 2 ส่วน คงต้องยอมรับความเป็นจริงที่ยังต้องอาศัยเวลาอีกระยะหนึ่งกว่าจะรวมเป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญของเสนาบดีกระทรวง อว. ที่จะต้องประสานใจคนทำงานทุกภาคส่วนของกระทรวงใหม่นี้ ในการทำหน้าที่เป็น “หัวรถจักร” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

หันกลับมาที่ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเสนอไม่ทันรัฐบาล คสช.เมื่อปี 2561 ต่อเนื่องมาในปี 2562 และจนวันนี้ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ... ก็ยังค้างเติ่ง ไม่ไปไหนเช่นเดิม

โดยปลายปี 2561 คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ... ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2562 ให้ชะลอการดำเนินการร่าง พ.ร.ก.ดังกล่าวไปก่อน พร้อมทั้งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการับร่าง พ.ร.ก.ฉบับนี้ไปพิจารณาทบทวนเหตุความจำเป็นที่ต้องตราเป็น พ.ร.ก. และให้รับความเห็นของกลุ่มองค์กรวิชาชีพครูต่างๆไปพิจารณาด้วย แล้วจึงเสนอ ครม.ชุดใหม่ และรัฐสภาพิจารณาต่อไป

เรื่องนี้ เสมา 1 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ในฐานะประธาน สภาการศึกษาแห่งชาติ ก็รับลูกสั่งการให้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากส่วนต่างๆ โดยเฉพาะในประเด็นการเปลี่ยนแปลงชื่อตำแหน่ง “ผู้อำนวยการโรงเรียน” เป็น “ครูใหญ่”, เปลี่ยนชื่อตำแหน่ง “รองผู้อำนวยการโรงเรียน” เป็น “ผู้ช่วยครูใหญ่” ซึ่งผู้บริหารกลุ่มนี้มองว่าเป็นการลดศักดิ์ศรีผู้บริหารลงจากเดิม ทั้งส่งผลกระทบต่อการมีวิทยฐานะ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ

นอกจากนี้ยังมีประเด็นการเปลี่ยนเรียก “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” เป็น “ใบรับรองความเป็นครู” โดยกลุ่มที่ต้องการให้คงชื่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูนั้น มองว่า ครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ผู้ที่เข้ามาเป็นครูต้องมีคุณวุฒิ และได้รับใบอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพครูนี้ ที่สำคัญการไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูจะทำให้ครูใหม่เสียโอกาสในการปรับเลื่อนวิทยฐานะและสิทธิที่กำหนดตามตำแหน่ง

เสียงคัดค้านของบรรดาครู และผู้บริหารสถานศึกษาดังสะท้อนทุกวงสัมมนาวิชาการทุกที่ที่มีการจัดโดยเฉพาะเวทีที่มีผู้หลักผู้ใหญ่ในแวดวงการศึกษา ทั้ง ศ.ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์, ดร.ดิเรก พรสีมา ก็ยังออกมาเบรกแรงๆ ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนชื่อเรียกตำแหน่งและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ประกอบผลการรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มครูผู้บริหาร ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษารวบรวมมา ก็ให้คงชื่อเดิมไว้ ทั้งตำแหน่งผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ รวมทั้งต้องการให้เรียกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูตามเดิม นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ก็ประกาศว่าเห็นด้วยกับเสียงส่วนใหญ่ที่ไม่ต้องการปรับเปลี่ยนชื่อตำแหน่ง และตั๋วครู และพร้อมจะส่งต่อความคิดนี้ไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา

และสิ่งที่น่ายินดีคือ คำประกาศดังกล่าวส่งผลให้ดีกรีความร้อนแรงลดลงอย่างเห็นได้ชัด

แต่จนแล้วจนรอด ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ... ก็ยังคงเดินทางไปไม่ถึงสภาผู้แทนราษฎรเช่นเดิม

ที่เหมือนจะซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือ เกิดมีประเด็นร้อนๆ ที่มาเติมเชื้อไฟให้คุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง นั่นก็คือ เรื่องการปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการประมาณปลายเดือน ก.ย.

จุดเริ่มต้นมาจากการที่นายณัฏฐพลแสดงความคิดเห็นต่อปัญหาในการปฏิรูปการศึกษาที่ต้องมีการสังคายนาครั้งใหญ่ว่า การบริหารงานของหน่วยงานภายใน ศธ.มีความซ้ำซ้อน โดยเฉพาะหน่วยงานในพื้นที่ระหว่างศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ขาดเอกภาพ และประสิทธิภาพในการทำงาน ส่งผลให้คุณภาพการศึกษาของโรงเรียนนับวันจะเข็นไม่ขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้าง ศธ. เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ทำให้การปฏิรูปการศึกษามีประสิทธิผล พร้อมกับตั้ง นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษา รมว.ศธ.เป็นประธานคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ.

การหยิบยกประเด็นการทำงานที่ซ้ำซ้อนของหน่วยงานในระดับพื้นที่ ถือเป็นการเร่งเชื้อในการปลุกอารมณ์ให้ผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรทางการศึกษาใน ศธจ. และ สพท.ไม่มั่นใจในสถานะของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของ สพท.ที่มีการตีความไปต่างๆ นานา ถึงขั้นว่าจะถูกยุบ สพท. และยิ่งมีมือดีปล่อยแผนผังโครงสร้างใหม่ ศธ.ที่ไร้เงา สพท.เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย อารมณ์ของคนถูกยุบทิ้งยิ่งปะทุหนัก เพราะแผนผังโครงสร้างใหม่ที่ส่งต่อกัน มีปลัด ศธ.เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการทุกตำแหน่งใน ศธ.รองจาก รมว.ศธ. และ รมช.ศธ.

ขณะที่หน่วยงานในส่วนกลางระดับกรม มีหน้าที่สนับสนุนส่งเสริมด้านงบประมาณและวิชาการ มีผู้อำนวยการสำนักบริหารการศึกษาจังหวัด เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ ศธ.ในจังหวัด มีการบริหารงานผ่านคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) กระจายอำนาจไปโรงเรียนต่างๆ โดยผู้อำนวยการสำนักบริหารการศึกษาจังหวัดมีวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ

แม้แผนผังโครงสร้าง ศธ.ดังกล่าวไม่มีที่มาที่ไป แต่กลับพบว่า ศธ.มีการของบประมาณปี 2563 สำหรับจัดสร้างอาคารสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เพิ่มกว่า 30 แห่ง รวมเป็นเงินกว่า 500 ล้านบาท เรื่องนี้จึงกลายเป็นกระแสให้ผู้อำนวยการ ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาของ สพท.ถึงขั้นแต่งชุดดำทั่วประเทศ เพื่อประท้วงการปรับโครงสร้าง ศธ. พร้อมกับส่งตัวแทนเข้าพบ รมว.ศธ. และเสนอข้อเรียกร้องใน 3 ประเด็นสำคัญ

ประการแรก ปรับปรุง แก้ไขร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ...โดยขอคืนใบประกอบวิชาชีพครู ผู้อำนวยการสถานศึกษา ให้บุคลากรทางการศึกษาอื่นๆมีที่ยืนใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ให้ได้รับความก้าวหน้าเหมือนตำแหน่งอื่นๆ และขอให้การปรับโครงสร้างของ ศธ.จะไม่เป็นการขับเคลื่อนนโยบายแบบเบ็ดเสร็จ หรือซิงเกิลคอมมานด์

ประการที่สอง ทบทวนร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา แยกงานบุคคลออกจาก กศจ. เพื่อให้ กศจ.มีเวลาในการทำงานประสานเชื่อมโยงการศึกษาให้มีคุณภาพ และคืนอำนาจการบริหารงานบุคคลให้ สพท. โดยเฉพาะอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการครูและบุคลากร ซึ่งเดิมเป็นอำนาจของ สพท. แต่คำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีการกำหนดให้มีการโอนอำนาจการบรรจุแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ตามมาตรา 53 (3) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้เป็นอำนาจของ ศธจ. โดยความเห็นชอบของ กศจ.

ประการที่สาม เร่งดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องการบริหารงานบุคคลให้เร็วที่สุด โดยให้รัฐสภา และนายกรัฐมนตรี ออก พ.ร.บ.ยกเลิก คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 16/2560 เรื่องการบริหารงานบุคคลและบุคลากรทางการศึกษาและคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 19/2560 เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน

แม้นายณัฏฐพลจะพยายามชี้แจงและให้ความมั่นใจกับทุกคนว่า “ไม่มีธงในการปรับโครงสร้าง ศธ.และทุกคนจะมีสถานะที่ดีกว่าเดิม ไม่อยากให้ทุกคนวิตกกับสิ่งที่ยังไม่เกิด แต่ทุกคนก็ต้องพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงโดยมองที่คุณภาพการศึกษาที่จะเกิดขึ้นกับตัวเด็กนักเรียนเป็นสำคัญ”

พร้อมกับประสานงานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ล่าตัวมือดีที่ปล่อยผังโครงสร้าง ศธ.ซึ่งเสมา 1 ฟันธงว่า เป็น “ของปลอม” ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่สร้างความปั่นป่วนและจุดกระแสม็อบครูชุดดำในหลายพื้นที่มาประท้วงเจ้ากระทรวง

เสียงกร้าวของเสมา 1 ที่จะจัดการกับคนปล่อยผังปลอมดังกล่าว ช่วยลดดีกรีความร้อนแรงเรื่องนี้ลงไปได้ในระดับหนึ่ง ทุกคนกลับเข้าสู่ที่ตั้ง เพื่อหยั่งดูท่าทีของผู้บังคับบัญชา “ถอดสลัก” ปัญหานี้ แต่ก็พร้อม ออกมาโชว์พลัง หากได้รับคำตอบที่ไม่เป็นที่น่าพอใจ

ขณะที่การปรับปรุงโครงสร้าง ศธ.ก็มีความสำคัญเช่นกัน ตราบใดที่โครงสร้างใหม่ ศธ. ที่นายวราวิช เป็นประธานคณะกรรมการ ยังไม่มีอะไรออกมาชัดเจน การเคลื่อนไหวของผู้ที่คาดว่าได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ ย่อมรอวันปะทุอีกรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถอดสลักการช่วงชิงอำนาจการบริหารงานบุคลากรในระดับพื้นที่ระหว่างศึกษาธิการจังหวัดกับพื้นที่การศึกษา ซึ่งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเสมา 1 ว่าจะ “เดินหน้า” เสนอยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ตามเสียงเรียกร้องของกลุ่มผู้บริหารเขตพื้นที่หรือไม่ หรือจะหาจุดลงตัวที่ทุกฝ่ายยอมรับได้แบบวินวิน

รวมทั้งเรื่องการเข็นร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ...ให้ออกมาสำเร็จให้ได้

“ทีมการศึกษา” มองว่าเหตุการณ์ปี 2563 ยังคงเป็นอีกปี ที่กระทรวงศึกษาธิการอาจมีสภาพไม่ต่างจาก “หนูติดจั่น” หาทางออกจากสารพัดปัญหาด้านการศึกษาไม่ได้

และไม่ว่าเรื่องนี้จะออกมาในทิศทางใด เราขอให้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบคอบรอบด้านทุกกลุ่ม ทุกฝ่ายอย่างแท้จริง และเลือกสิ่งที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

หยุดดึงการศึกษาชาติเป็นตัวประกัน ช่วงชิงอำนาจ แต่ต้องมองถึงผลประโยชน์ที่จะตกถึงเด็กซึ่งเป็นอนาคตของชาติ

แบบเลิกปากว่าตาขยิบเสียที.

ทีมการศึกษา

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ปฏิรูปการศึกษาปีหนูทองกระทรวงศึกษาธิการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติกระทรวงการอุดมศึกษาผู้อำนวยการโรงเรียนการศึกษา

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้