king10
Thairath Logo
กีฬา

อาคารทรงงานในหลวง ร.9 สิ่งล้ำค่าบนที่ดินมักกะสัน

Share :
line-share-logo

“บึงมักกะสัน” มีความสำคัญ ต่อกรุงเทพฯ หลังถูกใช้ประโยชน์เป็น “แก้มลิง” และเป็นแหล่งพักน้ำ รอบำบัดด้วยการใช้เครื่องกรองน้ำธรรมชาติ คือ “ผักตบชวา” ในการพัฒนาแหล่งน้ำเน่าเสียโครงการแห่งแรกของประเทศไทย

นับจากวันที่ 20 เม.ย.2528 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานพระราชดำริ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมปรับปรุงบึงมักกะสันของพื้นที่การรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยระบายน้ำ และบรรเทาสภาพน้ำเสียในคลองสามเสน ตามโครงการบำบัดน้ำเสียบึงมักกะสัน อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ

ในครั้งนั้น...พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯเป็นการส่วนพระองค์ มาในที่ดินโรงงานมักกะสัน ทอดพระเนตรบึงมักกะสันในการพัฒนาโครงการ

ทว่า...มีน้อยคนนักที่จะทราบถึงเรื่องราว “อาคารพลับพลาที่ประทับทรงงาน” ถูกสร้างขึ้นแบบเรียบง่าย ที่ไม่ใหญ่โตหรูหรา ลักษณะคล้ายศาลามุงด้วยจาก ใช้บังแดดบังฝน ในการเป็นสถานที่ประทับทรงงานชั่วคราว ตั้งอยู่ในที่ดินโรงงานมักกะสัน กลายเป็นสิ่งถาวรวัตถุล้ำค่า แหล่งให้เยาวชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้...

สมบุญ แดงอร่าม ที่ปรึกษาคณะผู้แทนโรงงานรถไฟมักกะสัน เล่าให้ฟังว่า ย้อนไปในปี 2475 โรงงานรถไฟมักกะสันของการรถไฟฯขุดดินพื้นที่มักกะสันขึ้นมา ใช้เป็นแหล่งระบายน้ำและรองรับน้ำเสีย รวมทั้งน้ำมันเครื่องจากโรงงาน ทำให้บึงนี้มีขนาดกว้างใหญ่อยู่ใจกลางกรุงเทพฯ มีพื้นที่ 92 ไร่ ก่อนถูกทอดทิ้งให้รกร้างมาเป็นเวลานานหลายสิบปี จนมีพันธุ์ไม้ขึ้นปกคลุมหนาแน่น

กระทั่งบึงมักกะสันเกิดการตื้นเขินจากการตกตะกอน ประกอบกับยุคนั้นมีชาวบ้านบุกรุก สร้างที่อยู่อาศัยทั้งบริเวณขอบบึงจนกลายเป็นชุมชนแออัด 3 ชุมชน ต่างถ่ายสิ่งปฏิกูล รวมถึงทิ้งขยะมูลฝอยลงบึงน้ำแห่งนี้ จนเป็นปัญหาภาวะสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม น้ำเน่าเสีย และเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคของกรุงเทพฯ

ต่อมาประมาณวันที่ 20 เม.ย.2528 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงตระหนักถึงภาวะมลพิษนี้ เสด็จฯเป็นการส่วนพระองค์มายังบึงมักกะสัน ผ่านเข้าทางประตู 1 โรงงานมักกะสัน เพื่อทอดพระเนตรปัญหาน้ำเน่าเสียด้วยพระองค์เองถึง 2 ครั้ง

ทั้งนี้ มีพระราชประสงค์ใช้บึงมักกะสัน ที่มีป่ารกร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้เป็นแหล่งเก็บน้ำ หรือระบายน้ำในยามมีภัยน้ำท่วม และใช้เป็นแหล่งทำให้น้ำที่โสโครกใสขึ้น จากการใช้วิธีธรรมชาติด้วยผักตบชวา และนำผักตบชวามาใช้ให้เกิดประโยชน์

“การรถไฟฯทราบว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จฯเป็นการส่วนพระองค์มาทอดพระเนตรบริเวณริมบึงมักกะสัน การรถไฟฯจึงได้สนองพระราชดำริด้วยการรื้อถอนป่ารกร้างในบึงมักกะสัน และปรับหน้าดินโดยรอบบริเวณแปลงโซนเอของที่ดินมักกะสัน ให้ฝ่ายช่างโยธาสร้างอาคารที่ประทับทรงงานชั่วคราว ขนาดความยาว 30 เมตร และความกว้าง 10 เมตร ด้วยไม้เนื้อแข็ง ลักษณะคล้ายศาลามุงด้วยจาก ใช้บังแดดบังฝน ในการเป็นสถานที่ประทับทรงงาน” สมบุญ ว่า

ถัดจากนั้นไม่กี่วัน...ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯมาทอดพระเนตรบริเวณริมบึงมักกะสันเป็นครั้งที่ 3 ได้พระราชทานพระราชดำริให้หน่วยงานต่างๆร่วมกันปรับปรุงบึงมักกะสัน เพื่อใช้เป็นสถานที่กักเก็บน้ำ ช่วยในการระบายน้ำในหน้าฝน และบรรเทาสภาพน้ำเสียในคลองสามเสน

พร้อมกับเยี่ยมเยียนราษฎร และเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรทัศนียภาพบริเวณบึงมักกะสันด้วยเรือท้องแบน ในครั้งนั้นมีประชาชนอาศัยอยู่บริเวณริมบึง ทราบข่าวต่างออกมาเฝ้าฯรอรับเสด็จกันเป็นจำนวนมาก

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัสกับผู้ว่าการการรถไฟฯ และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ในขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ร่วมเดินทางตรวจเยี่ยมประชาชน มีข้อความตอนหนึ่งว่า “อย่าไปไล่ชาวบ้านที่รุกล้ำเหล่านี้นะ ให้เขาอยู่ดูแลบึงแห่งนี้ด้วยการปลูกผักบุ้ง เพื่อมาช่วยบำบัดน้ำเสียอีกทางหนึ่งด้วย”

พร้อมพระราชทานคำแนะนำให้ใช้ผักตบชวากรองน้ำเสีย เพราะผักตบชวามีคุณสมบัติทำหน้าที่เป็นตัวกรอง เรียกว่าเครื่องกรองน้ำธรรมชาติ คือ ใช้ผักตบชวา...วัชพืชที่มีอยู่มากมาทำหน้าที่ดูดซับความโสโครกและสารพิษจากแหล่งน้ำเน่าเสีย และหมั่นนำผักตบชวาออกจากบึง นำมาทำเป็นปุ๋ยหมัก หรือเชื้อเพลิง และอาหารสัตว์ตามเหมาะสม เพื่อไม่ให้ผักตบชวาเจริญพันธุ์ รวมทั้งพัฒนาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่รอบบริเวณบึงมักกะสันให้ดีขึ้นด้วย

เมื่อการกำจัดน้ำเน่าเสียด้วยผักตบชวาในบึงมักกะสันแห่งนี้ได้ผลดี ได้มีการนำไปใช้เป็นแบบอย่างในการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียที่แหล่งน้ำ หรือลำคลองอื่น

ปัจจุบันอาคารพลับพลาที่ประทับทรงงาน โครงการบำบัดน้ำเสียบึงมักกะสันอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ มีสภาพเก่าแก่ ทรุดโทรม เนื่องจากผ่านมานานถึง 34 ปี ทำให้โครงสร้างที่เป็นไม้เสื่อมสภาพลง ตอนนี้อยู่ติดกับกำแพงเขตที่ดินการรถไฟฯ ก่อสร้างใหม่...กั้นพื้นที่ไว้หลังมีการสร้างถนนจตุรทิศ

สมบุญ เล่าต่ออีกว่า ในปี 2559 คณะผู้แทนโรงงานมักกะสันมีหนังสือถึงผู้ว่าการการรถไฟฯ พยายามเสนอให้บูรณะปรับปรุงพลับพลาที่ประทับทรงงาน และอาคารประกอบพื้นที่โดยรอบ เพราะถือว่าเป็นสิริมงคลแก่การรถไฟฯ เพื่อให้เป็นการเทิดทูนที่ครั้งหนึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯที่บึงมักกะสัน สมควรบูรณะปรับปรุง

ในการให้เป็นอาคารถาวร สภาพแวดล้อมสวยงาม เพื่อเป็นสิ่งถาวรวัตถุ และเป็นแหล่งเรียนรู้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา และระลึกถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และยุคนั้น นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร อดีตผู้ว่าการการรถไฟฯ สั่งการให้ฝ่ายช่างโยธา การรถไฟฯ สำรวจพื้นที่อาคารพลับพลาที่ประทับทรงงาน เพื่อปรับปรุงสร้างเป็นอนุสรณ์ แต่เรื่องเงียบไปจนถึงปัจจุบันนี้...

ประเด็นสำคัญน่าสนใจ...จุดตั้งอาคารพลับพลาที่ประทับทรงงาน ในที่ดินมักกะสัน อยู่บริเวณแปลงโซนเอ ถูกผนวกเข้ากับโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คือ สนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา ให้สิทธิ์เอกชนชนะประมูลโครงการเข้ามาพัฒนาสนับสนุนเชิงพาณิชย์ 150 ไร่

อาจจะต้องส่งมอบพื้นที่นี้ให้กับโครงการ

เท่าที่ทราบๆกันมาบ้างว่า...เดิมมีแผนพัฒนาที่ดินมักกะสันเพียง 105 ไร่ แต่มีการปรับเปลี่ยนโครงการ 150 ไร่ ผนวกพื้นที่ตั้งอาคารพลับพลาที่ประทับทรงงานไปด้วย ทำให้พนักงานการรถไฟฯมีความวิตกกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง รู้สึกเสียดายสิ่งถาวรวัตถุล้ำค่ากำลังจะถูกทำลายหายไป

ที่ดินมักกะสันเป็นสถานที่ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ล้ำค่า และเป็นหัวใจสำคัญในภารกิจหลักของการเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟ ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระราชทานให้กับกิจการรถไฟ เพื่อหาประโยชน์มาบำรุงกิจการ

“สิ่งมีค่านี้ไม่ได้ถูกตีราคาให้มีมูลค่าเป็นตัวเงินตามความต้องการของนายทุน แต่มีคุณค่า...มีความหมาย ทั้งประวัติศาสตร์ บ่งบอกถึงความเป็นอารยประเทศ เป็นพื้นที่ทรัพย์สมบัติล้ำค่าของชาติของประชาชน จึงจำเป็นให้คงอยู่อย่างยั่งยืนตลอดไป”

ดูเหมือนการพัฒนาที่ดินมักกะสัน...ต้องควบคู่กับวัตถุล้ำค่าทางใจ ...ที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ ไม่ให้เกิดผลกระทบ เพราะหากเกิดความเสียหาย การพัฒนาทั้งหมด อาจจะไม่เกิดประโยชน์ต่อคนส่วนรวม...ก็เป็นไปได้...

อ่านเพิ่มเติม...
บึงมักกะสันแก้มลิงในหลวง รัชกาลที่9ที่ประทับทรงงานโรงงานมักกะสันน้ำเน่าเสียสกู๊ปหน้า1ข่าวรัชกาลที่9